Welcome
Guest User
 

    STEM Education การเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายของ สสวท.

    ผมได้เคยเขียนเรื่อง “โง่กระจาย ฉลาดกระจุก” (สนใจอ่าน คลิกที่นี่) 

    เพื่อเป็นภาพสะท้อนให้เห็นคุณภาพของการศึกษาไทย

    ว่าเด็กเก่งส่วนใหญ่มาจากโรงเรียนดังไม่กี่แห่งในประเทศ

    และหัวใจแห่งความสำเร็จของเด็กเก่งหล่านั้นมาจาก "คุณภาพของครูและสื่อที่ใช้"

     

    image


    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

    เป็นองค์กรหนึ่งที่ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อให้นักเรียนไทยมีความรู้ความสามารถ

    ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับนานาชาติ

    โดยได้จัดประชุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

    การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2555-2559

    ไปเมื่อ 23 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ

    จาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานกรรมการ สสวท.

    ที่ท่านกล่าวถึง STEM Education ไว้ดังนี้

     

    คำว่า STEM มาจาก

    S = Science

    T = Technology

    E = Engineering

    M = Mathematics

     

    โดย STEM Ed. จะมา Re-Brand สสวท.

    ซึ่ง 6 ใน 8 อาชีพที่จะเปิดเสรีในยุค AEC คือ STEM workforce

    ได้แก่ วิศวกร นักสำรวจ สถาปนิก แพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล

    โดยต้อง Links Education to Living & Working in Real World

    ทำให้นึกถึงบทความที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับ School to work

    ในการออกแบบหน่วยการเรียนแบบ Community based unit เมื่อปี 2551 (สนใจอ่าน คลิกที่นี่

    ที่ต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ลูกศิษย์ของเราเชื่อมโยงกับการทำงานจริง

    ให้เขาเห็นคุณค่าว่าสิ่งที่เรียน มันจะไปตอบโจทย์การดำรงชีวิตของเขาได้อย่างไร

    ตัวอย่างเช่น จะเรียนเรื่องการบวก ลบ คูณ หาร เราอาจต้องเชิญแม่บ้าน & ผู้ปกครอง

    มาพูดให้เด็ก ๆ ฟังว่าการไปจ่ายตลาดซื้อของ ต้องใช้ทักษะการบวก ลบ คูณ หาร อย่างไร

    เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า จะได้มีเงินเหลือมาซื้อขนมและของเล่นให้ลูก ๆ ได้

    เมื่อเด็กได้ฟัง ก็จะตระหนักและเห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ เป็นต้น

     

    หากเป็นเด็กโต ก็ต้องเชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่าง ๆ มาสร้างแรงบันดาลใจ

    พร้อมพาไปดูงานเพื่อให้เด็ก ๆ มองเห็นภาพอาชีพว่า

    ทำไมเขาต้องมานั่งเรียนตรีโกณมิติ , ลอการิทึม , ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เพื่ออะไร

    และหลักสูตรต้องบูรณาการคณิต เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ เพื่อให้เด็กรู้จักคิด แก้ปัญหา

    ให้ได้กระบวนการใหม่เป็นนวัตกรรม ไม่ใช่เรียนแบบศาสตร์ใครศาสตร์มัน

     

    โดย สสวท. เตรียม Re-Brand ด้วยการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

    1. STEM Academy – เป็นศูนย์คำแนะนำการสอน การวิจัย แต่ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชา

    ซึ่งอาจตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนใหญ่ ๆ ของแต่ละจังหวัด

    และจัด STEM Ambassador ที่สามารถให้คำแนะนำกับครูในพื้นที่ได้

    รวมถึงคนที่ทำงานจริง เช่น วิศวกร แพทย์ เป็นต้น

    เพราะคนเหล่านี้จะอธิบายให้ครูฟังได้ถึงการประยุกต์ใช้ในศาสตร์ของ STEM

     

    2. iSTEM – ผลิตภัณฑ์ในการเรียนรู้ เช่น คู่มือครู ตำรา สื่อการสอน

    ต้องเป็น Digital ที่สามารถ Download ได้ง่าย เพื่อกระจายให้ทั่วถึงและรวดเร็ว

    (ทำให้ผมนึกถึง iStudio) เพราะวิธีการเดิมกว่าสิ่งพิมพ์จะทำเสร็จ

    โรงเรียนก็ปิดเทอมกันพอดีและจะ Upgrade อะไรก็ยาก ไม่ทันใช้งาน

     

    3. STEM Hall of Fame – พิพิธภัณฑ์รวบรวมให้ชนรุ่นหลังรู้จักผลงานของบุคคลสำคัญ

    เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปเลือกประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น

    โดยต้องชี้ให้เห็นว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ทำได้

     

    หาก สสวท. สามารถ Re-Brand เปลี่ยนแปลงได้ตามที่กล่าวไว้ได้จริง

    ผมเชื่อว่าจำนวนคนเรียนสายวิทยาศาสตร์จะเพิ่มมากขึ้น

    เพราะเด็กจะรู้ว่าเรียนจบไปแล้วสามารถทำมาหากินในอาชีพใดได้บ้าง

    ไม่งั้นเด็กไทยจะหนีเข้าบ้านนักล่าฝัน AF หรือ The Star กันหมดครับ

    ---------------------------------------------------------------------------------------
    บทความโดย ดร.ปกรณ์ สุปินานนท์ ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี