Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 1 อาหารญี่ปุ่น (แท้ๆ) - ตอนแรก

    ได้ฤกษ์ดีที่จะเริ่มเขียน Blog แรก เนื่องในวันตรุษจีนแห่งความรัก ที่พิเศษเช่นนี้

    จากที่คณะทำงาน KM (โดยเฉพาะน้องเปิ้ล สทบ. และอาจารย์โจ คณะศิลปศาสตร์) ได้มาเชิญชวนให้เขียน ซึ่งก็เต็มใจแกมถูกบังคับ ได้จุดประกายให้เริ่มต้นเขียน โดยจะไม่เขียนในเชิงวิชาการ แต่ตั้งใจจะเขียนเรื่องที่อ่านง่ายๆ สบายๆ

    และมานึกได้ว่าเรื่อง "อาหาร" นี่แหละเป็นเรื่องใกล้ตัวและเขียนง่ายที่สุดแล้ว แถมยังเป็นความสนใจของผู้เขียนโดยตรง

    ก็ขอเริ่มจากการเขียนถึง "อาหารญี่ปุ่น" แท้ๆ เลย จากประสบการณ์ที่ได้ไปฝึกอบรมที่ญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

    ผู้เขียนได้รับคัดเลือกจากสำนักสิทธิบัตรญี่ปุ่นให้ไปฝึกอบรมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเวลา 20 กว่าวัน แต่ไม่ขอเล่าเรื่องสิ่งที่ได้จากฝึกอบรมนะ เพราะต้องเขียนรายงานส่งท่านอธิการบดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนส่งเลย จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไป !!

    ผู้เขียนเดินทางถึงกรุงโตเกียวในวันอาทิตย์ (เวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง) ซึ่งห้องอาหารที่หอพัก (Tokyo Kenshu Center - TKC) ก็ปิด ต้องผจญภัยหาข้าวกินมื้อแรกตั้งแต่วันแรกเลย

     

    image

     

    แนบแผนที่ Tokyo Metro ที่ดาวน์โหลดจากเว็บมาให้ดูเล่นๆ ด้วย

    มาดูอาหารจานแรกของผู้เขียนในประเทศญี่ปุ่นกันดีกว่า!

     

    imageimage

     

    "ราเมน" หรือ "ราเม็ง" เป็นเส้นบะหมี่ทำจากแป้งและไข่ในน้ำซุปพร้อมเนื้อหมู 3-4 แผ่น

    ตั้งใจที่จะต้องออกเที่ยวในวันแรกที่มาถึงเลย เพราะโปรแกรมการฝึกอบรมแน่นเอี้ยด ได้แผนที่ที่ดีและละเอียดชัดเจนจาก TKC นั่งรถไฟใต้ดิน "เมโทโระ" (Metro) ไปลงสถานี Shibuya เดินเล่นสักพักหิวแล้ว ก็มาเห็นร้านนี้เข้า อยากกิน แตสั่งไม่เป็น เลยยืนดูอยู่หน้าร้านสักพัก

    ลูกค้าจะมองไปที่ป้ายเมนูอาหารที่มีรูปภาพและราคาอยู่ด้านบน และหยอดเงินใส่เครื่อง กระดาษแผ่นเล็กๆ คล้ายตั๋วรถเมล์ก็จะออกมา เราก็ทำตาม โอ เย่ห์..ทำได้ ไม่ยาก

    เมื่อเดินเข้าไปในร้าน เห็นคนทำบะหมี่ยืนทำบะหมี่อยู่ในคอกตรงกลาง มีลูกค้านั่งล้อมรอบ เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้าน คนทำบะหมี่ก็จะตะโกนพูดต้อนรับลูกค้าซะเสียงดัง (ไปค้นมาให้แล้ว คนขายจะร้องว่า "i-ras-shai-ma-se" แปลว่า ยินดีต้อนรับจ้า...) แล้วก็เชิญเราไปนั่ง เราก็ยื่นกระดาษแผ่นเล็กไปให้

    สักพักไม่นาน "ราเมนหน้าเนื้อหมูต้มสไลด์แผ่นบางๆ" ร้อนๆ หอมๆ ก็มาอยู่ตรงหน้า บนโต๊ะจะมีผักดอง 2-3 อย่างเป็นเครื่องเคียง พร้อมน้ำแข็งเปล่าฟรี มื้อนี้จ่ายไป 650 เยน ราเมนชามนี้ราคาถูกที่สุดของร้านแล้วนะเนี่ย ก็ร้านอยู่ในย่าน Shibuya ราคาประมาณนี้ก็โอเคแล้วล่ะ

    (100 เยน เท่ากับ 30 บาทกว่าๆ ซึ่งถ้าจะซื้อข้าวกินที่ร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น ถูกที่สุดจะตกราคาประมาณ 300 กว่าเยน ส่วนมากจะเป็นอาหารสำเร็จรูปแช่เย็น หาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อที่จะบริการอุ่นอาหารในไมโครเวฟให้ฟรี แต่ราคาปกติทั่วไปที่เห็นตามร้าน มักจะมีราคาประมาณ 500-700 เยน)

    กลับถึง TKC ด้วยความอิ่มอร่อย นอนหลับสบาย รอดแล้วเรา สำหรับวันแรกในโตเกียว

     

    imageimage

     

    อันที่จริง แหล่งทุนสนับสนุนอาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยมื้อเช้าและมื้อเย็นกินในหอพัก ส่วนมื้อเที่ยงที่ต้องไปฝึกอบรมข้างนอกที่สำนักสิทธิบัตรญี่ปุ่น ก็จะให้เงินไปซื้อกินเอง

    รูปภาพในส่วนนี้เป็นอาหารเย็นที่หอพัก TKC (ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารเช้ามา ซึ่งจะมีทั้งข้าวสวย ข้าวต้ม คอร์นเฟลค สลัด ฯลฯ  เพราะรีบ ต้องเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปสถานที่ฝึกอบรมที่อยู่ไกลจากหอพักไป 45 นาที ถ้ารู้ว่าจะได้มาเขียน KM ก็จะไม่ยอมพลาดเป็นแน่ !!!)

    ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้บัตรพลาสติกคนละ 1 ใบ (ที่เห็นเป็นบัตรขาวคาดแถบแม่เหล็กสีดำมีตรงกลางเป็นสีแดงบนถาดอาหาร) เพื่อรูดเอาใบเสร็จและนำกระดาษนั้นไปยื่นให้กับพนักงานที่ห้องอาหาร แล้วเราก็ชี้ไปที่กับข้าวที่จัดเป็นชุดไว้ เช่น ชุดเนื้อปลา ชุดเนื้อหมู ชุดเนื้อไก่ หรือมังสวิรัต บางวันจะทำกับข้าวของชาติอื่นด้วย เช่น แกงอินเดีย ไก่อบสไตล์ตะวันออกกลาง หมูผัดพริกแกงหน่อไม้ ฯลฯ อยากกินชุดไหนต้องเลือกเเอา  เลือกทุกอย่างไม่ได้ (ทีแรกไม่รู้ ชี้ไปซะทุกอย่างเพราะอยากชิมน่ะ) 

    ตอนหลังๆ ได้กินครบทุกชุด เพราะแบ่งกับเพื่อนชาวต่างชาติที่อบรมด้วยกัน เรามาแบ่งกันนะ จะได้ชิมทั่วๆ หลายๆ อย่าง ก็เลยได้กินทั้งเทมปุระและปลาซาบะย่างซีอิ๊วในมื้อเดียวกัน

    ข้าวสวยญี่ปุ่นเหนียวนุ่มดีหากใครชอบกินข้าวหอมมะลิคงชอบ เพียงแต่ไม่มีกลิ่นหอม สู้ข้าวหอมมะลิของไทยไม่ได้ สุดยอดของที่สุดอยู่แล้ว

    ทุกมื้อจะมี "มิโสะซุป" เป็นซุปเต้าเจี้ยว เติมสาหร่ายสดและเม็ดแป้งนิ่มๆดึ๋งๆ เรียกไม่ถูก (ดูจากในรูป จะเห็นเม็ดกลมๆ ลอยอยู่บนถ้วยซุป) ซดคล่องคอดี มีผักดองเป็นเครื่องเคียง และมีผลไม้ทุกมื้อ ส่วนใหญ่เป็นส้มและกล้วยหอม

    สำหรับน้ำดื่ม นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ยังมีน้ำส้ม น้ำแอ๊บเปิ้ล กาแฟ ชาฝรั่ง และชาเขียวที่หอมชื่นใจ

     

     image

     

    ทางแหล่งทุน ทั้ง AOTS และ JIII ได้จัดงานปาร์ตี้ต้อนรับผู้เข้าร่วมฝึกอบรมในตอนเย็นวันหนึ่งของช่วงอาทิตย์แรก

    ไปถึงงาน เจ้าหน้าที่ก็บริการเครื่องดื่ม แล้วก็เปิดงานโดยผู้บริหารจากทั้ง 2 หน่วยงาน ทุกคนที่มางานต้องยืนกันหมด ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ เมื่อผู้บริหารแต่ละคนกล่าวต้อนรับจบ ก็ให้ทุกคนยกแก้วขึ้น "คัมไป" เหมือนกับการตะโกน "ไชโย" อย่างบ้านเรา ดื่มไปประมาณ 3-4 อึก ก็ปล่อยให้ทุกคนได้คุยกัน ทำความรู้จักกัน แล้วก็ให้ตักอาหารใส่จานเล็กมายืนกินไปคุยไป

    อาหารในงานปาร์ตี้มีอยู่ 2 วง เหมือนกัน เป็นของกินเล่น เช่น ไก่เสียบไม้ย่าง กุ้งชุบแป้งขนมปังป่นทอด พิซซ่า สปาเก็ตตี้ปูอัด ฯลฯ เนื่องจากต้องคุยด้วย เลยไม่มีโอกาสตักกินเยอะ และเวลาปาร์ตี้ของคนญี่ปุ่นก็ช่างตรงเวลาสุดๆ กำหนดการระบุว่าเลิกทุ่มครึ่ง ก็ทุ่มครึ่งจริงๆ เจ้าหน้าที่จะประกาศไมโครโฟนกล่าว "อาริกาโตะ" "ซาโยนาระ" เราต้องวางจานอาหารลงโดยปริยาย จะยืนกินต่อหลังเลิกงานแบบคนไทยก็ไม่ได้ กลับก็กลับ ถึงหอพักแล้วค่อยกินบะหมี่ถ้วยต่อ ก็มันไม่อิ่มน่ะ

     

    imageimage

     

    ในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของการฝึกอบรม ออกเที่ยวตลอด วันแรกได้บุกไปดิสนีย์แลนด์โตเกียวตามที่ฝันไว้

    ผู้เขียนไปถึงตั้งแต่เก้าโมงเช้าอยู่จนถึงสวนสนุกปิดตอนสี่ทุ่ม ได้เล่นเครื่องเล่นเยอะเป็นพิเศษ ประมาณ 8-9 อย่าง เพราะไปเที่ยวคนเดียว เลยไม่ต้อรอใครหรือถามความเห็นใคร ไปเรื่อยๆ ขนาดเครื่องเล่นบางอย่าง เช่น Monster Inc. ต้องยืนเข้าแถวนานกว่า 2 ชั่วโมง แทบอ่านหนังสือ 1 เล่มจบ ช่างทรหดอดทนซะจริงๆ

    งานนี้ไม่เน้นเรื่องกิน กลัวเสียเวลาเล่น เลยกินเบอร์เกอร์กุ้งไป 1 ชุด ราคา 800 เยน (แพง) ก็อร่อยดี รสชาติคล้ายๆ กับกุ้งโดนัท ของ KFC เพียงแต่ไม่มีรูตรงกลาง

    คืนนั้นกลับถึงหอพักแทบไม่ทัน เนื่องจากปิดเที่ยงคืน เกือบเป็นนางซิน (เดอเรลลา) เพราะต้องวิ่งจากสถานีรถไฟใต้ดินไปหอพัก (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) แทบรองเท้าหลุด โชคดียังทัน ถึงหอประมาณห้าทุมกว่า มิฉะนั้น นางซินจะต้องกลายเป็นคน Homeless นอนอยู่ข้างทางซะแล้ว !!!

    มาเปรียบเทียบกับมื้อกลางวันอีก 1 มื้อ ต้องรีบกินเพราะต้องทำงานกลุ่ม เลยกิน Mcdonald อยากชิมเหมือนกันว่าจะเหมือนกับที่ไทยหรืออังกฤษหรือไม่ ก็ไม่ต่างมาก แต่ไทยและอังกฤษไม่มีเบอร์เกอร์กุ้ง รสชาติคล้ายกับที่ได้กินที่ดิสนียแลนด์โตเกียวเลย ติดใจเลยสั่งมากินอีก ชุดละเกือบ 600 เยน ถูกกว่า อร่อยพอๆ กัน

    คนญี่ปุ่นจะมีคำอ่านภาษาอังกฤษที่เน้นเสียงท้าย อย่างเช่นคำว่า Metro ก็ออกเสียงว่า เม-โท-โระ คำว่า Mcdonald ก็เรียกว่า แมค-คุ-โด-นัล-ดึ ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้

    ไปครั้งนี้ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชิมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่นของร้าน Mos Burgur ไม่รู้รสชาติจะเหมือน Mos Burger ที่ขายในห้างพารากอนบ้านเราหรือเปล่านะ ใครรู้ช่วยบอกที 

     

     imageimage

     

    วันอาทิตย์ ไปเที่ยวโตเกียวต่อ ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบ 1 Day Pass ขึ้นลงได้ทุกสถานี เพราะต้องการไปหลายที่ ต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

    ช่วงที่ไปเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวเย็น ทำให้ท้องหิวบ่อย (เกี่ยวไหมเนี่ย) รูปนี้เป็นสวนสาธารณะ Jinku Gai-en ที่โตเกียว ซึ่งถนนสองข้างทางก่อนที่จะถึงสวนแห่งนี้มีต้นจิงโกะหรือแปะก้วยอายุเป็นร้อยปีสูงใหญ่ได้เปลี่ยนสีใบไม้เป็นสีเหลืองทองตลอดทาง สวยงามมาก ถ่ายรูปไปซะเยอะเลย

    ข้ามถนนเดินเข้าไปในสวน ก็มีงานเหมือนตลาดนัดบ้านเรา ออกบูธขายของกินของใช้ ผู้เขียนอดใจไม่ไหว อากาศเย็นอย่างนี้ ซื้อหมูย่างกินดีกว่า เป็นหมูสามชั้นเค็มเสียบไม้ย่าง ปิ้งเสร็จก็จะโรยพริกไทยบดหยาบใส่ห่อกระดาษมาให้ ราคาไม่ถูก ตั้ง 500 เยน แต่อยากลอง (อีกแล้ว) อร่อยอย่าบอกใคร หลายคนคงไม่ชอบที่กินแล้วน้ำมันไหลเยิ้มลงคอ และทำให้อ้วน แต่ผู้เขียนนั้นสุดแสนจะมีความสุขทุกคำที่ได้เคี้ยว ต้องการไขมันเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นค่ะ

     

     imageimage

     

    ในวันเดียวกัน ได้ไปที่ Shinjuku เดินเล่นอยู่แถวๆ สถานีรถไฟใต้ดิน เห็นร้านเล็กๆ ขายขนมคล้ายเอแคลร์ แต่ขนาดเท่าซาลาเปา เรียกว่า Chou Cream  (ชูว์ ครีม - อ่านจากในหนังสือก่อนไปญี่ปุ่นว่าต้องลอง!) ซื้อมา 1 ลูก ราคา 150 เยน แป้งกรอบนอกนุ่มใน ใส้ครีมวานิลลาก็ไม่หวานมาก แต่หอมมันดี ชอบจังเลย กินหมดแล้วค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถ่ายรูป เลยขอดาวน์โหลดจากเว็บมาให้ดูแทน

    เดินเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ต้องกินก่อน เดี๋ยวกลับหอพักหิวแล้วจะนอนไม่หลับ ก็มาเล็งที่ร้านขายข้าว ซึ่งคล้ายกับร้านราเมนร้านแรก คือ ลูกค้าต้องดูหน้าตาและราคาของอาหารจากป้าย จากนั้นไปที่เครื่องกดเลือกหมายเลขอาหารแล้วหยอดเงิน กระดาษแผ่นเล็กจะออกมา เข้าไปในร้าน คนขายเชื้อเชิญเสียงดังเหมือนกันทุกร้านเลย เชิญเรานั่ง ไม่กี่อึดใจ ข้าวหน้าหมูทอด (ทงคัดสึ) ราดด้วยน้ำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น 1 จานมาตั้งตรงหน้า กินกับผักดองเป็นเครื่องเคียง (คีบผักดองจากในกล่องมาใส่จานข้าวเรา) 

    แต่ครั้งนี้ ยังอิ่มกับหมูย่าง และ Chou Cream อยู่ เลยกินไม่หมด ขนาดเหยาะพริกป่นลงไปบ้างแล้วก้ไม่สามารถ จานนี้ราคา 490 เยน ไม่แพง น้ำเย็นฟรี ไม่คิดเงิน แต่พอก่อนสำหรับวันนี้ กินไม่ไหวแล้ว!

     

    imageimage

     

    วันที่ได้ไป "วัดอาสะกุสะ" เมื่อไหว้พระเสร็จแล้ว ก็ออกมาที่ประตูวัดด้านหน้า ทางซ้ายมือของประตูวัดห่างออกไปเพียง 2 ช่วงตึกจะมีร้านอาหารเก่าแก่ที่มีป้ายหน้าร้านสีแดงตัวหนังสือสีเขียวดังรูป (ได้ข้อมูลจากการอ่านหนังสือกินเที่ยวที่โตเกียวอีกแล้ว)

    งานนี้ลำบากเล็กน้อย เพราะไม่มีเครื่องหยอดเหรียญสั่งอาหารหน้าร้าน พอเดินเข้าไป คนขายต้อนรับทักทายพาไปนั่งที่โต๊ะ แล้วถามว่าจะรับอะไรดี (เขาพูดภาษาญี่ปุ่นมาเป็นชุด ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่พอเดาได้) เราก็ตอบแบบมั่นใจเหมือนเป็นคนญี่ปุ่นไปเลยว่า "คัดสึด้ง"

    ได้ผลค่ะ ข้าวหน้าหมูทอดชุบไข่ 1 ชามเสิร์พมาพร้อมกับเครื่องเคียงเป็นเส้นสาหร่ายแห้งๆ สั้นๆ ดำๆ กับมิโสะซุบ อย่างละ 1 ถ้วย กินหมดเลย !!

    ที่เห็นผงสีแดงบนข้าวนั้น ผู้เขียนขอเหยาะพริกป่นลงไปเพิ่มรสชาติเอง ก็เข้ากันดี ล้างคอด้วยชาเขียว สุดยอด (สุโก้ย!!!) มิ้อนี้สนนราคา 850 เยน

     

    imageimage

     

    หลังฝึกอบรมเย็นวันหนึ่ง ไม่กลับหอพัก ยอมอดมื้อเย็นที่หอพักเพื่อไปเที่ยวดูอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (จำลอง) และสะพาน (คล้าย) โกลเดนเกท ของสหรัฐอเมริกา ที่ Daiba ในโตเกียวยามค่ำคืน

    สำหรับร้านนี้ เป็นร้านเล็กๆ อยู่แถวสถานีรถไฟใต้ดิน Shimbashi ก่อนจะต่อรถรางไฟฟ้า (Monorail) ไป Daiba

    เดินหาร้านอาหารจะกินข้าวมื้อเย็น ก็มีหลายร้าน แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านเหล้า มาเจอร้านนี้ ดูบ้านๆ ดี ผู้เขียนก็ยืนดูเมนูอาหารที่หน้าร้าน สาวเสิร์พของร้านเดินออกมาชวนเข้าไปในร้าน ผู้เขียนก็อยากชี้รูปอาหารให้เขาดูก่อน แต่เขาก็พาไปที่โต๊ะซะแล้ว เอาน้ำเปล่ามาให้ แล้วถามว่าจะสั่งอะไร (เดาได้อยู่)

    เราก็แบ๊ะๆ ดูเมนูที่โต๊ะ ก็ไม่มีรูปอาหารที่อยากจะสั่ง จะลุกขึ้นเดินออกไปหน้าร้านชี้รูปให้เขาดู เขาคงนึกว่าเราจะออกจากร้าน ก็เลยต้องกวักมือเรียก เขาเดินตามออกมา ผู้เขียนก็ชี้รูป "ข้าวผัด" และชูนิ้วชี้ 1 นิ้วให้ดู  (หมายถึงขอ 1 ชาม)

    สำเร็จ ได้กินสมใจ เป็น "ข้าวผัดหมูใส่ไข่" แต่แทบไม่เห็นเนื้อหมู ไม่ใช่มีน้อย แต่เป็นเพราะหมูที่สไลด์เล็กและบางมากๆ ขนาดเท่าๆ กับเมล็ดข้าวเลย แต่ก็ไม่ใช่หมูบด ไม่ใช่หมูสับ มาพร้อมกับน้ำซุป 1 ถ้วย

    กลิ่นหอมดีจังเลยค่ะ ผัดได้หอมกลิ่นกะทะ อร่อยอ่ะ ("อุไม่!!" แปลว่าอร่อย เหมือนกับคำว่า "โออิชิ" ค่ะ) กินหมดเลย

    เดินออกไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน ชามนี้ไม่แพง ประมาณ 600 เยน 

     

     

    ผู้เขียนขอขอบคุณ มจธ. และแหล่งทุนฝึกอบรมดังกล่าว โดย AOTS (The Association for Overseas Technical Scholarship) และ JIII (Japan Institute of Invention & Innovation) ที่ให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีในการได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้านทรัพย์สินทางปัญญาและวัฒนธรรมวิถีชิวิตของคนญี่ปุ่นค่ะ

     

    ขอจบตอนแรกเพียงเท่านี้ สำหรับตอนที่่ 2 จะเป็นประสบการณ์ชิมอาหารที่เมือง Kyoto เมือง Nikko และของหวานบางอย่างเพิ่มเติม โปรดติดตามโดยพลัน...

     

    (14 กุมภาพันธ์ 2553)

     

     

    แหม่ อ่านแล้วรู้สึกอยากลองไปชิมสูตรต้นตำรับ ว่าแต่ศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ มีทุนให้ไปอบรมที่ JPO บ้างไหมครับ ^^

    a-jo 3355 days ago

    น่าอร่อยมากเลยครับ หากอาจารย์โจไป พาผมไปด้วยนะครับ Cool

    Admin#2 3354 days ago

    เห็นแล้วอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นมาก แต่ ไม่มีตังนี้สิ คือปัญหา - -*

    Admin#2 3354 days ago

    เขียนเอง ยังน้ำลายไหลเองเลย อิอิ...

    ก็แค่อยากจะเล่าประสบการณ์ (ด้านอาหาร) ให้ฟังว่ากะเหรี่ยงอย่างพี่ซ้วงไปญี่ปุ่นตามลำพังคนเดียวได้เจอได้กินอะไรบ้างที่ไม่เหมือนบ้านเราเท่านั้นค่ะ เพราะเห็นอะไรก็แปลกใหม่ไปหมด

    ที่จริง อาหารไทย สถานที่เที่ยวของไทย สุดยอดแล้ว เพียงแต่เรากินทุกวัน ไปเที่ยวได้ทุกเมื่อ จึงอาจมองผ่านความสำคัญของมันไป

    แต่เราก็ไม่ปิดกั้นกับสิ่งใหม่ๆ ถ้ามีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตา ชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง ก็คุ้มค่าในชีวิตแล้ว

    ตอนนี้ กระเป๋าแฟบ เราก็ไปกินที่ร้าน "โออิชิ" หรือ "ฟูจิ" ไปพลางก่อน แล้วเราค่อยหาทุนไปฝึกอบรมต่างประเทศกันนะ !

    **ซ้ (Suang)** 3353 days ago

    พี่ซ้วงขา  เขียนเรื่องอื่นเหอะ  เรื่องนี้มันทำให้เกิด "ความอยาก" อ่ะคะ

    [P][L][E] 3352 days ago

    ช่วยไม่ได้ น้องเอ๋ย... เมื่อน้องอยากให้พี่เขียน พี่ก็ขอเขียนต่อให้จบ!!!
    จึงขอปล่อยตอน 2 มารบกวนกรดในกะเพาะกันต่อ...

    **ซ้ (Suang)** 3351 days ago

    blog พี่ซ้วงทรมาณกระเพาะคนลดน้ำหนัก-*-

    Jejib 3349 days ago