Welcome
Guest User
 

    เมื่อครูนอกกรอบ ทำห้องเรียนกลับด้าน

    เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2556 ที่ผ่านมา

    ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในเรื่อง “Flipped Classrooms เคล็ดไม่ลับสำหรับครู”

    ซึ่งจัดโดย นิสิตระดับ ป.โท สาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา

    ที่ผมได้ออกแบบกิจกรรมในลักษณะ Active Learning

    เพราะ Flipped Classroom เน้นกิจกรรมในลักษณะนี้  

    ครูของครู จึงต้องสอนให้ดู (สนใจอ่าน คลิกที่นี่

    เพื่อให้ผู้เข้าสัมมนาเกิดแรงบันดาลใจและนำไปใช้สอนกับลูกศิษย์ของเขาได้

    image


    ห้องเรียนกลับด้าน หรือ Flipped Classroom

    เป็นแนวทางจัดการเรียนการสอนที่ Jonathan และ Aaron

    ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Flip YOUR Clasroom

    พบว่านักเรียนบางส่วนของพวกเขาขาดเรียนบ่อยมากเพราะกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน

    ทั้ง 2 คนจึงคิดหาทางช่วยนักเรียนของเขาให้ได้รับความรู้ทันเพื่อน ๆ

    ครูจึงได้บันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูที่บ้านและให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

    ส่วนในห้องเรียนก็จัดกิจกรรม เปิดโอกาสให้เด็กซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ

    และให้ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยครูเป็นผู้คอยชี้แนะแนวทาง

    imageimage

     

    มันจึงกลายเป็นว่าสิ่งที่เคยทำที่บ้าน เช่น การบ้านต่าง ๆ ก็นำมาทำที่โรงเรียน

    และสิ่งที่เคยทำในชั้นเรียน ให้นำกลับไปทำที่บ้านแทน

    โดย Jonathan และ Aaron ยังสังเกตว่า

    เวลานักเรียนต้องการพบครู เป็นเวลาที่เด็กพบกับปัญหา ติดขัด ต้องการความช่วยเหลือ

    มันจึงเข้าทางการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้

    เพราะถ้าเด็กกลับไปบ้าน พวกเขาจะถามใคร ?

    คนเป็นครูจึงต้องสร้างกิจกรรมเพื่อให้เด็กได้อยู่ถามเราที่ห้องเรียน

    image


    กิจกรรมแรก ผมเริ่มด้วยการพับ ๆ ฉีก ๆ

    ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง

    Passive Learning กับ Active Learning

    ว่าจะส่งผลถึง Learning Outcome อย่างไร

    โดยสรุปด้วยการสอนแบบสาธิตด้วยการเต้นแบบ Dougie

    เพื่อให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงความสำคัญของการสอนแบบ Active Learning

    image

     

    Student Centered คือปฐมบทของการจัดการศึกษา

    สิ่งสำคัญอยู่ที่ “หัวใจของครู” ว่าพร้อมทุ่มเทให้กับเด็ก ๆ ของเราหรือไม่

    ครูจึงต้องมีบทบาทเหมือน Facilitator

    ที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีกับเด็กๆ

    และสร้างห้องเรียนให้เสมือนเป็นห้องทำงานของพวกเขา

    ไม่ใช่มีแต่ห้ามตลอด เช่น ห้ามถาม ห้ามจับ ห้ามเอาของในห้องไปใช้

    เพราะถ้าครูกลัวห้องรก ห้องเลอะ ผมว่าปิดห้องเรียนไว้

    เปิดห้องแต่เฉพาะตอนที่มีคนมาตรวจโรงเรียนดีกว่าครับ

     image


    Project-based learning เป็นวิธีการหนึ่ง

    ที่สร้างภารกิจการเรียนรู้ (Learning Tasks)

    เพื่อให้เด็กได้สร้างผลงานจากสิ่งที่เขาเรียนรู้

    โดยต้องเสาะแสวงหาและสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ (Inquiry process)

    และเกิดการสร้างองค์ความรู้แบบร่วมมือ (Collaborative knowledge building)

    ซึ่งผมได้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่เคยจัดให้กับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี (สนใจอ่าน คลิกที่นี่

    หรือโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ที่ทำให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

    แถมยังเรียนก็สนุก เล่นก็ยังได้ความรู้อีกด้วย


    image

    image

    image


    ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงสงสัย

    ว่าเคยเห็นวงการศึกษาไทยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ฟังเท่ห์ ๆ มามากมาย

    ไม่ว่าจะเป็น Backward Design , Authentic Learning  ฯลฯ ที่สรรหามาให้ครูได้ทดลอง

    แต่ทำไมข่าวคราววงการศึกษาไทยมีแต่ติดลบ

    จนทำให้ครูบางคนถึงกับบ่นว่า “อะไร ๆ ก็ครู” (ผิดตลอด)

     

    คนเป็นครู ต้องยอมรับความเป็นจริง เพราะเราเป็น “เจ้าภาพ”

    เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราโดยตรงที่ต้องสอนเด็ก

    หากจะหาแนวร่วมความผิดว่าเป็นเพราะสังคม ชุมชน ผู้ปกครอง ก็สุดแล้วแต่มุมมอง

    แต่ตอนนี้ เราต้องกลับมาดูที่ปฐมบทของการศึกษา

    เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่เรียกให้โก้เก๋แค่ไหน

    แต่ถ้าหัวใจครูไม่ได้คำนึงถึง Student Centered

    การศึกษาไทยคงไม่พัฒนาไปไกลกว่านี้อย่างแน่นอนครับ

    -----------------------------------------------------------------------------------

    ดร.ปกรณ์ สุปินานนท์
    อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ฯ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
    pakorn.sup@kmutt.ac.th