Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 2 อาหารญี่ปุ่น (แท้ๆ) - ตอนสุดท้าย

    จากที่เพิ่งเริ่มหัดทำ Blog ตอนนี้ก็ติดลมเขียนตอนที่ 2 ต่อแล้ว

    การฝึกอบรมที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากจะอยู่ที่โตเกียวเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังได้ไปดูงานที่กรุงเกียวโตเป็นเวลา 2 วันด้วย

    เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นมาก่อน อยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเกือบ 3 ชั่วโมงด้วยรถไฟความเร็วสูง "ชิงคังเซน" วิ่งฉิว ไม่จอดหวานเย็น ไม่โยกเยก และไม่หนวกหูเลย

    เมื่อเดินทางถึงเกียวโต มีเวลาเพียง 25 นาทีสำหรับข้าวเที่ยง ต่างก็แยกย้ายไปหาร้านอาหารกัน แล้วมาเจอร้านนี้ งานนี้ไปกับเพื่อน ไม่ได้บินเดี่ยวเหมือนกับตอนที่ 1

    พยักหน้ากับเพื่อนว่าอยากลอง เข้าไปที่ร้านนี้กันเถอะ

    เปิดม่านบังตาที่ประตู เดินเข้าไป คนขายตะโกนต้อนรับเสียงดังเหมือนทุกๆ ร้าน มองไปเห็นโต๊ะ ลูกค้านั่งล้อมรอบ มีพ่อครัวยืนปั้นซูชิ (ข้าวปั้นหน้าต่างๆ) อยู่ตรงกลาง สังเกตว่าไม่ยักกะมีแม่ครัวปั้นซูชิบ้างเนอะ คงเป็นเพราะมือเล็กกว่าและแรงบีบข้าวเป็นคำๆ คงสู้ผู้ชายบ่ได้!

     

    imageimage

     

    เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ว่าง จากนั้นบริการตัวเองทั้งหมด เริ่มตั้งแต่หยิบถุงชาเขียวจากกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้าใส่ไปในถ้วยชา เติมน้ำร้อนจากก๊อกน้ำร้อนที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกัน

    จานข้าวปั้นหน้าต่างๆ วางเรียงรายมาถามสายพานที่เลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ตรงไหนว่าง ลูกค้าหยิบไปแล้ว พ่อครัวก็จะเติมจานใหม่เข้าไป แต่ละจานจะมีซูชิอยู่จานละ 1-2 ชิ้น จานที่มี 2 ชิ้นก็จะเป็นข้าวปั้นหน้าเดียวกัน ใครใคร่กินจานไหนก็หยิบจานนั้นออกมา จิ้มกับโชยุ ซีอิ๊วญี่ปุ่นหอมกรุ่น และเหยาะเครื่องปรุงต่างๆ ที่วางรายล้อมอยู่บนโต๊ะข้างหน้า

    คนไทยอย่างเราคุ้นเคยกับ "วาซาบิ" มองไปทั่วบนโต๊ะก็หาไม่เจอ เพื่อนบอกว่าพ่อครัวใส่วาซาบิในข้าวปั้นแล้ว หากต้องการเพิ่มต้องขอพ่อครัวเอา ก็ได้มา 1 ปลายนิ้วก้อยใส่ถ้วยซีอ๊วของเรา หอมฉุนโล่งจมูกดี ไม่แตกต่างจากบ้านเรา เว้นแต่ไปบางร้านของไทย ที่ไปเจอวาซาบิไม่สด ทำให้ไม่ฉุนแรง (การทำวาซาบิ เป็นการฝนรากของพืชชนิดหนึ่ง เป็นแง่งๆ ฝนสดๆ จนละเอียดได้กลิ่นหอมๆ)

    ข้าวปั้นที่เป็นหน้าปลาดิบเป็นปลาหลายชนิดหลายสี ไม่รู้จักชื่อ หวานและสดดี นอกจากนี้ ยังมีข้าวปั้นหน้า(ชิ้นเนื้อ)ปลาหมึกยักษ์ หน้าหอย หน้าสาหร่าย หน้าไข่หวาน หน้าไข่ปลาแซลมอน (ขนาดเท่าสาคูเม็ดใหญ่สีแดงใสๆ) หน้ากุ้งต้ม หน้าปลาไหลย่างซีอิ๊ว และหน้าเทมปุระกุ้งด้วย (2 จานหลังนี้ ชอบที่ซู้ด...)

    แต่มีเวลากินข้าวมื้อกลางวันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไม่สามารถเอ็นจอยอีทติ้งได้ ก็รีบอิ่ม นับจานที่กินไปแล้วได้ 5 จาน (ที่เห็นกองของจานสูงเรียงเกือบ 10 จานของรูปทางขวามือนั้น ไม่ใช่ฝีมือการกินของผู้เขียนนะ!)  ก็ให้บริกรมานับที่โต๊ะ จดจำนวนจานที่กินไปใส่กระดาษเพื่อให้ลูกค้านำไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์คิดเงินที่หน้าร้าน

    ราคาซูชิร้านนี้จานละ 127 เยน ราคาปานกลางเมื่อเทียบกับราคาที่เห็นตามร้านซูชิบาร์อื่นๆ

    มื้อนี้เร่งรีบมาก แต่ก็สนุก อร่อย และแปลกดี เพราะไม่เคยลองกินซูชิในร้านซูชิบาร์อย่างนี้มาก่อน

     

    imageimage

     

    พิซซ่านี้เป็นมื้อเย็นที่เกียวโตค่ะ เปลี่ยนเป็นเล่าเรื่องอาหารฝรั่งที่ประเทศญี่ปุ่นบ้าง

    หลังจากที่กลับจากการดูงานที่มหาวิทยาลัยเกียวโตแล้ว ก็เข้าที่พักกันแล้วออกเดินเที่ยวพร้อมหาข้าวเย็นกินกับเพื่อนๆ (เราเรียกข้าวเช้าข้าวเย็นกันจนติดปาก ทั้งๆ ที่เราไปกินก๋วยเตี๋ยว กินลาซานย่า กินซกเล็ก ฯลฯ ไม่ใช่ "ข้าว")

    ร้านนี้อยู่ในพลาซ่าใต้ดินของสถานีรถไฟเกียวโต ตรงข้ามหอคอยเกียวโต (Kyoto Tower) เป็นพลาซ่ากว้างมากมีร้านขายของกินของใช้เยอะมาก กะด้วยสายตาเป็นร้อยเหมือนกันนะ

    เพื่อนเริ่มเลี่ยนกับอาหารญี่ปุ่นแล้ว จึงชักชวนไปกินอาหารอิตาเลียนกัน (ฟังแล้วน่าเลี่ยนไปกันใหญ่) เป็นร้านอาหารแบบ Homemade เรามากัน 3 คนสั่งพิซซ่าไป 2 ถาดมาแบ่งกัน Topping (หน้าของพิซซ่า) ไม่เหมือนกัน รอไม่นาน สังเกตว่าหน้าตาพิซซ่าไม่วิริศมาหราแบบบ้านเราที่มีขอบชี้ส ขอบไส้กรอก หรือแบบสี่เหลี่ยม ฯลฯ ที่นี่แบบง่าย รสชาติใช้ได้

    มองหา Seasonings (เครื่องปรุงเครื่องเหยาะ เช่น ออริกาโน ซ้อสมะเขือเทศ ฯลฯ) ไม่มีบนโต๊ะเลย เพื่อนบอกว่าการที่เราเหยาะอะไรลงไปบนพิซซ่ามากมายนั้น จะทำให้พ่อครัวร้องไห้นะ เพราะของๆ เขาอร่อยอยู่แล้วโดยไม่ต้องเหยาะอะไร แต่เจ้าของร้านก็ใจดี หยิบ Tabasco เป็นซ้อสพริกเปรี้ยวขวดเล็กมาให้แก้ขัด ถ้าถามว่า ไม่เหยาะแล้วอร่อยไหม มันก็ใช้ได้ เพียงแต่ลิ้นคนไทยคุ้นเคยกับรสจัดจ้าน เหยาะอีกหน่อยก็อร่อยเพิ่มขึ้นน่ะ

    เชื่อว่าผู้อ่าน Blog คงรู้จักและเคยลิ้มชิมรส Tabasco มาแล้ว ที่บ้านเราก็มีขาย และอาจจะเข้าใจว่าเป็นสินค้าของสหรัฐอเมริกา (ก็ถูกนะ เพราะมีโรงงานผลิตที่ LA) บางคนก็นึกว่าเป็นของแถบประเทศเมดิเตอเรเนียน โดยเฉพาะประเทศสเปน เพราะเข้ากันกับอาหารพื้นเมือง เช่น ข้าวผัดทะเล (Paila) หรือไก่ย่างเพริ-เพริ (Peri Peri) เป็นอย่างดี ก็ไม่ผิด แต่เพื่อนชาวเม็กซิกันบอกว่า ประเทศเม็กฮีโก (เม็กซิโก) เป็นต้นตำหรับของ Tabasco แท้ๆ นะจะบอกให้...

    จำราคาพิซซ่า 2 จานนี้ไม่ได้ เพราะหารกัน รู้แต่ว่าน้ำเปล่าฟรีค่ะ

     

    imageimage

     

    ในการดูงานที่เกียวโต ผู้จัดฝึกอบรมได้พาไปเที่ยวด้วย ไปวัด Kinkakuji (วัดทอง) และวัด Kiyomizu (วัดน้ำใส)

    สำหรับเส้นทางเดินก่อนถึงวัดน้ำใส จะเป็นถนนคนเดินที่มีร้านขายของ ร้านอาหารมากมายตามรายทาง โดยจะมีร้านขนมญี่ปุ่นร้านหนึ่งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัด เป็นร้านที่มีลูกค้ามาก

    ภายในร้านจะมีทั้งขนมโมจิ (ทำจากแป้งข้าวเหนียวใสๆ ใส้ถั่วแดง คนละแบบกับขนมโมจิที่นครสวรรค์!) มีขนมกรุบกรอบหลายอย่างหลายรส แถมยังให้ชาเขียวกินด้วย ไม่อั้น! ซึ่งผู้เขียนก็ชิมจนเกือบอิ่ม!!

    ก็ไม่อยากกินฟรีอย่างเดียว ได้อุดหนุนซื้อ "ไอติม" ของร้านนี้กินด้วย โคนละ 300 เยน มีหลายรส ผู้เขียนเลือกแบบผสม รสชาเขียวและรสวานิลลา หอมหวานดี กินตอนอากาศเย็น ก็อร่อยไปอีกแบบ!!!

    (ถ้ามาประเทศญี่ปุ่นตอนช่วงดอกซากุระบาน ประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี ก็จะมีอาหารที่ทำจากดอกซากุระหลายอย่าง รวมถึงร้านนี้ด้วย จะมีไอศกรีมรสซากุระ เนื้อไอติมจะมีสีชมพู ไม่เชื่อถามลูกทัวร์ "หน่า น้า นิง" ดูก็ได้ - เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า "เจ็ดคน" ซึ่งประกอบด้วยใครบ้าง ไม่ขอเฉลย มาถามผู้เขียนเป็นการส่วนตัวนะ) 

     

    imageimage 

     

    แล้วก็ได้ไปเที่ยวเมืองนิกโก้ (Nikko)   

    วันที่ไปเป็นวันหยุดชดเชยของญี่ปุ่น ไม่มีการฝึกอบรม เลยออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่ที่เมืองนิกโก้ด้วยกัน ซึ่งเป็นเมืองเก่า โดยนั่งรถไฟ (หวานเย็น) ขึ้นไปทางตอนเหนือของโตเกียว ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง

    ก่อนไปเที่ยววัดเก่าที่มีชื่อเสียง ได้ไป 'Edo Wonderland' ก่อน ซึ่งเป็นสวนสนุกที่จำลองชีวิตของคนญี่ปุ่นในยุคสมัยเอโดะ มีร้านค้าขายของที่ระลึก มีร้านอาหาร และเป็นสวนสนุกที่ไม่มีเครื่องเล่น แต่มีบ้านผีสิง มีเขาวงกต (Maze) และมีการแสดงการต่อสู้โลดโผนของนินจา การแสดงกลสมัยโบราณ และขบวนพาเหรดของเจ้านายสมัยก่อน

    มื้อเที่ยงที่นี่ พวกเราเลือกกิน "อุด้ง" กัน "อุด้ง" เป็นก๋วยเตี๋ยวทำจากแป้งข้าวเจ้า ปกติเราจะรู้จัก "อุด้ง" ในหน้าตาที่เป็นเส้นสีขาว กลมๆ แต่ "อุด้ง" ที่นี่พิเศษ ไม่เคยเห็นมาก่อน มีสีครีม ขนาดของเส้นเท่ากับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่บ้านเราเลย แต่หนากว่า นุ่มกว่า ลวกใส่ชามเติมน้ำซุป เรียงหมูไม่กี่ชิ้น โรยต้นหอมซอย เส้นหัวไชเท้าขูด และหัวไชเท้าบดละเอียด ก็อร่อยดีเหมือนกัน

    เป็นเพราะกินอาหารภายในร้านของสวนสนุก ราคาอุด้งชามนี้จึงแพง ตั้ง 1,000 เยนแน่ะ (ไม่อิ่มด้วย)

     

    imageimage

     

    ย้อนกลับมาที่กรุงโตเกียว มาฝึกอบรมต่อในสัปดาห์สุดท้าย เงินทองเริ่มร่อยหรอ (เที่ยวเยอะไปหน่อย) มื้อกลางวันแทนที่จะเลือกกินร้านโน้นร้านนี้เหมือนสัปดาห์แรกๆ ต้องเปลี่ยนไป มากลายเป็นลูกค้าประจำของร้านสะดวกซื้อ am.pm. ที่เหนียวแน่นเพื่อซื้ออาหารสำเร็จรูปกิน เพราะไม่แพง เช่น ยากิโซบะ ข้าวหน้าหมูซีอิ๊วญี่ปุ่น อุด้งผัด แม้กระทั่งแซนวิชไส้ทงคัดสึ (หมูชิ้นชุบขมมปังป่นทอด) โดยให้ทางร้านเขาอุ่นอาหารให้ แล้วหิ้วไปกินที่ตึกที่ฝึกอบรม อร่อยดีเหมือนกันนะ

    มื้อเย็นก็เหมือนกัน ต้องกลับไปกินข้าวหอพักอย่างเดียวแล้วล่ะ แต่ยังอยากชิมขนมอยู่ เพราะหอพักไม่มีขนมญี่ปุ่นแปลกๆ ให้กิน

    หลังจากเสร็จการฝึกอบรมวันหนึ่ง ผู้เขียนยังไม่กลับที่พักทันที ขอชะแว้บไปเที่ยวหอคอยโตเกียว (Tokyo Tower)  ก่อน ลักษณะคล้ายหอไอเฟลที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสเลย ได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก ไม่ได้ขึ้นลิฟท์ไปบนหอคอย เพราะไม่อยากเสียตังค์ซื้อตั๋ว อยู่ได้ไม่นาน เพราะอุณหภูมิลดฮวบเหลือ 7 องศาเซลเซียส และต้องรีบกลับที่พักเพื่อไปกินข้าวเย็น (ฟรี) เนื่องจากห้องอาหารจะเก็บครัวตอนสองทุ่มครึ่ง

    แต่ว่าระยะทางจากสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่พักที่สุดต้องใช้เวลาเดินนานกว่า 15 นาที รู้สึกหิวแล้ว แบกท้องรอไม่ไหว เลยขอหาขนมกินรองท้องก่อน (นั่นแน่... หาเหตุผลให้ตัวเองอีกแล้ว) 

    ใกล้ๆ สถานีรถไฟมีห้างสรรพสินค้า 2 แห่ง และร้านค้าร้านอาหารมากมาย วันนี้เล็งไว้ว่าจะขอชิมขนมของร้าน Pastel (อ่านเจอจากหนังสือแนะนำร้านอาหารอีกเช่นกัน) ไม่รู้ขนมที่ซื้อเรียกว่าอะไร เป็น Pudding แช่เย็น มีหลายรส ผู้เขียนเลือกรสที่กำลังลดราคาพอดี (ถ้วยละ 295 เยน จากราคาเต็ม 300 กว่าเยน) ได้มา 1 กระปุกพร้อมช้อนไอติม เปิดกินเลย กำลังหิว

    เนื้อ Pudding นุ่มนวลมาก คล้ายโยเกิร์ตผสมกับเนื้อไข่ตุ๋น หอมกลิ่นวานิลลา รสชาติไม่หวานจัด ชอบจังเลย ชอบจริงๆ!!! 

    ร้าน Pastel มีขายทั่วไปตามห้างต่างๆ ของญี่ปุ่น โลโก้เป็นสีฟ้า เห็นไกลๆ จากรูป

    ส่วนโปสเตอร์รูปเค้กสตรอเบอรี่สีแดงมีซานตาครอสนั่งอยู่ตรงกลางนั้น ขอถ่ายรูปติดมาก็พอ ซื้อกินไม่ไหว ราคาแพงไป...

     

    imageimage

     

    ร้าน Vie de France Bakery เป็นร้านที่หนังสือเล่มเดิมได้แนะนำไว้อีกเช่นกัน มีขายทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ ร้านที่ผู้เขียนได้ไปอุดหนุนนี้เป็นสาขาอยู่แถว Akihabara ซึ่งเป็นสถานที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงของโตเกียว

    ผู้ชายน่าจะชอบไป Akihabara เชื่อว่าคงจะไม่ใช่เป็นเพราะสนใจในเครื่องใช้ไฟฟ้าทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เด็กสาวๆ ที่มายืนแจกแผ่นพับแถวๆ นั้นมักจะนุ่งกระโปรงสั้นคล้าย "เซล่ามูน" สามารถดึงดูดสายตาของหลายๆ คนได้ด้วย ขนาดตอนที่ผู้เขียนไปนั้นเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวเย็นแล้วนะ...

    วกมาเล่าเรื่องขนมดีกว่า ขนมเบเกอรี่ร้านนี้มีหลายชนิด เปิดประตูเข้าไป กลิ่นขนมเตะจมูกในทันใด หอมไปหมด ดูทุกชิ้นน่ากินไปหมด แต่ต้องเลือก เลยซื้อ Apple Cheese Cream ซึ่งเป็นขนมที่หนังสือแนะนำด้วย และป้ายปักขนมในร้านบอกว่าเป็นขนมที่ขายดีที่ 1 ในร้านด้วย (อิจิบัง!!!) ไม่เชื่อได้ไงเนอะ แล้วก็เลือกซื้อขนมอีก 2 อย่างที่กำลังลดราคา (อดใจไม่ได้กับการลดราคาอีกแล้ว)

    Apple Cheese Cream อร่อยคอนเฟิร์มจริงๆ ค่ะ เนื้อขนมฟังฟูนุ่มมากๆ ไส้ Apple Cheese Cream ก็แสนหอมหวาน มีเนื้อแอ๊บเปิ้ลขนาดลูกเต๋าเล็กๆ ในเนื้อครีมสีขาวนวล (ที่เห็นชิ้นแรกในรูป ได้แอบกัดไปแล้วด้วยก่อนถ่ายรูป)

    ส่วนขนมชิ้นสามเหลี่ยมนั้นเป็นขนมปังชิ้นหนาหน้าแฮมชุบไข่อบ และอีกชิ้นกลมๆ เล็กๆ เป็นขนมทอดไส้ถั่ว (คล้ายขนมไข่นกกระทาสอดใส้ถั่วเขียวบด) ทั้งหมดราคาตกต่อชิ้นไม่แพง แถมอร่อยด้วย

     

    imageimage

     

    มาดูของหวานรายการต่อไป

    ไอศกรีมยี่ห้อ Haagen Dazs มีขายที่บ้านเรา มีหลายรสให้เลือก ดูเหมือนไม่น่าจะแปลก เพียงแต่ราคาแพงไปหน่อย

    ที่นำมาเล่าเป็นเพราะไอศกรีมยี่ห้อนี้ในประเทศญี่ปุ่นมีรสชาเขียวด้วยล่ะ เพราะรสชาเขียวไม่มีขายในประเทศอื่นเลย ดูสีสรรไอติมในถ้วยสิ สีเคี้ยวเขียว รสชาติก็ฮ้อมหอม ได้ทั้งรสและกลิ่นของชาเขียว ชอบอีกแล้ว!!!

    ขนาด "กูลิโกะป๊อกกี้" "กูลิโกะโคลอน" และ "คิท แคท" ก็ยังมีรสชาเขียวเลย อร่อยค่ะ ถ้าผู้อ่านมีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น อย่าลืมซื้อเป็นของฝากกลับบ้านด้วยนะคะ เชื่อว่าคนที่เป็นสาวกชาเขียวจะชอบใจแน่ๆ

    อีกรูปหนึ่งเป็น Potato Cake หรือขนมเค้กมันฝรั่ง ไม่ใช่ของคาว เป็นขนมที่เป็นเนื้อเค้กจริงๆ มีเนื้อมันฝรั่งบดหยาบอยู่ที่หน้าเค้กด้วย หอมหวานมันอร่อยจริงๆ อีกแล้วค่ะ

    ไม่รู้สิ ผู้เขียนรู้สึกว่าเบเกอรี่ที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าที่อังกฤษ เพราะเบเกอรี่ของญี่ปุ่นถึงเนื้อถึงนมถึงเนย รสชาติถูกใจมากกว่า (ไม่ใช่อิทธิพลจากรายการทีวีแชมเปี้ยนส์หรอกนะ) ส่วนขนมของประเทศอื่นๆ ทางยุโรป เท่าที่เคยชิมมาบ้าง ก็อร่อยเหาะเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับเบเกอรี่ในประเทศไทย ก็น่าจะสูสี ถ้าเป็นขนมอบตามโรงแรม ตามร้านอาหารฝรั่ง หรือร้าน    เบเกอรี่ Homemade

    สังเกตว่าผู้เขียนแทบไม่ได้เขียนถึงขนมโมจิญี่ปุ่น หรือโดรายากิ (ขนมแป้งทอดของโดราเอมอน) เลย ที่จริงผู้เขียนได้มีโอกาสชิมนะ เพียงแต่เห็นว่าขนมเหล่านี้ที่เคยซื้อกินจากร้าน Yamazaki หรือ S&P ที่ห้างสรรพสินค้าบ้านเราก็มีรสชาติที่ไม่แตกต่างจากที่ขายในญี่ปุ่นเลย

     

    imageimage

     

    แล้วก็มาถึงอาหารชุดสุดท้ายของตอนที่ 2 ที่จะขอนำเสนอแด่ผู้อ่าน Blog ทุกท่าน

    มื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เพราะยังมีความหวังว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเยียนกันอีก...

    วันสุดท้ายของการฝึกอบรม มีการประเมินการฝึกอบรมและพิธีปิดในตอนบ่าย เป็นการจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรที่เรียบง่าย ถ่ายรูปกัน แลกเปลี่ยนของที่ระลึกซึ่งกันและกัน

    ล่ามชาวญี่ปุ่นที่ช่วยแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษตลอดโครงการ เพราะวิทยากรส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ชื่อ "ยูโกะซัง" ใจดีพาพวกเรากลุ่มสาวๆ ไปฉลองกันที่ร้านอาหารในใจกลางเมือง (จำชื่อย่านนั้นไม่ได้ ชื่อร้านก็จำไม่ได้ แต่ถ้าใครที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกก็อ่านชื่อร้านได้จากรูปนะคะ)

    เราเดินกันไปเกือบ 20 นาที เพราะอยากชมบ้านเมืองด้วย ไม่ต้องเจอปัญหารถติดด้วย และประหยัดค่ารถด้วย...

    ยูโกะซังพามาร้านอาหารสไตล์ฮอกไกโด ซึ่งเป็นชื่อเมืองทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ร้านอาหารนี้ตั้งอยู่ใต้ทางรถไฟ (ดูจากรูปก็จะเห็นราวเหล็กกั้นทางรถไฟ) ร้านอาหารแถบนี้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามาก

    ภายในร้านตกแต่งแบบย้อนยุคไปสมัยสงครามโลก สังเกตจากโปสเตอร์ติดผนัง และการถอดรองเท้านั่งกับพื้นกินอาหารที่โต๊ะเตี้ย มีเสียงเพลงญี่ปุ่นเก่าๆ เคล้าคลอไปกับเสียงรถไฟเบาๆ ที่แล่นผ่านบนหัวเเป็นพักๆ

    อาหารที่สั่งวันนั้นก็เป็นสไตล์ฮอกไกโดอย่างที่บอก และยังมีอาหาร Fusion Food ที่ประยุกต์อาหารญี่ปุ่นกับอาหารฝรั่งด้วย ก็เข้ากันดี

    ส่วนรูปไอติมที่เห็นเป็นไอดิมรสนมตำหรับฮอกไกโดแท้ มีกลิ่นและรสนมชัดเจน หวานมัน

    สังเกตอุปกรณ์ด้านหลังถ้วยชาจากรูป เป็นเตาแก๊สต้ม "ชาบู ชาบู ทะเลร้อน" เหมือนสุกี้ ใส่กุ้งหอยปูปลาผักและเห็ดต่างๆ ลงไปในหม้อที่ตั้งอยู่บนเตานี้ หม้อนี้มีขาปูฮอกไกโดผอมๆ ยาวๆ 2-3 ขาด้วย เนื้อร่อนเชียว แกะออกจากเปลือกได้ง่าย ได้ซดน้ำซุปร้อนๆ เช็งๆ (ใสๆ) จบด้วย "ไอติมนม" ทำให้รู้สึกดีจัง ก่อนออกจากร้านไปเผชิญกับอากาศอันหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงต่อ

     

    ผู้เขียนขอขอบคุณ มจธ. และแหล่งทุนฝึกอบรม AOTS (The Association for Overseas Technical Scholarship) และ JIII (Japan Institute of Invention & Innovation) ที่ให้โอกาสและประสบการณ์ดีๆ ทำให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้านทรัพย์สินทางปัญญา และวัฒนธรรมวิถีการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่นค่ะ

     

    (18 กุมภาพันธ์ 2553)

     

     

    ทำไมพี่ซ้วงไม่ถ่ายภาพตอนที่ซูชิมันอยู่บนจานล่ะคะ ถ่ายตอนที่มันเป็นจานเปล่า สงสัยคงอร่อยน่าดู ^^

    นวรัตน์ ภูพานไร่ 3526 days ago

    ขอเก็บตังค์ก่อน จะตามไปกินมั่ง :)

    [P][L][E] 3525 days ago

    ทราบมาว่ามีตอนที่สองแล้ว ตามหาตั้งนานกว่าจะเจอ

    พออ่านแล้วไม่ผิดหวังเลยครับ พี่ซ้วงเขียนได้อร่อยเหมือนเดิมเลย

    แต่จะให้ครบรสน่าจะต้องชวน อ.วิวัฒน์ (LI) มาแลกเปลี่ยนด้วยอีกท่านหนึ่ง จะได้ครบรสญี่ปุ่นกันไปครับ ^^

    a-jo 3525 days ago

    หิวๆ อยากกิน

    พี่เปิ้ล พาผมไปด้วย นะครับ แต่ผมไม่มีกะตังนะครับ หุหุ

    อยากกิน อูด้ง ราคา 1000 เยน (แพงจริง) แค่ค่าตั๋วก็ไม่มีตังละครับ

    ต้องพิ่งชายสี่หมี่เกี้ยวไปพลางๆ ก่อน - -*

    Admin#2 3525 days ago

    คุณ นวรัตน์ รู้จักซูชิด้วย โอ้ยอดไปเลย Cool

    Admin#2 3524 days ago

    ติดตามผลงานพี่ซ้วงอยู่นะครับ รอ อิ่มกับบรรยากาศ ที่ญี่ปุ่นของพี่ซ้วงครับ

    Admin#2 3524 days ago

    อ่านแล้วหิวเลยครับ แต่ส่วนตัวผม "ลิ้น" ไม่ค่อย

    กระดิกกับรสชาติแบบของชาวอาทิตย์อุทัย เีคยพยายาม

    ลองหลายครั้งแล้ว เห็นท่าจะไปด้วยกันไม่ไหวเพราะ

    มันออกแนวจืดๆ ไม่ค่อยแซ่บสักเท่าไหร่ ยกเว้นให้หนึ่งอย่าง คือ

    "วาซาบิ"  ผมว่ามันเป็นของกินที่ "ซาดิสม์"ที่สุดในชีวิต

    เพราะเวลาระทมทุกข์ ผมชอบหยิบมา อมเล่น ให้น้ำหูน้ำตาไหล

    มันได้อารมณ์ ทรมาน รวดร้าว สะใจ และโล่ง พร้อมๆกัน

    ซึ่งก็น่าแปลกว่า  ยิ่งทรมานเท่าไหร่ ยิ่งอยากกินเรื่อยๆ

    เอ๊ะ..หรือนี่เป็นเหตุผลที่ต้องกิน วาซาบิแสนซาดิสม์ กับซูชิผู้อ่อนละมุนนะCool

     

     

     

     

    kraisila.kan 3523 days ago

    พี่โอ ถ้าจะกิน ผมไปกินด้วยนะครับ แต่ไม่กิน วาซาบิ สุด ซาดิสม์ นะครับ

    ผมไม่กิน เผ็ด ไม่กิน เผ็ด แต่ ถ้าพี่โอเลี้ยง ผมก็ยอมกินนะครับ หุหุ Cool

    Admin#2 3522 days ago

    ขณะเขียน "เม้นท์" ยังเห็นน้องแชมป็ online อยู่ ขยันจริงๆ

    ขอบคุณพ่อยกแม่ยกทุกคนด้วยนะคะ (เหมือนที่โอเขียนไว้ใน Blog ลปรร...) ที่ทำให้ Blog ของพวกเราทุกคนไม่แห้ง ไม่เหงา  

    - ที่เห็นจานเปล่าเยอะ เพราะพี่ลืมถ่ายรูป กินเพลินไปหน่อยค่ะ

    - อ.วิวัฒน์ เรียนที่ญี่ปุ่นนาน ได้กินอาหารญี่ปุ่นเป็นปกติ แต่พี่ซ้วงไปประเดี๋ยวประด๋าว เห็นอะไรก็ชอบก็อร่อยไปโม้ด

    - วาซาบิ  และพริกขี้หนู เป็นของขวัญจากธรรมชาติที่คงมีแต่เฉพาะในโลกมนุษย์ เทวดานางฟ้าที่อิ่มทิพย์ไม่อาจได้กินอย่างมีความสุขปนความทรมานเหมือนอย่างพวกเราได้!

    ไว้เจอกันอีกใน Blog เรื่องใหม่นะคะ โปรดติดตามโดยพลัน

     

    **ซ้ (Suang)** 3522 days ago

    พี่ซ้วงได้ลองกุ้งหวานมั้ยคะ  คราวหน้าไปลองนะคะ  แต่เปิ้ลว่ารสชาติในไทยกะที่นู่นคงไม่ต่างกันเท่าไหร่  อันนี้รู้สึกส่วนตัวนะคะ  (โชคดีมีคนน่าร๊าากหิ้วกลับมาให้กิน)  คราวหน้าพี่ซ้วงกินช็อคฯ royce นะคะ อาหย่อยอ่า นุ่มมมม (ซื้อกลับมาฝากด้วยจะยิ่งดี)

    [P][L][E] 3522 days ago

    พี่ซ้วงเขียนได้เห็นภาพ มาก อยากทานเลยค่ะ

    อัมพิกา เกตุกราย 3521 days ago

    กลับมาอ่านอีกครั้ง ก็ทำให้

    หิวๆๆ อยากกิน ซูชิ แต่ไม่อยากซื้อ

    ขอมาหาคนทำให้กินเลยดีกว่า หุหุ

     

    Admin#2 3509 days ago