Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 3 "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร !" บันทึกอิสระ ตอนที่ 1

    บันทึกอิสระ ตอนที่ 1 ได้รับทุนและเตรียมตัวไปเรียน

    เนื่องในโอกาสที่ "มจธ" ครบรอบ 50 ปี ในปี 2553 นี้ (เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2503) ผู้เขียนอยากเล่าความโดดเด่นและความพิเศษของ มจธ. ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเหมือน ในแง่มุมที่ผู้เขียนได้รับโดยตรง คือ "ทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ"

    มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยที่พิเศษที่ส่งเสริมให้ "พนักงานสายสนับสนุน" ได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ทางการศึกษาเทียบเท่ากับสายวิชาการ โดยจัดหาทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความต้องการของ มจธ. ให้บุคลากรสายนี้ได้รับทุนลาศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา ณ ต่างประเทศ

    การให้ทุนแก่พนักงานสายสนับสนุนเริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2537-2538 บุคคลคนแรกของพนักงานสายสนับสนุนที่ได้รับทุนดังกล่าวไปเรียนต่อต่างประเทศ คือ พี่อ้วน (ดร.ธีราพร ชัยอรุณดีกุล - ผู้อำนวยสำนักหอสมุดในปัจจุบัน)

    มจธ. ยังได้หาทุนเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมพนักงานสายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีทุนมอบให้กับบุคลากรรุ่นที่ 2 และรุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนได้รับอานิสงส์จากการรับทุนนี้ด้วย

    ผู้เขียนมีรูปภาพตั้งเยอะแยะที่อยากให้ดู แต่ไม่สามารถนำมาลง ใน Blog เรื่องนี้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว 10 ปี ในช่วงนั้น กล้องถ่ายรูปยังใช้ฟิล์มอยู่เลย ไม่ใช่ระบบ Digital เหมือนปัจจุบัน (เทคโนโลยีก้าวไกลรวดเร็วจริงๆ) 

    ก็ขอเป็นเหมือนคนแก่ที่ชอบเล่าเรื่องความหลังให้ฟัง เป็นเรื่องที่ได้รับทุนไปเรียนหนังสือต่อ ช่วงนั้น ผู้อ่าน Blog หลายท่าน รวมถึงคุณครูที่สอนเขียน Blog ของผู้เขียน (เปิ้ล สทบ. อ.โจ คณะศิลปศาสตร์ มัด และ แชมป์ จากสำนักคอมพิวเตอร์) ยังละอ่อนอยู่ !

    เรื่องนี้ ผู้เขียนเล่าได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปค้นคว้าที่ไหน มันอยู่ในใจเสมอ

    แต่อาจจะยาวเล็กน้อย ต้องแบ่งเขียนเป็นหัวข้อ และแบ่งเป็นตอนๆ ให้อ่านง่ายๆ ค่ะ

     

    1. ทำงานที่ กจ.

    ผู้เขียนทำงานเป็น "เจ้าหน้าที่บุคคล" อยู่ที่ "งานการเจ้าหน้าที่ กองกลาง" มีชื่อเรียกแผนกนี้สั้นๆ ว่า "กจ" โดย "พี่ติ๋ม" (คุณญาณี ศรีแสน ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์) เป็นหัวหน้างาน ส่วนคนเก่าคนแก่ของ กจ. ที่ยังทำงานอยู่ที่ สทบ. ตอนนี้ ก็มี "ป้ามุช" "ป้าอ้อย" "พี่ทิพย์" "นุช" "วันดี" และ "อ้อ" !!!

    กจ. เคยอยู่ที่ชั้น 2 ด้านหลังของตึก FIBO ปัจจุบัน ต่อมาได้ย้ายลงไปชั้นล่างตึกเดียวกัน ตึกนี้ในสมัยก่อนเป็น "ตึกสำนักงานอธิการบดี" (ส่วนตึกสำนักงานอธิการบดี 9 ชั้นในปัจจุบัน เคยเป็นที่ตั้งของหอประชุมขนาดใหญ่มาก่อน)

    ทำงานมาได้หลายปี จนเมื่อปลายปี 2538 พี่ติ๋มแนะนำให้ไปสมัครทุนเรียนต่อต่างประเทศ รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นทุนเดียวกันกับที่พี่อ้วนได้ไปเรียน

    ก็ลองสมัครดูค่ะ ทุนนี้เปิดให้มีการแข่งขันกันระหว่างบุคลากรภายใน มจธ. คัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ ในรุ่นที่ 2 เปิดรับ 3 คน 3 สาขา ทุนในสาขาที่ผู้เขียนไปสมัคร ก็มีผู้สมัครเข้าร่วมสัมภาษณ์ 3 คน ผู้เขียนจำได้แม่นว่า ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นประธานสอบสัมภาษณ์

     

    2. ได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศ

    ในรุ่นที่ 2 มีบุคลากรสายสนับสนุนที่ได้รับทุนจำนวน 3 คน ซึ่ง 2 ทุนแรก "พี่ณา" (ดร.วรรณา เต็มสิริพจน์ รักษาการหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมนโยบาย) และ นิตย์ (คุณนิตยา บุญปริตร ส่วนพยาบาล) ได้รับไป

    สำหรับทุนที่ 3 ผู้เขียนโชคดีมากที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุน ไม่น่าเชื่อเลยที่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่ง ณ ตอนนั้น แค่เรียนปริญญาโทในประเทศก็ยังไม่กล้าคิดเลย เพราะปัญหาเรื่องค่าเทอม และในชีวิต ก็ไม่เคยขึ้นเครื่องบินไปเมืองนอก แค่ได้ข้ามไปท่าขี้เหล็กของพม่า จากฝั่งแม่สาย จ.เชียงราย ก็ตื่นเต้นดีใจจะแย่แล้ว

    ทุนที่ได้กำหนดให้ไปเรียนสาขา "การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา" แต่ผู้เขียนได้ขออนุมัติเปลี่ยนไปเรียนสาขา "กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา" แทน เพราะมีความถนัดมากกว่า เนื่องจากพื้นฐานจบนิติศาสตร์มา

    เมื่อได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนสาขาที่เรียนแล้ว ก็จะต้องเลือกประเทศที่จะไปศึกษาต่อ ซึ่งทุนก็เปิดกว้างให้เลือกได้ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศต่างๆ ในยุโรป ประเทศออสเตรเลีย และประเทศญี่ปุ่น

    ผู้เขียนไม่ลังเลเลย สามารถตัดสินใจได้ในเสี้ยววินาทีแรก โดยมุ่งที่จะเลือกไปเรียนต่อที่ "ประเทศอังกฤษ" สาเหตุที่เลือกเรียนที่อังกฤษ เพราะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านกฎหมาย โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ทรงจบกฎหมายจากประเทศอังกฤษด้วย

    เหตุผลอื่นๆ คือ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีขนาดใกล้เคียงกับประเทศไทย เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และเป็นประเทศเจ้าของภาษาอังกฤษของแท้ค่ะ !

    สำหรับเลขที่ตำแหน่งของผู้เขียนที่สังกัด กจ. พี่ติ่มต้องขอแลกอัตรากับสำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวท.) ซึ่งจะเป็นต้นสังกัดใหม่ของผู้เขียนถ้าเรียนจบกลับมา และงานของ กจ. ก็ไม่กระทบจากอัตราที่หายไป เพราะจะได้อัตราใหม่เพื่อบรรจุคนใหม่มาทำงานแทนผู้เขียนต่อได้ทันที

     

    3. เรียนพิเศษภาษาอังกฤษก่อน

    ไม่ง่ายเลย ก่อนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ผู้เขียนต้องเตรียมเรื่องภาษาอังกฤษอย่างหนักนานกว่า 1 ปี โชคดีที่ทุนได้สนับสนุนค่าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษให้ด้วย เพราะค่าเรียนแพงมาก จ่ายเองไม่ไหวแน่ๆ

    ในครึ่งปีแรก ผู้เขียนไปกับพี่ณา ไปเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสงวน แถวเสาชิงช้า โรงเรียนนี้สอนแนวท่องจำเพื่อใช้สอบ TOEFL โดยตรง นั่งเรียนกับหน้าจอโทรทัศน์ นานน้าน... อ.สงวนจะมาสอนสดซักที ก็ไปเรียนตอนเย็นด้วยกัน 2 คน เลิก 4 ทุ่ม กลับถึงบ้านดึกทุกวัน แม้วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปนั่งเรียนทั้งวันทั้งคืน กลายเป็น "สาวอึด" โดยปริยาย

    ในช่วงนี้ ปี 2539 จำได้แม่นยำว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเฉลิมฉลองพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ผู้เขียนได้เห็นซุ้มประตูและต้นไม้ที่ประดับด้วยแสงไฟสวยงามบนถนนราชดำเนินกลางทุกคืนเลยเพราะต้องขึ้นรถเมล์กลับบ้านหลังจากเรียนภาษาอังกฤษเสร็จ

    ครึ่งปีหลัง เรา 2 คนก็ย้ายไปเรียนที่ British Council สยามแสควร์ โดยลางานครึ่งวันไปเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ทุกวัน (เข้ามาเคลียร์งานในวันเสาร์หรืออาทิตย์เพิ่มเติม) ลงเรียนไปหลายคอร์ส เพราะผลจากการสอบวัดระดับ ต้องเริ่มเรียนจากระดับ 2.3 ไปจนถึง 5.3

    คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ Intermediate Course มี 5 ระดับ แต่ละดับมี 3 ชั้น เริ่มจากระดับ 1.1-1.3,   2.1-2.3 ไต่ไปเรื่อยจนถึง 5.1-5.3 แต่ละชั้นใช้เวลาเรียน 3 สัปดาห์ เรียนกับคุณครูชาวอังกฤษแท้ๆ เจอของจริงและได้ความรู้แน่นดีเหมือนกัน

    นอกจากนี้ ตั้งแต่ได้รับทุน ก็ต้องเดินทางไปติดต่อเรื่องเอกสารต่างๆ ที่สำนักงาน ก.พ. อยู่นานจนกระทั่งเรียนจบกลับมาประเทศไทย !

     

    4.  สอบ TOEFL และ IELTS

    การที่นักศึกษาไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้ จะต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษในการสมัครด้วย ผู้เขียนพยายามสอบ TOEFL ตั้ง 3-4 ครั้งกว่าจะได้คะแนนผ่าน 500

    จำได้ว่า ในการสอบแต่ละครั้ง ต้องเจอ ผศ.นวลทิพย์ ตันติเศวตรัตน์ และ ผศ.วิลักษณา ศรีมาวิน (อาจารย์คณะศิลปศาสตร์) คุมสอบทุกครั้ง เพราะ มจธ. เป็นศูนย์สอบ TOEFL ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็เขินอาจารย์เหมือนกันที่เจอกันในสนามสอบบ่อยครั้ง... (การสอบ TOEFL สมัยนั้น ยังเป็นการทำข้อสอบในกระดาษคำตอบ ไม่ได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการสอบเหมือนตอนนี้)

    หากไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศสหราชอาณาจักร  ก็สามารถใช้คะแนนสอบ IELTS ได้

    ประเทศสหราชอาณาจักร หรือ United Kingdom (UK) ประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ 1) ประเทศอังกฤษ (England) มีเมืองหลวงชื่อ London และเป็นเมืองหลวงของ UK ด้วย 2) ประเทศสกอตแลนด์ (Scotland) มีเมืองหลวงชื่อ Edinburgh 3) ประเทศเวลส์ (Wales) มีเมืองหลวงชื่อ Cardiff  และ 4) ประเทศไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) มีเมืองหลวงชื่อ Belfast

    การสอบ IELTS สามารถสมัครสอบได้ที่ British Council แต่สมัครไม่เคยทันทั้งที่เรียนอยู่ที่นี่ ต้องไปสมัครสอบที่ IDP ของออสเตรเลีย อยู่แถวสีลม ซึ่งข้อสอบไม่แตกต่างกัน ผู้เขียนก็สอบอยู่ 3-4 ครั้งมั้ง คะแนนก็ยังเป็น 5.5 อยู่เรื่อยๆ ไม่ยอมขยับสูงขึ้นบ้างเลย

    โดยทั่วไป นักศึกษามักจะเห็นว่าข้อสอบ TOFEL ง่ายกว่า IELTS เพราะเป็นข้อสอบปรนัยซะส่วนใหญ่ แต่สำหรับผู้เขียนเห็นว่า IELTS ง่ายกว่านะ เพราะอาจได้คะแนนเมตตาหรือคะแนนเห็นใจจากอาจารย์ชาวต่างชาติตอนสอบ Speaking ซึ่งจะช่วยดึงคะแนนรวมให้สูงขึ้นได้

     

    5.  หาที่เรียน

    ในขณะที่เรียนภาษาอังกฤษ ก็ต้องหามหาวิทยาลัยที่จะไปเรียนด้วย เนื่องจากทุนที่ผู้เขียนได้รับเป็นทุนปริญญาโท-เอก จึงต้องเริ่มหาที่เรียนปริญญาโทก่อน

    10 ปีที่แล้ว เว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัยก็พอหาได้ แต่ส่วนใหญ่จะเขียนอีเมลไปเขียนขอ Prospectus (หนังสือแนะนำมหาวิทยาลัยพร้อมใบสมัคร) มากกว่า ประมาณ 1 สัปดาห์ก็ส่งมาให้แล้ว เพราะมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษยินดีต้อนรับนักศึกษาชาวต่างชาติ เพราะเก็บค่าเทอมได้สูงกว่าที่เก็บจากนักศึกษาชาวอังกฤษนั่นเอง

    อ่าน Prospectus ของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถึงได้รู้ว่าคณะนิติศาสตร์ที่โน่นมีการเรียนแบบเก็บคะแนนในการสอบปลายภาค (Sitting Test) กับแบบที่เก็บคะแนนเฉพาะจากการเขียน Essay (รายงาน) และ Dissertaion (วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท) ไม่มีสอบ ก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง ผู้เขียนเลือกสมัครแบบหลังเลย ไม่อยากเครียด!

    รู้มาว่าวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกไม่เหมือนกัน ที่อังกฤษเรียกวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทว่า Dissertation และ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรียกว่า Thesis ในขณะที่อเมริกันเรียกสลับกัน

    ผู้เขียนยังได้ไปงานนิทรรศการแนะแนวการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศอังกฤษที่จัดในโรงแรมแถวสุขุมวิท ซึ่งก็ได้ไปขอ Prospectus และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รวมถึงศิษย์เก่าคนไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยนั้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีบริการของบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยของประเทศอังกฤษในการติดต่อหาที่เรียน โดยผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีอยู่ 2-3 แห่ง แต่ผู้เขียนไม่ได้ไปใช้บริการ เพราะอยากติดต่อด้วยตัวเองมากกว่า

     

    6. สมัครเรียน

    การสมัครเรียน ต้องกรอกใบสมัคร แนบผลคะแนนภาษาอังกฤษ และต้องมีหนังสือรับรอง (Recommendation Letter) อีก 3 ฉบับส่งไปทางไปรษณีย์

    ผู้เขียนได้ขอให้ รศ.ดร.จุลละพงษ์ จุลละโพธิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารสมัยนั้น เขียนหนังสือรับรองให้ในฐานะผู้บังคับบัญชา

    ผู้เขียนยังได้รับความเมตตาจากอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผู้เขียนเรียนจบมาด้วย ฉบับแรกเป็นของ รศ.ดร.รัศฎา (เมธาวิกุล) เอกบุตร อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนเอง และ อีกฉบับจาก รศ.ณรงค์ ใจหาญ อาจารย์สอนวิชากฎหมายอาญาที่เรียนจบจาก The University of Kent at Canterbury ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนอยากไปเรียนด้วย

     

    7. มหาวิทยาลัยตอบรับ

    มีมหาวิทยาลัย 2-3 แห่งตอบรับมา ก็ตัดสินใจตอบรับไปเรียนที่ The University of Kent at Canterbury (UKC) เพราะไม่ต้องสอบ ทำแต่รายงานและวิทยานิพนธ์ และเมืองนี้อยู่ห่างจากลอนดอนแค่ 1.30 ชั่วโมงโดยทางรถไฟ เห็นว่าไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ประกอบกับมีนัยแอบแฝงที่คิดไปไกลว่าถ้าเรียนเหนื่อยแล้ว จะได้แว่บไปเที่ยวลอนดอนได้ง่าย

    ด้วยเหตุที่ผลคะแนนภาษาอังกฤษแค่ 5.5 UKC เลยรับแบบมีเงื่อนไขให้ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่โน่นอีก 2 เดือนก่อนเปิดเทอม และต้องสอบ IELTS ใหม่ที่โน่นด้วย น่าตื่นเต้นจริงๆ ถ้าเกิดสอบไม่ได้คะแนนตามที่กำหนดคือ 6 (เพราะไปเรียนกฎหมาย คะแนนภาษาอังกฤษต้องสูง และถ้าไปเรียนปริญญาเอกเลย คะแนนจะสูงกว่านี้เยอะ) จะทำไงเนี่ย ไม่เป็นไร สู้โว้ย...

    ก็ตอบรับไปพร้อมกับสมัครอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยด้วย เพราะการไปต่างประเทศครั้งแรก คงไม่ง่ายที่จะไปหาที่อยู่เอง

    ตอนนี้ ก็หาหนังสือเกี่ยวกับประเทศสหราชอาณาจักรมาอ่าน ต้องทำความรู้จักในประเทศเขาให้ดีก่อนเดินทางไปเรียน

     

    8. ตรวจร่างกาย

    นอกจากจะต้องเตรียมขอวีซ่าที่สถานทูตอังกฤษแล้ว ตรงนี้ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะหลวงส่งไปเรียน นักเรียนทุนทุกคนต้องไปตรวจร่างกายก่อนไปต่างประเทศด้วย โดยไปที่โรงพยาบาลศิริราช ไปตรวจร่างกาย ไปตรวจตาหูคอจมูกปาก ใช้เวลาเพียงครึ่งวันเช้า

    เห็นแล้วสงสารคนไข้ขึ้นมาจับใจ ป่วยแล้วยังรอคิวตั้งยาว แล้วกลุ่มนักเรียนทุนพวกนี้ยังมาแซงคิวอีก (โรงพยาบาลให้นักเรียนทุนได้ตรวจก่อนคนไข้ปกติ แม้จะมาทีหลังและไม่ได้ป่วยอะไรเลย) รู้สึกได้ถึงการเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นแล้วล่ะ

    จากนั้นต้องไปตรวจสุขภาพจิตด้วย คาดไม่ถึงใช่ไหมล่ะ ไปตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ปากคลองสาน  ฝั่งธนเรานี่เอง ไปถึงก็ไม่ได้เห็นคนไข้เยอะแยะแบบในหนังละคร

    ตึกอยู่ด้านหน้า พยาบาลเชิญให้นั่งในห้องเพื่อทำแบบทดสอบหลายชุด ส่วนใหญ่เป็นปรนัย ทดสอบความคิดเห็นทัศนคติต่างๆ แล้วเข้าไปให้คุณหมอสัมภาษณ์ เข้าไปดูรูปเพื่อตรวจสอบตาบอดสีและตรวจสอบสภาพจิตใจว่าเห็นเป็นรูปดีหรือรูปร้ายๆ (เคยได้ยินมาว่ามีนักเรียนทุนที่ไม่ได้ไปเรียนเพราะไม่ผ่านแบบทดสอบสุขภาพจิตด้วยนะ)

    ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะการไปเรียนหนังสือต่างประเทศอาจเครียดหรือถูกกดดันได้ง่าย จึงต้องมีความพร้อมทั้งกายและใจ

     

    9. รับเลี้ยงส่งและของขวัญ

    ผู้เขียนรับเลี้ยงส่งแทบไม่ไหว โดยเฉพาะจากพี่ๆ น้องๆ ชาว สนอ. (สำนักงานอธิการบดี) ได้กินอาหารอร่อยๆ พิเศษเกือบทุกมื้อ อ้วนไปเลย !

    และที่ต้องขอขอบคุณคือการให้ของขวัญ ทุกคนรู้ใจ ถามว่าอยากได้อะไรจะซื้อเป็นของขวัญให้ ซึ่งถูกใจมากเลย เพราะได้นำไปใช้ประโยชน์ที่อังกฤษจริงๆ เช่น หม้อหุงข้าว เสื้อผ้า นาฬิกาปลุก (ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่บูม เลยไม่ได้ใช้นาฬากาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ) ฯลฯ ขอบคุณทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ยังจำได้ว่าใครให้อะไร ซึ่งดีกว่าการได้ตุ๊กตาหรือของกระจุกกระจิกมา และก็ไม่ได้เอาไป ต้องทิ้งไว้ที่บ้านเมืองไทย

     

    10.  ตัดแว่นและทำฟัน

    ผู้เขียนไปตัดแว่นสายตาใหม่ 2 อัน เดิมผู้เขียนแค่สายตาสั้นเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ก็ได้ ยังเห็นและพอเดาได้ แต่คราวนี้ ต้องไปต่างบ้านต่างเมือง จำเป็นต้องใส่ให้สายตามองเห็นชัดเจนแล้วล่ะ 

    ส่วนเรื่องฟันก็สำคัญ ต้องไปทำฟัน อุดฟันให้หมด ซี่ไหนถอนก็ต้องถอน จะไปกลัวหมอฟันไม่ได้แล้ว เพราะทั้งเรื่องการตัดแว่นและการทำฟันที่อังกฤษแพงมากๆ ค่ะ

     

    11. จัดกระเป๋า

    การบินไทยให้น้ำหนักกระเป๋าบรรทุกได้ไม่เกิน 30 กก. (เยอะสุดแล้วสำหรับนักเรียนทุน) แค่นี้ก็เกือบเอาไปไม่ไหวแล้ว เดินทางคนเดียว ต้องหอบหิ้วเอง ไม่มีใครช่วย

    ว่าแต่ในกระเป๋าเดินทางใบเขื่อง 2 ใบ ได้เอาอะไรไปบ้างนะ ?

    ก็มี...

    - อาหารแห้ง เอาไปบ้างเล็กน้อย เผื่อไว้ในมื้อแรกๆ ที่ไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน และคิดว่าคงจะยังไม่กล้าออกไปซื้อเองด้วย! (เอาช้อนไป 1 คันด้วย)

    - ถุงเท้าเสื้อชั้นในซื้อไปเยอะหน่อย เพราะขนาด (Size) ของเราคงหายากในเมืองฝรั่ง และก็เป็นความจริง เพราะจะซื้อเสื้อผ้ารองเท้าแต่ละที ผู้เขียนต้องไปซื้อที่แผนกเด็กโต !

    - เครื่องแต่งกาย พับเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุด กะใส่ซ้ำอยู่แล้ว อากาศเย็น ไม่เปื้อน (ซกมก) ! และก็มีชุดนอน ชุดสูท และชุดไทย ! (เผื่อใส่ในงานเทศกาลวัฒนธรรมไทย)

    ถ้าเป็นเสื้อกันหนาว มีผู้แนะนำว่าไปซื้อที่โน่นดีกว่า เพราะทำจาก Wool (ขนแกะ) ใส่แล้วจะอุ่นกว่าเสื้อไหมพรมของบ้านเรา แต่สามารถซื้อเสื้อกล้ามและลองจอห์น (Themal Long Johns) จากบ้านเราได้ สำหรับใส่เป็นเสื้อตัวในและเป็นเหมือนถุงน่องหนา ทำให้ร่างกายอบอุ่น

    รองเท้าเอาไป 3 คู่ ดูเหมือนเยอะ แต่ไม่เลย ใส่รองเท่าผ้าใบไป 1 คู่ และหอบคัทชูไป 1 คู่ กับรองเท้าแตะอีก 1 คู่เท่านั้น

    - ของจำเป็น ได้แก่ ประมวลกฎหมาย ตำรา พจนานุกรม (ตั้ง 4 เล่ม อังกฤษ-อังกฤษ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ และพจนานุกรมภาษากฎหมาย) เครื่องเขียน หม้อหุงข้าว สบู่แชมพูยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ยาสามัญประจำบ้าน และของที่ระลึกแบบไทยๆ ที่เบาๆ เช่น แสตมป็ไทย พวงกุญแจ ผ้าไหมไทย ฯลฯ

    - ของอบอุ่นทางใจ มีรูปครอบครัว หนังสืออ่านเล่นภาษาไทยหนาๆ 1 เล่ม เทปคาสเสทเพลงไทยไม่กี่ตลับ (ฟ้องเลยใช่ไหมว่าเป็นคนยุคไหน! ซีดีก็มีขายแล้วนะแต่ไม่ซื้อเพราะแพงจัง) เครื่องเล่นและบันทึกเสียง Sound-About (แต่คนอังกฤษเรียก Walkman เหมือนที่เราเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาว่า Notebook แต่ชาวต่างชาติเรียก Lap Top มากกว่า) เทปเปล่าครึ่งโหล สมุดจดที่อยู่โทรศัพท์ของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) กล้องถ่ายรูปและฟิล์ม 1 โหล!!!

    ไม่หอบเครื่องคอมพิวเตอร์ไป เพราะทุนการศึกษาจะมีค่าคอมพิวเตอร์ให้ ก็จะไปซื้อที่โน่น

     

    12. ร่ำลา

    ผู้เขียนได้ตั๋วออกเดินทางตอนตี 1 ของวันที่ 31 กรกฎาคม 2540

    ในช่วงนี้ มีเหตุการณ์สำคัญของโลกเกิดขึ้น 2 เรื่อง คือ ประเทศอังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับประเทศจีน และสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" (ประการหลังกระทบกับนักเรียนทุนด้วย แล้วจะเล่าให้ฟังต่อไป)

    ครึ่งเดือนก่อนเดินทางก็เดินสายร่ำลาผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

    จำได้ว่า อ.กฤษณพงศ์ แนะนำไม่ให้เรียนอย่างเดียว ต้องเปิดหูเปิดตา ไปเที่ยว ไปดูละครเวทีด้วย (ผู้เขียนเป็นเด็กดีทำตามที่อาจารย์แนะนำ พยายามเปิดหูเปิดตาทุกอย่างที่มีโอกาส จนเหมือนว่าเรื่องเรียนกลายเป็นงานอดิเรกไปซะแล้ว!)

    อ.เกษรา (ดร.เกษรา วามะศิริ) ได้ให้เงินขวัญถุงมา และแนะนำว่าอยู่ที่โน่น ห้ามดูพระอาทิตย์ตกดินนะ ไม่งั้น น้ำตาไหลคิดถึงบ้านแน่ (เป็นอย่างนั้นจริงๆ บรรยากาศตอนเย็นจะทำให้รู้สึกเหงาจริงๆ คิดถึงบ้านมากๆ เลย)

     

    ผู้เขียนขอขอบคุณ มจธ. ที่ให้ความสำคัญกับพนักงานสายสนับสนุนในการส่งเสริมเรื่องการศึกษาเฉกเช่นเดียวกับบุคลากรสายวิชาการ ซึ่งไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร

     

    ก็ขอจบตอนแรกเพียงเท่านี้ ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องของการผจญภัยในต่างแดน (การกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งและการได้ประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่) และการกลับมาปฏิบัติงานที่ มจธ. มาเล่าให้ฟังต่อ โปรดติดตามโดยพลัน...

     

    (21 กุมภาพันธ์ 2553)

     

    เกือบแล้วค่ะ  เกือบสร้างแรงบันดาลใจได้แล้ว  อีกนิดเดียววววววววววว

    แฟนคลับรออ่านต่อด้วยใจจดจ่อค่ะ

     

    SecretaryBird 3434 days ago

    อยากมีโอกาสได้ไปมั่งจังเลยครับ หุหุ

    แต่ตอนนี้ต้องเรียน วิศวกรรมคอม ป.โท ให้ จบก่อน

    เหมือนที่ เค้าว่ากันเลย ครับ วิศวกรรม เหมือนคน เรียน มีกรรมมันยากมากก

    แต่อยากไปเรียน เมืองนอก อยากไ้ด้ประสบการณ์ใหม่ๆ และ

    ได้ Idea ใหม่ๆ จากการเรียน

    Admin#2 3428 days ago

    นับเป็นโอกาสดีที่ได้อ่านเรื่องราวของพี่ซ้วงครับ อ่านแล้วประทับใจมจธ.ด้วยครับที่ได้ให้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศ

    ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่ในปีพ.ศ.2547 เป็นปีที่พี่ซ้วงกลับมาจากต่างประเทศด้วยแหละครับ

    Suthee LI 3427 days ago

    - ขอบคุณแฟนคลับน้องฐา สัญญาว่าจะเขียนเล่าประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ฟังบ่อยๆ ค่ะ ว่าแต่ทีแรกจำไม่ได้เลยนะว่าเป็น Blog ของฐา จากรูปดูเล็กกว่าตัวจริงอ่ะ ^_^

    -น้องแชมป์ขยันเรียนให้จบโทให้ได้นะ และอย่าทิ้งภาษาอังกฤษ ในอนาคต ชีวิตจะนำพาเราไปต่างประเทศ อาจจะได้ไปเรียน หรือไปอบรมดูงาน หรือไปเที่ยว...

    -สุธีจำแม่นจริง ใช่เลย ปี 2547 เป็นปีที่พี่ซ้วงกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกเลยล่ะ (ไปเรียนเกือบ 6 ปี กลับบ้านแค่ 2 ครั้ง)

     

    **ซ้ (Suang)** 3426 days ago

    ภาษาอังกฤษ เนี่ยละตัว ยากเลยครับ ว่า ถ้าจบโท จะไปเรียนภาษาอังกฤษ กับ ภาษาจีนอย่างจริงจังละครับ

    เรียนภาษาทั้งคู่ มาตั้งนานละแต่ ไม่เคยเห็นความสำคัญ มาก่อน ตอนนี้เห็นคุณค่ามันมาก เลยครับ

    เพราะเห็นเพื่อนๆ ที่เรียนโทด้วยกันจะไม่จบเอาเพราะสอบภาษาอังกฤษไม่ผ่าน

    ส่วนเพื่อนอีกคน ได้ทุนไปเรียน ต่อเพราะมีความสามารถทางภาษา จีนที่เคยได้เรียนมา

    ส่วนผมลืมหมด ทุกภาษา - -*

    Admin#2 3425 days ago

    เข้าใจและเห็นใจค่ะ พี่ว่าเป็นเหมือนกันทุกคน

    แต่ถ้ารู้สึกสนใจ เอาใจใส่ และสนุกกับภาษา ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

    การไปอยู่ต่างประเทศ จำเป็นต้องหูตาไว และเพื่อความอยู่รอด ทำให้การเรียนรู้ภาษาเกิดขึ้นเร็วโดยอัตโนมัติค่ะ

     

    **ซ้ (Suang)** 3423 days ago

    พี่ก่งก๊งแล้ว! ตอบสุธีผิดไป

    ปี 2546 เป็นปีที่พี่กลับบ้านถาวร แต่มาแก้ไขวิทยานิพนธ์ก่อนเข้าทำงานค่ะ ตกลงปี 2547 พี่กลับมาทำงานที่ มจธ. เต็มตัวแล้วค่ะ

    **ซ้ (Suang)** 3414 days ago