Welcome
Guest User
 

    ฝึกภาษาอังกฤษด้วยความเข้าใจ

    ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษเรื่อง “อุปลักษณ์ตามแนวคิดของทฤษฎีภาษาศาสตร์ปริชาน” (ชัชวดี ศรลัมพ์, 2548) น่าสนใจมากว่าคำศัพท์และรูปประโยคส่วนหนึ่งที่เราพยายามนึกถึงเพื่ออธิบายความคิดเป็นภาษาอังกฤษในสถานการณ์หนึ่งๆ นั้น เป็นผลจากกระบวนการคิด เกี่ยวข้องกับสังคม อารมณ์ ความรู้สึก ทำให้ได้ความคิดบางอย่างไว้ปรับใช้เพื่อการพัฒนาภาษาอังกฤษของเราเอง ...

    คล้ายกับหลายๆ เรื่องที่ว่าหากได้รู้ที่มาที่ไปแล้ว ด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น ก็จะช่วยให้เราเข้าถึงเรื่องนั้นๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น ในที่นี้ บทความดังกล่าวพูดเกี่ยวกับอุปลักษณ์ (metaphor) ในคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แนะถึงการวิเคราะห์การใช้คำศัพท์จากกระบวนการคิดที่ซ่อนอยู่ในศัพท์เหล่านั้น

    โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าจะทำให้เราสามารถรู้จักการใช้ศัพท์นั้นๆ ได้ถูกต้องมากขึ้น เวลานำไปใช้จริงก็ง่ายขึ้น เพราะเราเข้าใจถึงระบบคิดที่อยู่เบื้องหลัง เลยอยากหยิบยกเนื้อหาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

     

    ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบยกมานั้นเกี่ยวกับคำเปรียบเปรยที่ว่าเวลาเป็นเงินเป็นทองซึ่งในภาษาอังกฤษก็มีวิธีคิดลักษณะนี้เหมือนกัน อย่าง Time is money. Time is limited resources. จากการคิดที่เปรียบเปรยดังกล่าว เมื่อเราจะพูดในสิ่งที่เกี่ยวกับการใช้เวลา เราจะใช้คำกริยา (verb) หรือคำคุณศัพท์ (adjective) ที่เกี่ยวกับเงินทอง เช่น spend, invest, budget, profitably และ cost เป็นต้น  และเมื่อเวลาเป็นของมีค่าหรือเมื่อเรามองว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีอยู่จำกัด เราก็สามารถใช้ศัพท์ เช่น have, give, lose หรือใช้ use, use up, have enough of และ run out of

     

    ตัวอย่างการเข้าประโยค เช่น

    You’re wasting my time. เธอทำฉันเสียเวลาอยู่นะ

     This gadget will save you hours. ของชิ้นนี้จะช่วยคุณประหยัดเวลาได้มากเป็นเวลาหลายชั่วโมง

    I don’t have time. ฉันไม่มีเวลา

    Could you give me a time/ a minute/ a second? คุณพอจะให้เวลาฉัน (สักประเดี๋ยว) ได้ไหม

    How do you spend your time these days? ช่วงนี้คุณ(ใช้เวลา) ทำอะไรบ้าง

    That flat tires cost me an hour. ยางแบนนี่ทำให้ฉันเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง

    I’ve invest a lot of time in her. ฉันลงทุน/ใช้เวลาหมดไปกับเธอตั้งเยอะ

    **ขอหมายเหตุนิดนึงว่า แปลเอง ถ้าผิดความหมาย ก็ comment  กันมาได้นะ

    พอจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เราไม่ “ตัน” เวลานึกศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อให้คนฟัง/คนอ่านเข้าใจถึงนัยยะที่เราต้องการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

    ..........

    นอกจากนี้ บทความยังกล่าวถึงระบบความคิดซึ่งเป็นที่มาที่ไปของการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในที่นี้ ขอหยิบยกมาเล่าต่อพอให้ได้แนวคิดสำหรับนำไปปรับใช้เป็นเทคนิคในการฝึกภาษาอังกฤษของเราต่อไป

    ตัวอย่างเช่น

    ความคิดที่มองเรื่องของสภาวะต่างๆ ที่เป็นความสุข-เศร้า ดี-ไม่ดี ป่วย-แข็งแรง เป็นลักษณะขึ้น ลง หมายความว่าเมื่อสุข คำศัพท์ที่เราใช้ก็จะเป็นชุดคำที่บ่งบอกถึงทิศทาง ขึ้น และในทางตรงข้าม ชุดศัพท์ที่เกี่ยวกับความรู้สึกหรือสภาพทุกข์ ก็เป็นศัพท์ที่บอกในทิศทาง ลง ยกตัวอย่าง เช่น

    I’m feeling up.          I’m feeling down.

    My spirits rose.        My spirits sank.

    He fell ill.                  He’s in top shape.

    He’s really low these days.

    หวังว่าจะเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เห็นว่าการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของเราหลากหลายขึ้นได้จากการเข้าใจวิธีคิดเบื้องหลัง

    >,<

    จากวารสารศิลปศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉ.1 พ.ศ. 2548 น. 1-17.

     

     

     

     

     

     

     

    I’ve invest a lot of time in this articleWink. 

    kraisila.kan 3438 days ago