Welcome
Guest User
 

    “ผมอยากเห็น มจธ. เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้” โดยรศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มจธ.

    image

     

    ผมอยากเห็น มจธ. เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  

     โดยรศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

     

    สำหรับคอลัมน์ มุมมองผู้บริหารฉบับนี้ ได้รับเกียรติจากท่านอธิการบดีคนใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีคนที่ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มาร่วมพูดคุยถึงมุมมอง และทัศนะของท่านในฐานะ “แม่ทัพ” คนใหม่ของชาวบางมด 

    กล่าวถึงประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้บริหาร สวทช. และ มจธ. และความรู้สึกที่เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีในครั้งนี้

    “ผมเริ่มทำงานครั้งแรกที่จุฬาฯ ย้ายมา มจธ. เมื่อปี พ.ศ. 2522 ในตำแหน่งอาจารย์ ต่อมาเริ่มทำงานบริหารในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเคมี ระหว่างนั้นก็ไปทำงานบริหารที่โครงการหลวง (โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป)ช่วงประมาณปี พ.ศ.2535  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เชิญผมไปเป็นผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ช่วงนั้นไปทำงานติดต่อกัน 8 ปี 4 ปีแรกเป็นการยืมตัวตามมติ ครม. เมื่อมีการขอให้รับหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ ผมจึงขอลาออกจากการเป็นข้าราชการตามเกณฑ์ และหลังจากนั้นผมกลับมาช่วยงานเป็นรองอธิการบดี มจธ. อีก 3 ปี ภายหลังก็ถูกขอให้ไปเป็นผู้อำนวยการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อีก 6 ปี เพราะฉะนั้นหน้าที่จะมีอยู่ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ทำงานวิชาการและบริหารวิชาการในมหาวิทยาลัย กับงานบริหารวิชาการใน สวทช. ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาทำให้ผมได้เห็นภาพของโครงสร้างและพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว้างขวางขึ้น

    ตอนที่ทำงานใน สวทช. ได้มีประสบการณ์การบริหารงานที่เรียกว่าหน่วยงานวิจัยแห่งชาติ ซึ่งก็มีอยู่ 4 ศูนย์ด้วยกัน และทำให้ได้เห็นมิติของอาชีพนักวิจัยเต็มเวลา ได้ทำงานสายสนับสนุนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับประเทศ ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์กับกรอบแนวคิดในหลายด้าน และในขณะเดียวกันที่ สวทช. ก็เป็นองค์กรที่ค่อนข้างใหญ่ มีบุคลากรประมาณ 3,000 คน จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการ ซึ่งในช่วงที่ไปทำงานที่ สวทช.ก็ได้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พอได้กลับมาทำงานที่ มจธ. ก็คิดว่าการที่ได้ประสบการณ์จากตรงนั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากพอสมควร การบริหารมหาวิทยาลัย จะไม่เหมือน สวทช. เพราะมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ผลิตบัณฑิต ผลิตความรู้ และหน้าที่รองลงมาก็คือ การทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในความรู้นั้น ให้มีประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การได้กลับมาทำงานที่ มจธ.นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าได้กลับมาในที่ซึ่งโตมา มีเพื่อนฝูงทั้งที่อาวุโสกว่าและเพื่อนๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน ซึ่งระหว่างที่ทำงานอยู่ สวทช. ผมก็กลับมาทำงานที่ มจธ.อย่างสม่ำเสมอ โดยอยู่ในกลุ่มวิจัยอย่างต่อเนื่อง และดีใจที่ได้กลับมาทำงานที่ มจธ. เชื่อว่าจากประสบการณ์ที่มีอยู่ ก็คงนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารที่ มจธ.ได้ ในขณะเดียวกันความเชื่อมโยงที่มีอยู่ ก็จะทำให้สามารถสร้างพันธมิตรได้มากขึ้นกับเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้สร้างไว้ พระจอมเกล้าธนบุรีก็เป็นมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีด้วย นี้ก็คิดว่าสามารถที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยง เกิดการบูรณาการงานเข้าด้วยกันได้”

    จุดยืนของ มจธ. ในเรื่องการเรียนการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการ ตลอดจนภารกิจสำคัญ และวาระเร่งด่วนของมหาวิทยาลัย

    “บทบาทของมหาวิทยาลัยจะเน้นเรื่องการผลิตบัณฑิตคุณภาพ เป็นเรื่องการสร้างความรู้ ที่จะไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ทำสิ่งเหล่านี้มาเป็นอย่างดี จะเป็นเรื่องของการเสริมจุดเด่นที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนการผลิตบัณฑิตคุณภาพก็ตรงตามวิสัยทัศน์ 5 มุ่งของ มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการเสริมเติมต่อ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังต้องเน้นประเด็นของการทำงานคุณภาพ ตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัยว่าจะทำอย่างไรให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ  ในขณะเดียวกันจะต้องมีผลผลิตที่มีคุณภาพ (product quality) คือการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่จะต้องช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นเรื่องของการบริหารเชิงคุณภาพให้มากขึ้น การบริหารเชิงคุณภาพก็จะทำให้เห็นภาพรวมว่า ณ วันนี้มหาวิทยาลัยอยู่ตรงจุดไหน มีอะไรที่สามารถทำได้ดีกว่านี้ ทำได้มากกว่านี้ ทำให้ได้ประสิทธิผลสูงขึ้น แล้วก็พยายามหาวิธีทำให้ดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าการพัฒนาการเรียนการสอนก็จะต้องดีขึ้น บัณฑิตก็ต้องมีคุณภาพมากขึ้น และทำอย่างไรมหาวิทยาลัยจะได้นักศึกษาที่สนใจ ที่มีฉันทะ มีความสามารถเข้ามามากขึ้น และเมื่อนักศึกษาเข้ามาอยู่กับมหาวิทยาลัยแล้ว ก็มีวิธีการที่จะทำให้นักศึกษาเก่งขึ้น ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเป้าหมายก็คือจุดนี้ การผลิตบัณฑิตคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ก่อนที่จะทำอย่างนั้นได้จะต้องพัฒนาบุคลากรให้เก่งขึ้นและดีขึ้น ซึ่งจะเสริมสิ่งที่เน้นมาตลอด

    ใครที่มาทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งการทำงานจะต้องเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น และเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องอีกเรื่องก็คือ จะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างบุคลากร อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และฝ่ายที่สนับสนุนส่งเสริมให้เข้ามาร่วมกันทำงานที่มีบทบาทในการมุ่งพัฒนางานให้ดีขึ้น ภารกิจของ มจธ. นอกเหนือจากการผลิตบัณฑิตแล้ว การผลิตบทความวิจัยเพื่อนำไปสู่การตีพิมพ์ การจดสิทธิบัตรก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าผลผลิตของมหาวิทยาลัยต่อบุคคลก็จะดีขึ้น และจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำอย่างไรให้ความรู้นั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในสังคม ซึ่งตรงจุดนี้ก็จะนึกถึงการบูรณาการ นึกถึงสิ่งที่มหาวิทยาลัยพยายามที่จะเน้น ก็คือเรื่องการเรียนรู้จากการร่วมทำงานในสถานประกอบการหรือชุมชน (work-integrated learning) ไม่ว่าจะเป็นโครงการสหกิจศึกษาทักษะวิศวกรรม หรือมากกว่านั้นก็คือ การที่มหาวิทยาลัยจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้การผลิตบัณฑิตกับการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นเรื่องเดียวกัน จะทำให้ไม่ต้องมาห่วงเรื่องมุ่งสู่ห้างเพราะเมื่อทำงานเสร็จ และออกมาเป็นผลงานก็จะสามารถนำมาใช้ได้จริง เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องของการนำความรู้ไปทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องทำมากขึ้น พระจอมเกล้าธนบุรีจะต้องตอบสังคมนอกเหนือจากมิติทางวิชาการและเทคโนโลยี โดยจะต้องดูว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือความรู้ที่มีอยู่ในตัวอาจารย์ และนักศึกษาที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจะทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไร

    มหาวิทยาลัยมีโครงการมหาวิทยาลัยกับสังคมและชุมชน โดยเป็นโครงการที่เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ซึ่งหมายถึงชุมชนรอบมหาวิทยาลัย อาทิ ราษฎร์บูรณะ บางมด ทุ่งครุ บางขุนเทียน เป็นการนำความรู้ความสามารถและคนในมหาวิทยาลัยไปทำงานร่วมกับคนในชุมชน นอกจากนี้เรายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เราจึงร่วมกับส่วนของชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างออกไปด้วย  โดยเฉพาะคนในชนบทในพื้นที่ที่มีขีดจำกัดสูง บุคคลที่ขาดโอกาส เราเข้าไปร่วมทำงาน ร่วมเรียนรู้ ไปทำให้เขามีโอกาสที่สูงขึ้น โดยเน้นด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ให้มีโอกาสสูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มหาวิทยาลัยได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันให้กลไกการทำโครงการของมหาวิทยาลัยได้ผสมผสานกับการเรียนรู้ และการพัฒนานักศึกษาให้เก่งขึ้น ดีขึ้น และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้านการเรียนการสอน ใน 2 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนากลุ่มวิชา General Education ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นการชี้ให้เห็นกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยได้ทำในสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ให้วิชาต่างๆ ซึ่งอาจจะกระจัดกระจายมารวมกัน แล้วก็ทำให้การใช้วิชาเหล่านี้พัฒนานักศึกษาให้เกิดพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดสำคัญเป็นเรื่องว่าจะชักชวนอาจารย์ คณะ และภาควิชาให้มาทำสิ่งเหล่านี้ให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยกัน ให้มีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อให้พระจอมเกล้าธนบุรีเข้าถึงวิสัยทัศน์ที่วางไว้ให้ได้มากที่สุด”  

    อธิการบดีฝากถึงอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา มจธ.

    “สำหรับนักศึกษา เมื่อได้มาอยู่ร่วมกันใน มจธ. ก็อยากให้ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาความรู้ทางวิชาการ และการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใช้โอกาสที่อยู่ในมหาวิทยาลัยสร้างความสามารถที่จะเป็นผู้ที่เรียนเป็น หมายความว่าสามารถที่จะเรียนรู้วิธีเรียนได้ เพราะว่าจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกไปใช้ชีวิตในอนาคต สำหรับบุคลากรผมอยากจะเชิญชวนในเรื่องของการสร้างสังคมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นสังคมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการผลิตบัณทิตที่มีคุณภาพออกไปพัฒนาสังคม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะฝากให้ช่วยกันสร้างสังคมในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นใน มจธ.

    เนื่องในโอกาสครบ 50 ปี แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

    “สำหรับ 50 ปี ที่ผ่านมานั้น ทำให้เห็นถึงพัฒนาการที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัย และบัณฑิตที่ได้ผลิตออกไป 60,000 กว่าคน ที่ออกไปทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมทั้งระดับประเทศ และระดับนานาชาติ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะเชิญชวนนักศึกษาเก่า และนักศึกษาปัจจุบันให้เข้ามามีส่วนร่วมกับงานของมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องจริงจังกับชาว มจธ. ที่ได้ออกไปประกอบอาาชีพในการพัฒนาสังคมจะสร้างให้เกิดพลังในการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่ง รวมไปถึงการทบทวนสิ่งที่มหาวิทยาลัยได้ทำมาในอดีต และใช้ความรู้ที่ได้มาวางรากฐานการพัฒนามหาวิทยาลัย ปัจจุบันนี้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า ให้สอดคล้อง และเหมาะสมเพื่อที่จะมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาสังคม และประเทศของเราต่อไป”

    (ขอขอบคุณงานประชาสัมพันธ์ มจธ. ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล)