Welcome
Guest User
 

    หากความปรองดองนั้นมีอยู่จริง ขอให้คนเป็นกลางใจต้องนิ่ง

    จากที่เห็นแล้วว่าความปรองดองไม่น่าจะมีอยู่จริง ตราบใดที่ยังโจมตีกันไปมา สร้างเพลิงไฟใจจิตใจคน มักมีอคติ ความชิงชังของทุกฝ่าย และกำลังจะสร้างแนวร่วมให้มากขึ้นๆ ไม่มีน้ำใดมาดับได้เลย ยิ่งตัดต่อคลิปแล้ว ผู้ร้ายเป็นพระเอก พระเอกเป็นผู้ร้าย จงตั้งสติ

     

     

    หลังจากเบื่อๆ ที่อยู่ไปวันๆ มีแต่อะไรไม่รู้แทรกทุกช่วงรายการ ปิดโน่นปิดนี่ หยุดการเดินทาง ปิดสถานประกอบการไปหมด หยุดไปก็เท่านั้น แต่หยุดนิ่งใจแล้วหรือยัง

     

     

    เรื่อง "สงบใจในความวุ่นวาย"

    ของ ปิยสีโลภิกขุ ที่ได้ลงนิตยสาร ซีเคร็ตฉบับล่าสุด ของอมรินทร์พริ้นติ้ง ปกมยุรา เศตวศิลา

    และคอลัมซูม ในไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม นั้นได้เอามาลงไว้

     

     

    "ปี นี้อากาศร้อนกว่าปกติสมทบกับอุณหภูมิการเมืองที่ถึงขั้นเดือดพล่านหลายคนจึง อดร้อนใจไม่ไหว สถานการณ์ยามนี้จะรักษาใจอย่างไรไม่ให้รุ่มร้อนวุ่นวายไม่ให้เครียดกับ เรื่องชวนวิตกที่ยังหาทางออกไม่เจอ และชาวพุทธควรจะมีท่าทีต่อความวุ่นวายในบ้านเมืองอย่างไร

     

    ผู้เขียนได้ประมวลข้อเสนอต่างๆที่ควรแก่การพิจารณา ดังนี้

     

     

    1. เปิดใจกว้าง รับฟังข้อมูลทุกด้าน ในสถานการณ์ขัดแย้งเช่นนี้ ไม่ควรด่วนสรุปจากข้อมูลที่ได้รับในทันที ควรใช้เวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ และพยายามรับข้อมูลหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายตรงข้าม เพราะไม่ว่าจะมีความเห็นอย่างไร เราควรพยายามเข้าใจคนที่คิดต่างจากเราด้วย

     

    2. รับข่าวสารแต่พอดี แม้โดยปกติการรับฟังข้อมูลหลากหลายจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็ไม่เสมอไป การรับข่าวสารบางลักษณะ ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์โกรธชัง เกลียดแค้น และทำให้เครียดโดยไม่รู้ตัว เราจึงควรรับข่าวสารให้พอเหมาะกับตัวเอง หากสังเกตว่าตนเองมีอารมณ์ร่วมกับข่าวสารนั้นมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยง หรือจัดเวลาในการรับข่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น ไม่รับข่าวสารในยามเช้า ซึ่งจะทำให้หงุดหงิดไปทั้งวัน แต่เลี่ยงไปรับข่าวตอนบ่ายแทน หรือรับข่าวสารสั้นๆที่ไม่แทรกอารมณ์ลงไปด้วย เป็นต้น

     

    3. ไม่ส่งต่อข้อมูลด้วยอารมณ์ นอกจากจัดการเรื่องข่าวสารสำหรับตัวเองแล้ว ไม่ควรส่งต่อข้อมูลต่างๆ ทั้งทางคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้ผู้อื่นเกิดอารมณ์โกรธเกลียดร่วมกัน แม้ว่าบุคคลที่ส่งต่อข้อมูลนั้นจะเป็นญาติ หรือเพื่อนสนิทก็ตาม ควรอาศัยหลักการสื่อสารทางพุทธที่ต้องใช้สติและปัญญากำกับด้วยเสมอ  คือพิจารณาให้รอบคอบทุกครั้งก่อนส่งข้อมูลว่าเป็นความจริง และก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ พึงระลึกเสมอว่าการส่งต่อข้อมูลเท่ากับเป็นกรรม (การกระทำ) ประการหนึ่งที่เราต้องรับผล

     

    4. วางใจในเรื่องกรรม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าชอบใจหรือไม่ ล้วนเป็นผลของกรรม หากเราไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะนี้ก็ต้องวางใจให้เป็นอุเบกขา แม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่สามารถห้ามพระประยูรญาติของพระองค์ไม่ให้รบราฆ่าฟัน กันได้ เพราะเรื่องทั้งหมดสืบเนื่องมาแต่กรรม การปลงความเชื่อในเรื่องนี้ช่วยให้จิตใจผ่อนเบาได้ในระดับหนึ่ง ทำให้คลายอารมณ์ต่อสถานการณ์ ไปได้ และเกิดสติปัญญามากขึ้น จะได้รู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรต่อไป

     

    5. รักษาสติ เจริญเมตตา ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันเพียงไร ทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทิ้งสิ้น เราสมควรที่จะรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่เดือดร้อนวุ่นวายกับปัญหาภายนอก และส่งจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

     

    6. แบ่งปันวิธีการทำใจ ในยามที่สนทนาเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง นอกจากการแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์และทางออกแล้ว ควรพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการในการทำใจให้เป็นปกติด้วย เพราะแต่ละคนย่อมมีวิธีการของตนเองที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

     

    7. ปฏิบัติการด้วยปัญญา เมื่อเกิดแนวคิดหรือแนวทางปฏิบัติใดๆก็ตาม หากตอบคำถามตนเองได้ว่าผ่านการคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว และได้พยายามใช้สติปัญญาในการกระทำทุกอย่างแล้ว ก็ถือว่าทำได้ ชาวพุทธทุกคนควรถือเป็นหน้าที่ในการสร้างความสงบสันติในสังคม"