Welcome
Guest User
 

    โสเหล่กันมันส์ๆ แบบ Unconference


    โสเหล่คืออะไร?

    image

          


           ก่อนที่จะเฉลย อยากให้นึกภาพของต้นไม้ใหญ่สักต้น แล้วใต้ต้นไม้นั้นมีแคร่ หรือม้านั่งสักสี่ห้าตัว ในเวลาว่างๆ ใครก็ตามที่ว่างเว้นจากการทำงานของตนเองแล้ว ก็มานั่งเล่นกันใต้ต้นไม้นี้ แล้วก็สนทนากันในเรื่องสัพเพเหระต่างๆ หัวข้อในการพูดคุยจะลื่นไหลไปเรื่อย จนถึงเวลาที่เหมาะสมทุกคนก็ค่อยแยกย้ายกันไป เพื่อรอเวลานี้มาถึงกันอีกครั้ง

            

           จริงๆแล้ว “โสเหล่” เป็นภาษาท้องถิ่นอีสาน ที่แปลเป็นไทยกลางประมาณว่า “ชวนกันมาพูดคุย” หากเป็น ศัพท์วัยรุ่นก็คงจะอารมณ์ แบบ “เม๊าท์เมามันส์”ประมาณนี้

            พฤติกรรมการ โสเหล่ ลึกๆแล้วก็คือการ sharing ข้อมูล ซึ่งกันและกันนั่นเอง โดยเป็นไป

    ตามธรรมชาติของคนที่มีปาก และอยู่ในที่ที่แวดล้อมไปด้วยมนุษย์ และพูดคุยกัน

             พอทราบความหมายแล้ว หากถามว่ามันกลายมาเป็น กิจกรรมหนึ่งในงาน km day ได้อย่างไร? ผมเองอยากจะขอเล่าถึงแรงบันดาลใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ครับ

     

              ตามรูปแบบเดิมของการนำเสนองาน หรือการประชุมอะไรก็ตาม มักจะใช้เวลานานและเนิบนาบในการนำเสนอมาก ไม่ว่าจะเป็นการอารัมภบท การใช้คำที่ฟุ่มเฟือย การก๊อปปี้  text ทั้งหน้ามาใส่ในสไลด์แล้วอ่านให้ฟัง เหล่านี้เป็นต้น นอกจากจะเป็นการนำเสนอที่ทำให้ผู้ฟังตายได้แล้ว ยังเป็นการส่งคนฟังไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อิสราเอน อาหลับ และเลบานอนน ได้อีกต่างหาก

                แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะนำเสนอเพียงแก่นของเรื่องจริงๆ ที่ได้สาระและประโยชน์โดยที่ใช้เวลาไม่มากเกินไป!

               ซึ่งคนที่คิดถึงเรื่องนี้ แล้วรู้สึกนึกในใจว่า “ ไม่ไหวแล้ว ว้อยย” แล้วลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างก็คือ นาย Mark Jason Dominus ซึ่งเป็นนักพัฒนาซอฟแวร์ ที่ทำการทดลองหาเวลาที่เหมาะสมที่จะฟังเรื่องอะไรสักอย่าง ตั้งแต่ปี 2000 นู่น โดยทดลองนำเสนอเรื่องเดียวกัน 60 / 30 / 20 นาทีเป็นลำดับ จนกระทั่งค้นพบว่าแท้จริงแล้ว เพียงแค่ ห้านาที ! เราก็สามารถเข้าใจเรื่องราวที่เป็นแก่นของเรื่องอะไรสักอย่างได้เหมือนกัน...

                

              ซึ่งผลจากการทดสอบ เขากล่าวว่า “ ในเวลาห้านาทีนั้น ช่วยให้คนตัดสินใจได้ว่าจะเลือกพรีเซนต์ไปยัง main point ของเรื่อง หรือ จะต้องหุบปากเร็วขึ้น” 

               

               รูปแบบที่พี่เจสันได้ลองกำหนดขึ้นมาก็คือ เมื่อครบสี่นาที เขาจะสั่นกระดิ่งเล็กๆเพื่อให้คนพูดได้รีบสรุปในนาทีสุดท้าย และเมื่อครบห้านาทีปุ๊บ แกจะเปลี่ยนจากกระดิ่ง เป็น ทุบระฆังยักษ์ เพื่ออัปเปหิลงจากเวทีแบบขำๆ  

               

     

    imageimage

     

     

       จากไอเดียนี้ ทำให้ Astrid Klein และ Mark Dytham ซึ่งเป็นสถาปนิกทั้งคู่ อยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันในแวดวงของคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ้าง จึงลองกำหนด รูปแบบขึ้นมาใหม่ โดยมีสูตรว่า 20x20  คือ ให้มีสไลด์ได้ไม่เกิน 20 slide โดยแต่ละ Slide ตั้งเวลาไว้ slide ละ 20 วินาที ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีเศษ และเรียกรูปแบบนี้ว่า Pecha Kusha ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่แปลว่า “ซุบซิบๆ”

    โดยในแต่ละสไลด์นั้น คนพรีเซนต์จะนำเสนอรูปภาพหรือรูปถ่ายที่เกี่ยวกับประเด็นที่พูด หรือหากต้องเป็นข้อความก็จะเลือกใช้คำคีย์เวิร์ด ทำให้คนที่พูดต้องมีการซ้อมหรือเตรียมการพูดมาก่อน เพราะจังหวะจะได้ลงตัวกับเวลาในแต่ละสไลด์อย่างพอดิบพอดี และใช้ประโยชน์ในแต่ละสไลด์อย่างมีคุณค่ามากที่สุด ซึ่งทำให้เป็นกิจกรรมที่ฮิตแพร่หลายไปทั่วโลก 

    นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองได้ให้ความเห็นของการพรีเซนต์แบบเพะชะคุชะ นี้ว่า ในการเตรียสไลด์แบบนี้ ผู้นำเสนอต้องใช้สมองซีกขวาที่คิดเป็นภาพ และเลือกรูปที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนำเสนอและกลั่นกรองความคิดรวบยอดคนฟังสามารถ Get concept ได้ตรงกันซึ่งเป็นทักษะของสมองซีกซ้าย นอกจากนี้ในเวลาภายใน 12 นาที เป็นช่วงที่ดีที่สุดของ human intention อีกด้วย

     

     

     

     

             ต่อมาในปี 2006 Brady Forest และ Bre Petis ได้คิดกิจกรรมขึ้นมาอีกหนึ่ง Event โดยให้ชื่อว่า “Ignite” แต่มีสูตรที่ต่างจาก เพะชะคุชะ เล็กน้อย คือให้เวลาเพียง 5 นาที เท่านั้น ซึ่งก็เป็นอีก Event หนึ่งที่ ฮิตไปทั่วโลก และมีการจัดขึ้นในประเทศไทยเราอีกด้วย มีธีมในชื่อว่า “ปลุกพลังบวก ประเทศไทย” ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้คนในแวดวงต่างๆอย่างล้นหลาม

     

     

    image

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

                  ที่เล่าที่มาที่ไปให้ทุกท่านได้ทราบนั้น ก็เพื่อจะได้ทราบว่า กิจกรรม “โสเหล่” ที่เรากำลังจะมีขึ้นในวัน KM Day นี้ ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากงาน event เหล่านี้ ซึ่งเราก็พยายามกำหนดสูตรขึ้นมาว่าจะให้พูดคนละ  7 นาที ไม่เกิน 20 slide  เหมือนกัน แต่จากการพูดคุยกันระหว่างคนพรีเซนต์ หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ ชาคร ได้เสนอว่า เราควรจะมีช่วงเวลาในการถามคำถาม สักสองสามนาที เพื่อที่จะได้มีอารมณ์ต่อเนื่อง เพราะหากฟังจนครบทุกคนแล้วค่อยถามคำถาม อาจจะลืมคำถามที่อยากถามก็ได้จึงมีการเพ่ิมเวลาอีก  3 นาที สำหรับการถามตอบ และเพื่อให้คนถัดไปได้เตรียมตัวอีกด้วย สูตรของเรา จึงเป็น 10 นาที (รวมพรีเซนต์+ถามตอบ) และไม่เกิน 20 สไลด์

                   สำหรับกำหนดการและหัวข้อของผู้พรีเซนต์นั้นก็ได้ประกาศออกไปแล้ว ในฐานะตัวแทนของผู้จัดงานก็อยากเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกของ มจธ. ของเราจริงๆ ที่มีกิจกรรมแบบนี้ ที่ได้บุคลากรหลากหลายหน่วยงาน มาร่วม โสเหล่ นอกจากมาฟังเรื่องราวต่างๆแล้ว   ก็อยากให้มาเป็นกำลังใจแก่ผู้พรีเซนต์ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งหากมีการจัดอีกในครั้งหน้า คนพรีเซนต์ก็ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากัน ซึ่งไม่แน่ขณะที่ท่านอ่านบทความนี้ โสเหล่ครั้งต่อไป อาจจะเป็นคุณที่เป็นผู้นำเสนอก็ได้

                  ส่วนคนที่ต้องนำเสอนในครั้งนี้ คุณจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเราว่า เป็นหน่วยกล้าตายกลุ่มแรกๆ ที่ proactive ในการออกสตาร์ทให้คนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมซ้อมการนำเสนอด้วยนะครับ 

                 ไม่งั้น แทนที่จะเป็นการ”โสเหล่” จะกลายเป็น มาพรีเซนต์แบบ “โสตาย” หน้าเวทีแทน....อิอิ


     

    ขอขอบคุณที่ช่วยให้คน มจธ. รู้จักและเข้าใจคำว่า "โสเหล่" มากขึ้นค่ะ

    pratoomporn.ton 3166 days ago

    อาจารย์โอสุดยอดดดดด

    Twittor by Dormitory 3155 days ago