Welcome
Guest User
 

    รอวันเมื่อดอกไม้บาน..

    รอวันเมื่อดอกไม้บาน..

     

    “ เด็กไทยคือหัวใจของชาติ เด็กไทยมีความสามารถพิเศษคือหัวใจที่แข็งแรงพิเศษของชาติ

    หาให้พบ พัฒนาให้ได้ ให้เป็นหัวรถจักรของประเทศ”

              สวัสดีหน้าฝน สำหรับคนบางมด ประโยคข้างต้นนี้ เป็นประโยคที่ปิดท้ายหนังสือที่ผมเพิ่งได้อ่านจบไป เป็นหนังสือบทสรุปเกี่ยวกับ ประสบการณ์ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของโครงการ “พัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น (Junior Science Talent Project – JSTP) ซึ่งเป็นโครงการที่ทางมหาวิทยาลัยของเราได้จัดตั้งขึ้นเพื่อ  ค้นหา และ บ่มเพาะ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ให้มีศักยภาพมากขึ้น เนื่องด้วยเพราะความเป็นห่วงในด้านความสนใจของนักเรียนที่เรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นผู้ที่มีความสามารถสูงไม่มากนัก ซึ่งจะส่งผลถึงการมีนักวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต จึงได้คัดลอกมาลงในคอลัมน์นี้ให้ได้อ่านกัน

              ในตอนแรกๆของหนังสือเล่มนี้ ทางทีมงานผู้ดูแลโครงการนี้ได้เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมากมาย อาทิเช่น นับเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และไหนจะต้องหานักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อาจารย์ ที่เก่งๆ มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะ ทุกมหาวิทยาลัยมีอาจารย์ นักวิจัยจำนวนมากที่เป็นคนเก่ง สอนเก่ง วิจัยเยี่ยม มีผลงานทางวิชาการมาก แต่ไม่ได้มีความพร้อมในการที่จะให้เวลาสำหรับเด็ก อาจเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการเสียเวลา จึงมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กๆไม่ได้ ดังนั้นคณะอาจารย์ที่ปรึกษาในโครงการนี้จึงนับว่ามีความเสียสละอย่างยิ่ง ในเรื่องเวลา ความรู้ ให้กับเด็กๆ

              ส่วนในเรื่องการสืบค้น เสาะหา เด็กที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นก็ อย่าได้หวังว่าจะมีเครื่องมืออันใด ที่จะนำเด็กทั้งหมดมาตรวจวัดหรือแสกนแล้วจะบอกได้ เพราะโดยมากจะเจอแต่เด็กที่ทำข้อสอบได้เก่งมากกว่า เด็กที่มีความสามารถ แถมบางคนบอกว่ามีความสามารถมากถึงขนาดขนใบประกาศนีบัตรมาเป็นแฟ้ม ว่าได้รับรางวัลอะไรมาบ้าง เช่น “รางวัลมารยาทงาม” หรือ “ธิดาสวนเงาะ” เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ กลับไม่ได้บอกถึงความสามารถทางวิทยาศาสตร์เลย

              เป็นที่น่าแปลกใจ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กเกิดมาประมาณปีละ 850, 000 คน และในแปดแสนคนนี้ จะมี ประมาณ 4,300 คน ที่มีความสามารถระดับพิเศษ และเกือบอีกประมาณ 12,000 คนที่เป็นความสามารถระดับสูงทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นหากคิดเฉลี่ยคร่าวๆ เด็กมัธยมต้น ที่มีความสามารถทางด้านนี้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า ถ้ามีเด็กเก่งมากขนาดนี้ แล้วเด็กเหล่านี้ไปแอบกันอยู่ที่ไหน?

              คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ที่ทางทีมงาน มจธ. พบคือ เด็กหลุดไปจากระบบการศึกษาเสียก่อน ทำให้ต้องช่วยทำงานหาเลี้ยงปากท้องครอบครัว บ้างก็ ต้องไปเป็นเด็กปั๊มน้ำมัน นั่งควักไส้ปลาตามท่าเรือประมง เก็บหอมกระเทียมในไร่ หรือไปเป็นแรงงานอื่นๆ แต่ถ้าหากยังอยู่ในระบบการศึกษาที่ไม่พร้อมในการพัฒนาศักยภาพของตัวเขา สิ่งที่เป็นความสามารถพิเศษก็จะถูกบั่นทอนที่ละเล็กละน้อย จนสูญหายไปหมด

              จากการสัมภาษณ์เด็กจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ คณะทำงานได้รับรู้ถึงสิ่งที่เด็กได้เล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของครอบครัว งานอดิเรก การเรียนพิเศษ ความสุข ความทุกข์ของนักเรียน พบว่ากว่าจะจบชั้นมัธยม เด็กต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าเรื่องการเดินทางเพราะบางคนยอมนั่งรถข้ามจังหวัดเพื่อที่จะมาเรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดี หรือ ความทุกข์ของเด็กที่เรียนเก่ง เพราะทางโรงเรียนมักมอบหมายงานให้พรีเซนต์แขกที่มาดูงานอยู่เสมอ ทำให้เรียนตามเพื่อนไม่ทัน แถมส่วนมากต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมสัปดาห์ละเกือบสิบชั่วโมง และในเวลาว่าง มักจะใช้ไปกับการเล่นคอมพิวเตอร์เกมส์ โปรแกรมแชท และการใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงคุณภาพของการศึกษาไทยและการใช้ชีวิตของเยาวชนไทย เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะว่ามีน้อยกว่า 10% ที่โรงเรียนในระดับอำเภอหรือโรงเรียนขยายโอกาสได้รับเลือกเข้าโครงการนี้ สิ่งนี้ไม่ได้แสดงว่าเด็กเหล่านี้ไม่เก่งหรือไม่ฉลาด เพียงแต่เด็กต้องใช้เวลาในส่วนใหญ่ในการต่อสู้เรื่องปัญหาปากท้องเช่นเดียวกันกับพ่อแม่ เนื่องจากฐานะ และสภาพโรงเรียนไม่เอื้ออำนวย ความพร้อมของครูก็ไม่มี บางที่ถนนหนทางเข้าหมู่บ้านลาดยางอย่างดี แต่มีไว้เพื่อให้ ควาย สัญจรเท่านั้น เทียบกับราคาในการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาโรงเรียน นั้นราคาถูกกว่าถนนที่ว่านี้หลายช่วงตัว เลยไม่รู้ว่าถนนเข้าหมู่บ้านที่ว่านี้ กับการศึกษาพัฒนาเยาวชน อย่างไหนสำคัญมากกว่ากัน

              และบางครั้งก็ต้องพบกับปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาได้อย่างเช่นเรื่องการคัดเลือกเด็กเข้าร่วมโครงการแต่เด็กบางคนเป็นเหมือนร่างทรงของพ่อแม่ เพราะ พ่อแม่เป็นครอบครัวคนชั้นกลางที่สามารถจัดหาวัตถุให้แก่ลูกได้ และมีความคาดหวังต่อความสามารถของลูกมาก ถ้าไม่เห็นภาพลองไปหาหนังเรื่อง ดรีมทีม มาดูเป็นตัวอย่างได้ ซึ่งเนื้อเรื่องจะเกี่ยวข้องกับเด็กอนุบาลสนใจแข่งขันชักเย่อกัน โดยให้โค๊ชทีมฟุตบอลมาช่วยเทรนให้ ซึ่งนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายของโค๊ชมาก นอกจากต้องมาปวดหัวกับเด็กห้าขวบ เกือบสิบคน แล้ว ยังต้องมาคอยปะทะคารมกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกตนเองมีบทบาทสำคัญในทีม  ทำให้เด็กแค่อนุบาลต้องมาแบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งของพ่อแม่ ผมแนะนำว่าเป็นหนังสนุก ที่น่าดูอีกเรื่องเลยทีเดียว

              หลังจากที่คัดเลือกเด็กมาได้แล้ว ทีมงานก็จะนำมาเลี้ยงดูและฝึกฝน เพิ่มประสบการณ์ เช่น การลองทำโจทย์คำถามปลายเปิด ทำให้เด็กเหล่านี้ในตอนแรก ไม่ค่อยชิน เพราะเคยแต่ทำการทดลองที่มีใบงานระบุขั้นตอนอย่างเป็นลำดับ นอกจากนั้นยังให้มาทดลองต่อเลโก้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใครก็ทราบดีว่า เป็นแท่งพลาสติก เหมือนก้อนอิฐ แต่สิ่งที่น่าสนุกของตัวต่อเลโก้ อยู่ตรงที่มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ ตามแต่ที่เราจะจินตนาการ อาศัยการเรียงต่อกันของก้อนอิฐเล็กๆเหล่านี้ ซึ่งทำให้เด็กๆต้องใช้จินตนาการเข้ามาช่วย และเรียนรู้กันเป็นทีม หรือการเล่นเกมส์ที่ประลองปัญญาที่กระตุ้นความรู้สึกให้เด็กวัยนี้ได้ตื่นตัวโดยใช้พื้นบานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการคิดคำนวณ อย่างการให้เด็กออกแบบรถยนต์คันเล็กๆ ที่ทำมาจากขนมปังที่วิ่งลงเนินลาดชันและบรรทุกของได้โดยไม่แตกหักเสียหาย เป็นต้น

              และเมื่อเสร็จจากค่าย เมื่อเด็กๆได้กลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตัวเอง ทีมงานอาจารย์จาก มจธ.ก็คอยติดต่อประสานนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาโครงงานที่เด็กๆสนใจไปทำต่ออย่างสม่ำเสมอ

              การที่เราเลือกใช้โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็เพราะใช้เพื่อสังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของนักเรียน โดยพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ มักมีแรงจูงใจในการทำงานสูง บางคนอยู่ต่างจังหวัดสามารถเดินทางมากรุงเทพเพื่อเข้าห้องแล็บ หรือนักเรียนบางคนผลการทดลองออกมาแตกต่างจากทฤษฏีก็จะร้องไห้ ซึ่งพี่เลี้ยงก็จะต้องคอยอธิบายให้เข้าใจ เพราะเด็กยังเติบโตมาในโรงเรียนด้วยกระบวนทัศน์ของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า”ทำการทดลองเพื่อยืนยันทฤษฏี” ทำให้ทีมงาน มจธ ต้องคอยหาพี่เลี้ยงและอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ในเวลาที่เขาต้องการอยู่เสมอ และต้องมั่นใจด้วยว่าอาจารย์แต่ละท่านได้ให้เวลาดูแลเด็กอย่างเต็มที่ เพราะบางท่านอาจมองว่าเสียเวลาในการสร้างผลงานวิชาการ หรือบางคนก็ใช้เด็กเป็นลูกมืองานวิจัยของตนเอง ดังนั้นอาจารย์ที่เก่งมีชื่อเสียงหลายท่านจึงไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงที่ดี

              หลังจากที่เราฟูมฟักน้องๆเหล่านี้มาพอสมควร ทำให้เห็นลักษณะและศักยภาพอันหลากหลายของเด็กเหล่านี้ เพราะหลายคนมีความสามารถสูงมาก จึงทำให้ต้องคิดต่อไปว่าทำอย่างไร จึงจะหาเด็กเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดและทั่วถึงทั้งประเทศ และเมื่อพัฒนาเด็กมาได้ในระดับหนึ่งแล้วทำอย่างไรไม่เข้าไปในระบบการศึกษาและจะไม่บั่นทอนปัญญา บั่นทอนฉันทะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเวลานำเสนองานทางทีมงานพบว่าส่วนมากมีคุณภาพในระดับสูงบางคนอาจจะมากกว่างานของบัณฑิตศึกษาก็มี

              จนถึงวันนี้โครงการนี้ได้เดินทางมาถึงความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะความสำเร็จของการหาและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้ต้องดูที่ผลงานเมื่อเด็กประกอบอาชีพ เพราะผลการเรียนดีในระดับอุดมศึกษา หรือ การชนะเลิศการประกวดรายการใดๆก็ตาม ไม่ได้บอกความสำเร็จของโครงการนี้ แต่สิ่งที่น่าจะชี้วัดความสำเร็จของโครงการนี้ประการหนึ่งก็คือ

      เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้เมื่อเติบโตขึ้น ได้กลับมา ร่วมวางเพลิงห้องสมุด เอ๊ย! ไม่ใช่ๆๆ ได้มาร่วมกันคิดและร่วมผลักดันเยาวชนเช่นเดียวกันกับสิ่งที่พวกเรา กำลังทำอยู่ตอนนี้รึเปล่า?

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ผมว่าโครงการณ์นี้เป็นโครงการณ์ที่ดีมากครับ

    ปัญหาเรื่อง การหาเลี้ยงปากท้องเค้า เราน่าจะเอาวิทยาศาสตร์

    มาสอนให้เค้าใช้ในการเลี้ยงปากท้องเค้าได้ครับ

    เช่น การทำแผงวงจร ง่ายๆ ที่พอจะทำได้น่ะครับ เพื่อนำไปใช้หรือขาย ประกอบกับการปลูกฝัง

    ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์น่ะครับ เคยมีคำพูดเล่นๆอยู่เสมอว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

    และไม่ใช่ท้องเดียวครับ ต้องท้องของครอบครัวครับ

    เรื่องการปฎิรูปการศึกษาเนี่ยผมว่า คนคิดเรื่องนี้เยอะนะครับ แต่ก็ติดด้วยหลายๆ ปัจจัย

    อันนี้จนใจมากครับ ผมว่าอันนี้ต้องปฎิรูปประเทศเลยน่ะครับ

    ในส่วนการสร้างความคิดนอกกรอบนั้นผมมองว่า สร้างเสริมจินตนาการครับ แล้วก็ เลือกที่จะรับฟัง

    ความเห็นที่แปลกใหม่และถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ แต่อนาคตอาจจะเป็นไปได้

     

    สุดท้ายนี้ประเทศของเราเป็นประเทศผู้เสพเทคโนโลยีมาเยอะแล้วครับ ผมก็อยากมีส่วนร่วมที่ให้ประเทศของเรา

    เป็นประเทศที่สร้างสรรค์เทคโนโลยี และำพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาครับ

     

    ขอขอบคุณพี่โอมากครับที่นำเนื้อหาดี + มีประโยชน์ มาให้ผม และชาว KM ได้อ่านครับ :)

    Admin#2 3303 days ago

              เป็นโครงการที่ดีของ มจธ ครับที่แสวงหาเด็กเก่งมาพัฒนา ซึ่งการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถฐานวิทยาศาสตร์ ในเชิงความคิด  สร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ดี และจะทำให้เด็กเหล่านั้นก้าวไปสู่เป็นนวัตกร ทุกวันนี้บ้านเราเริ่มมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดอย่างมากมาย แต่สิ่งทีเมืองไทย ขาดคือความสร้างสรรค์ของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่

             การที่มจธ พยายามสร้างนักประดิษฐ์นั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะถ้าอนาคต เยาวชนที่ โครงการนี้สร้างเป็นหัวจักรอย่างที่พี่โอกล่าว และได้ถูกนำมาผสมผสานกับนักการตลาดที่เก่งๆของเมืองไทยแล้ว เมื่อนั้นสิ่งที่นักประดิษฐ์เหล่านี้คิดขึ้นและมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ นั่นก็คือนวัตกรรมนั่นเอง  และการที่ประเทศมีนวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างขึ้นเองได้ ก็จะทำให้ประเทศนั้นพัฒนาได้แบบยั่งยืน

    เจ้าไม้ขีดไฟตัวน้อย 3303 days ago

    สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของประเทศ เกาหลี ที่แต่ก่อนเคยเป็นประเทศผู้เสพเทคโนโลยี

    แต่ปัจจุบันเป็นประเทศผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่

    ในมุมมองผมเกิดจากการเรีียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันก่อนครับ

    เมื่อเราสามารถสร้างศักย์ภาพได้เท่ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้น

    เราก็จะเริ่มมีความรุ็ในการใช้ การสร้าง วิธีการต่างๆ

    เพื่อที่จะสามารถประยุกต์มาเป็นเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ ประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยี

    ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี ที่กำลังเรียนหรือศึกษานั้น เป็นแึค่พื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยี

    แต่เรายังไม่สามารถตามทันในการผลิตเทคโนโลยีได้ดีเทียบเท่าประเทศตะวันตก

    หากเราตระหนักแต่จะเป็นเพียงแค่ผู้เสพเช่นประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

    Admin#2 3290 days ago