Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 4 "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร!" บันทึกอิสระ ตอนที่ 2

    บันทึกอิสระ ตอนที่ 2 เหินฟ้าไปเรียนหนังสือไกล๊ไกล...

     

    ความเดิมในอนที่แล้ว ได้เล่าถึงเรื่องการได้รับทุน การเตรียมตัว (และเตรียมใจ) ของผู้เขียนก่อนที่จะไปเรียนหนังสือ...ไกล๊ไกลถึงประเทศอังกฤษ

    ถึงตอนนี้ ต้องออกเดินทางแล้ว...

     

    1. ขึ้นเครื่องบิน

    ได้ตั๋วเครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินตอนตีหนึ่งของคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2540

    พ่อแม่ญาติพี่น้องไปส่งที่สนามบินดอนเมือง (ตอนนั้นยังไม่มีสนาบบินสุวรรณภูมิ) โดยไม่มีคนจาก มจธ. เพราะผู้เขียนไม่ยอมให้มาส่งเอง มันดึกเกินไป จะไม่สะดวกกับผู้มาส่ง และก็ไม่อยากให้เห็นเรา - คนบ่อน้ำตาตื้น ชอบน้ำตาไหล!

    เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต และการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตก็ไปซะไกลเลย! ทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่างปนกัน ทั้งตื่นเต้น ดีใจ สนุก กังวล ใจหาย คิดถึง ...!+:^#@s?*%=^!...

    อยู่บนเครื่องบินเกือบ 12 ชั่วโมง บินรวดเดียว ไม่แวะจอดหรือเปลี่ยนเครื่องที่ไหนเลย กินข้าวบนเครื่อง 3 มื้อ ดูหนังบนเครื่องได้ 2 เรื่อง นอนไปหลายงีบ และหลับตาทีไรน้ำตาคลอเบ้าทุกที !!!

     

    2. ถึงประเทศอังกฤษแล้ว

    เครื่องบินของการบินไทยมาจอดที่สนามบิน Heathrow อยู่ห่างจากลอนดอนประมาณ 1 ชั่วโมงถ้าเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน

    เวลาของประเทศอังกฤษช้ากว่าที่เมืองไทย 6 ชั่วโมงในฤดูร้อน และ 7 ชั่วโมงในฤดูหนาว เป็นที่รู้กันในประเทศ เราต้องหมุนเข็มนาฬิกาให้ช้าไปอีก 1 ชั่วโมงในวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนของทุกปี และหมุนเข็มให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงตั้งแต่วันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมของทุกปี ใครที่นัดเจอกันในวันนั้น ต้องระมัดระวังให้ดี โอกาสพลาดนัดมีสูงมาก !

    ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว มานั่งรออยู่ที่สนามบินสักพัก "พี่หมู" เจ้าหน้าที่ (ผู้หญิง) จากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ (Thai Government Students' Office) มารับ (จำชื่อได้ แต่จำหน้าไม่ได้แล้ว เจอกันครั้งเดียว ด้วยฤทธิ์ของวิกฤตเศรษฐิจ "ต้มยำกุ้ง" เป็นเหตุ ทำให้สำนักงานต้องเลิกจ้างพนักงานไปหลายคน รวมถึงพี่เขาด้วย และเวลาทำงานของสำนักงาน จะติดต่อได้เฉพาะช่วงบ่ายช่วงเดียว หลวงต้องประหยัดหลายๆ อย่าง แต่ตอนหลัง เวลาทำงานก็กลับมาเป็นปกติ)   

     

    3. สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ (สนร.)

    รถขับมาถึงสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ (สนร.) หรือ Thai Government Students' Office ผู้เขียนต้องมาพักที่นี่ 2 คืน

     

     image

    ห้องสามัคคีสมาคม ในสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ

     

    มาถึงตอนเช้า ยังติดต่องานไม่ได้ ก็ไปนั่งพักที่ห้อง "สามัคคีสมาคม" ห้องนี้และตึกนี้ ทราบมาว่า "พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 6 ทรงพระมหากรุณาธิคุณจัดซื้อไว้สำหรับใช้เป็นสถานที่ให้นักเรียนไทยในประเทศอังกฤษได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน

    สำนักงานตั้งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียง Hyde Park ซึ่งกว้างใหญ่มาก ผู้อ่านคงจะเคยได้ยินคำว่า "ไฮด์ปาร์ค" ที่เกี่ยวกับการประท้วงมาแล้ว ซึ่งคำนี้มีที่มาจากที่สวนนี้นี่เอง โดยที่คนอังกฤษหากต้องการประท้วงเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะมาที่สวนนี้ ยืนบนกล่องเล็กๆ ถือป้ายประท้วง หรือยืนพูดในสิ่งที่ต้องการประท้วงให้คนที่เดินไปเดินมาในสวนได้ยินได้ฟัง

     

    image

    ตึกสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ (3 หน้าต่างที่มีธงชาติไทย)

     

    ถ้าจำไม่ผิด ตึกนี้สูงถึง 7 ชั้น  โดยชั้นใต้ดินเป็นห้องครัวและห้องอาหาร ชั้นล่างเป็นห้องสามัคคีสมาคม ชั้น 2-4 เป็นสำนักงาน ชั้นอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร และชั้น 6 เป็นห้องพักของนักเรียนไทยผู้ชาย บนชั้น 7 เป็นห้องพักของผู้หญิง เป็นห้องพักรวมขนาดเล็ก 6 เตียง 1 ห้อง ห้องพักใหญ่มี 12 เตียงอีก 1 ห้อง และห้องน้ำรวมอีกประมาณ 6 ห้อง นักเรียนไทยที่มาพักต้องจ่ายคนละ 10 ปอนด์ต่อคืนรวมอาหารเช้า

    ที่ตริงตึกนี้มีลิฟท์ด้วย แต่เก่ามาก ประตูเปิดปิดเป็นซี่เหล็กเหมือนกับประตูตึกแถวบ้านเรา ทางสำนักงานไม่ให้ใช้ จึงต้องเดินขึ้นอย่างเดียว

     

    4.  รายงานตัว

    ตอนที่มาถึง เจอ "พี่ทอง" เจ้าหน้าที่ (ผู้ชาย) ประจำสำนักงาน (นักเรียนทุนอังกฤษคงรู้จักพี่เขาทุกคน) พาไปนั่งเล่นที่ห้อง "สามัคคีสมาคม" และเปิดทีวีให้ดู

    ถึงมื้อเที่ยง ก็ขอตามพี่ๆ ที่สำนักงานไปซื้อ KFC ซื้อมานั่งกินที่ห้องสามัคคีสมาคม ปกติเป็นคนชอบกิน KFC นะ แต่มื้อนี้กินไม่หมด กินไม่ลง เพราะคิดถึงบ้านจัง... ช่วงบ่าย ขึ้นไปที่สำนักงาน ไปรายงานตัวกับ ป้า Marian เจ้าหน้าที่ของสำนักงานชาวอังกฤษ หลังจากกรอกแบบฟอร์ม นัดวันเดินทางไป Canterbury และให้คำแนะนำต่างๆ เสร็จแล้ว ป้ารู้ใจหนูมากเลย ต่อโทรศัพท์เก็บเงินปลายทางให้ได้คุยกับพ่อแม่ที่บ้านด้วย ตอนนั้นอังกฤษเป็นช่วงบ่าย บ้านเราเมืองไทยเป็นช่วงค่ำแล้ว ขอบคุณป้า Marian มากค่ะ และคืนแรกที่อังกฤษคืนนั้น นอนที่ สนร. หมอนที่นอนหนุนก็เปียกเหมือนกัน...

     

    5. เดินทางไป Canterbury

    ก่อนเดินทางไป Canterbury ผู้เขียนเจอนักเรียนไทย 2 คนที่สำนักงาน กำลังออกไปเที่ยว ก็ขอตามเขาไปด้วย ก็ไปเที่ยวหอนาฬิกา Big Ben กับพระราชวัง Buckingham Palace ช่วงที่ทหารทำพิธีสวนสนามเปลี่ยนการ์ดอยู่พอดี

    วันที่ 2 สิงหาคม 2540 พี่ทองขับรถพาไปสถานีรถไฟ Victoria ซื้อตั๋วรถไฟให้และพาไปขึ้นรถไฟ เพราะต้องเดินทางไปคนเดียว พี่ทองได้หยิบตารางเวลารถไฟมาให้เพื่อดูเวลาที่จะถึงสถานีรถไฟแต่ละสถานี ละเอียดดี และค่อนข้างตรงเวลามาก 

    ผู้เขียนสังเกตว่าสถานีรถไฟและสถานีขนส่งของอังกฤษไม่เเหมือนกับบ้านเราในแง่ที่ว่า ที่อังกฤษมีสถานีรถไฟในลอนดอนหลายแห่ง แยกเป็นสายเหนือตอนล่าง สายเหนือตอนบน สายใต้ สายตะวันออก สายตะวันตก ฯลฯ และมีสถานีขนส่งที่เป็นรถ Coach เพียงแห่งเดียวไปทุกเมือง ตั้งอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟ Victoria

    ในขณะที่บ้านเรา มีสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียว (ไม่รวมถึงสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่และสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งเป็นสถานีรถไฟเล็กๆ) ที่ไปทั้งเหนือใต้อีสาน แต่สถานีขนส่งเราแยกกัน เช่น หมอชิต 2 วิ่งไปเหนือและอีสาน แต่ถ้าจะไปภาคใต้ ก็ต้องไปขึ้นที่ขนส่งสายใต้ ถ้าจะไปตะวันออกก็ต้องไปเอกมัย

    รถไฟไปเมือง Canterbury เป็นรถไฟปกติ วิ่งไม่เร็วมาก ผ่านหลายสถานี สถานีสดท้ายจะไปถึงเมือง Dover  ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายของเกาะอังกฤษที่จะข้ามอุโมงค์ (Channel Tunnel) ไปประเทศฝรั่งเศสได้ เมื่อใกล้ถึงเวลาตามตารางรถไฟ ก็ต้องหมั่นดูป้ายสถานีว่าถัดไปจะเป็นสถานีอะไร จะได้เตรียมตัว เพราะ 1 คน 2 กระเป๋าจะค่อนข้างลำบาก

     

     6. ถึงเมือง Canterbury

    image

     แผนที่แสดงระยะทางจากลอนดอนถึง Canterbury

     

    มาถึงสถานี Canterbury East (เมืองนี้มีสถานีรถไฟ 2 แห่ง มีสถานี Canterbury West ด้วย ใกล้มหาวิทยาลัยมากกว่าด้วย แต่จำนวนรถไฟที่ผ่านสถานีนี้มีไม่กี่ขบวน) ลากกระเป๋าออกมานอกสถานี รอรถแท็กซี่เรียกไป The University of Kent at Canterbury ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว เพราะ Canterbury เป็นเมืองเล็กๆ

     

    imageimage 

     City Center ของเมือง Canterbury                                Canterbury Cathedral มองจาก UKC

     

    เมือง Canterbury เป็นเมืองหนึ่งของ Kent ซึ่งเมืองนี้เป็นที่ตั้งของ Canterbury Cathedral เป็นโบสถ์เก่าแก่อายุหลายร้อยปี และเป็นที่พำนักของ Archbishop of Canterbury คือพระสังฆราชของอังกฤษ นิกาย Church of England (แต่ผู้เขียนไม่เคยเห็นท่านซักที)

     

    image

    สเตอร์ประชาสัมพันธ์ของ Kent

     

    ประเทศอังกฤษประกอบด้วยมณฑล (County อ่านว่า เคาน์ตี้) ต่างๆ และ Kent เป็นมณฑลหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สวนของประเทศอังกฤษ" (The Garden of England)

     

     

    7. The University of Kent at Canterbury (UKC)

     imageimage

    ซ้ายมือเป็น Logo ของ UKC ในสมัยที่ผู้เขียนเรียน (1997) ขวามือเป็น Logo ปัจจุบัน 

     

     

    The University of Kent at Canterbury (UKC) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ก่อตั้งมาแล้ว 45 ปี เมื่อปี 1965 ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 นาทีถ้าไปด้วยรถเมล์ หรือเดินประมาณครึ่งชั่วโมง 

     

     

    image 

    Coat of Arms หรือ The Shield โล่สัญลักษณ์ของ UKC

     

    หาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษทุกแห่งจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปโล่ โดยที่จะออกแบบสรูปภายในโล่ให้เกี่ยวข้องกับประวัติของมหาวิทยาลัยและภูมิภาคนั้นๆ และจะมีคำขวัญ (Motto) เป็นภาษาลาตินอยู่ใต้โล่ด้วย สำหรับของ UKC ไปค้นมาแล้ว แปลว่า Whom to serve is to reign หรือแปลว่า Whose service is perfect freedom (ขอไม่แปลเป็นภาษาไทยนะ เพราะกลัวผิดน่ะ !!!)

    คงคล้ายกับสถาบันการศึกษาของไทยที่จะเลือกใช้ภาษาบาลีสันสกฤตเป็นคำขวัญประจำองค์กร เช่น โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนมัธยมศึกษาตลอด 6 ปีของผู้เขียน มีคำขวัญว่า "นัตถิ ปัญญา สมาอาภา" หมายความว่า ไม่มีแสงสว่างใดเทียบเท่าปัญญา (ขอโม้ต่อนิดหน่อยว่า ผู้เขียนเป็นนักเรียนที่เรียน ม.1-ม.6 รุ่นแรกของกระทรวงศึกษาธิการที่ยกเลิก มศ. 1-5 ไปเมื่อปี 2521...นะจะบอกให้... เอ๊ะ...ว่าแต่จะโม้ไปทำไม !!!)

     

     

    8.  หอพัก

     

    imageimage                  

    หอพัก Parkwood                                                  หอพัก Tyler Court

     

    ในช่วง 2 เดือนแรกที่เรียนภาษาอังกฤษกับโรงเรียน Hilderstone ผู้เขียนพักอยู่ที่ Willows Cout แถบ Parkwood ของ UKC โดย Parkwood ประกอบด้วยกลุ่มบ้านหลัง 5-6 กลุ่มๆ ละ 6-7 หลัง แต่ละหลังปลูกติดกัน และแต่ละกลุ่มจะมีชื่อเรียกต่างกัน บ้านแต่ละหลังเป็นบ้าน 2 ชั้น มีห้องพัก 4-5 ห้อง ห้องครัว 1 ห้อง ห้องน้ำ 3 ห้อง อยู่ท่ามกลางป่าต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่นมาก

    แต่เมื่อได้เข้าเรียนที่ Kent Law School ที่ Eliot College ของ UKC ก็ย้ายหอพักไปที่ Tyler Court เป็นหอพักภายในของมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้คณะที่เรียนมากกว่า ราคาแพงกว่าที่ Parkwood ด้วย

    Tyler Court มี 4 ชั้น มีลิฟท์ด้วย แต่ละชั้นแบ่งเป็นโซน มี 4 โซนๆ ละ 12 ห้อง แต่ละห้องมีขนาดเล็กและแคบแต่มีห้องน้ำในตัว คั่นแต่ละโซนด้วยประตูกลาง และแต่ละโซนจะใช้ห้องครัวร่วมกัน 1 ห้อง โดยห้องของผู้เขียนอยู่ที่ชั้น 2 หมายเลข 248 เป็นห้องสุดท้ายของโซนที่ 3 อยู่ติดห้องครัว!

    นักเรียนไทยเกือบ 90% (จากจำนวนทั้งหมดไม่เกิน 25 คนที่เรียนที่ UKC) ชอบอยู่ที่หอพักนี้เพราะสะดวก ยอมจ่ายแพง พวกเรานักเรียนไทยเลยเรียกหอพักนี้เหมารวมว่า "Thailand Court"!!! 

     

    9.  เรียนภาษาอังกฤษ

    วันแรกของการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ UKC ได้เรียนในห้องที่ Chris สอน เป็นอาจารย์จากโรงเรียน Hilderstone อายุใกล้เกษียณ น่ารักมากๆ จนถึงวันนี้ ก็ยังติดต่อกันอยู่เลย

    การเรียกชื่อครูบาอาจารย์ฝรั่ง เขาให้เรียกชื่อเลย ทีแรก กระดากปากมาก ไม่กล้าเรียกชื่อโดดๆ จะเรียก Teacher ก็ไม่ได้ คำนี้เขาไม่ใช้เรียกกัน ขนาดอาจารย์ที่ปรึกษาตอนปริญญาโทของผู้เขียนชื่อ Ms.Robin Mackenzie ผู้เขียนก็ต้องเรียก Robin หรือ Ms.Mackenzie เหมือนกัน

    สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนตอนปริญญาเอก มีตำแหน่ง Professor ชื่อ Prof. John Norman Adams ผู้เขียนสามารถเรียกแต่ชื่อตำแหน่งว่า Professor ได้เต็มที่ หรือจะเรียกชื่อ John ก็ได้ แต่จะเรียกว่า Professor John ไม่ได้ ที่ถูกต้องจะต้องเรียก Professor Adams โดยเรียกตำแหน่ง+นามสกุล เท่านั้น ถึงจะถูก

     

    10. กิจกรรมช่วงเรียนภาษาอังกฤษ

    างโรงเรียนได้จัดเจ้าหน้าที่ผู้หญิง 1 คน ชื่อ Marie คอยดูแลนักเรียนใหม่เป็นพิเศษ วันแรกๆ พาทัวร์เดินแนะนำอาคารต่างๆ ของ UKC พาไปเปิดบัญชีธนาคารที่ Barclays เพราะตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย (ผู้อ่านที่ชอบดูฟุตบอล Premier League ของอังกฤษคงจะคุ้นชื่อนี้ เพราะเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งบอล) และพาขึ้นรถเมล์ พาไปในเมือง แนะนำสถานที่ซื้อของ สถานีรถไฟ ที่จอดรถเมล์ รถทัวร์ โรงหนัง ฯลฯ

    นอกจากนี้ ในทุกวันเสาร์ ก็จะพาทัวร์ไปเที่ยวใกล้ๆ แถวๆ Kent และ London ด้วย การไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ เรียกว่า Excursion ทำให้นักเรียนรู้จัก Kent และ London เพิ่มมากขึ้น

     

    11. ปาร์ตี้สวนหลังบ้าน

    นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยกันมีกันหลายคน อยู่บ้าน Willows Court ติดกัน และช่วงกรกฎาคม - กันยายนของประเทศอังกฤษเป็นหน้าร้อน กว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็เกือบสี่ทุ่ม (ถ้าหน้าหนาว หมุนนาฬิกาเร็วขึ้นด้วย ยิ่งมืดเร็ว ตอนบ่ายสองกว่าๆ ก็มืดแล้ว) มีหลายเชื้อชาติ มาจากประเทศในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และเอเชีย

    พวกเราจัดปาร์ตี้สวนหลังบ้านกัน มื้อเย็น ต่างคนต่างยกโต๊ะเก้าอี้จากในครัวไปตั้งไว้ที่สวนหลังบ้าน ที่หอพักก็มีเครื่องครัวอยู่พร้อม ก็ทำกับข้าวกินด้วยกัน ผู้เขียนจำได้ว่าทำ "ต้มข่าไก่" และ "ลาบไก่" อร่อยมากเลย ขอยกความดีให้กับ "โลโบ้" ยี่ห้อเครื่องแกงและเครื่องปรุงสำเร็จรูป !

     

    12. สอบ IELTS อีกครั้ง and I got it !!!

    เรียนภาษาอังกฤษได้ 2 เดือน ก็ถึงเวลาสมัครสอบ IELTS โดยโรงเรียน Hilderstone เป็นหน่วยจัดสอบเอง

    ผู้เขียนจำได้ว่าทำข้อสอบในส่วนของ Reading ไม่ค่อยดี แต่ Listerning และ Writing พอได้ จากนั้น ไปเข้าห้อง Speaking เจออาจารย์โรงเรียน Hilderstone ที่สอนอีกห้องหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์ อย่างที่เคยบอก นอกจากจะต้องถามตอบตามตัวอย่างสถานการณ์ที่กำหนดเป็น Role Play แล้ว ก็มีการถามคำถามทั่วไปด้วย ตรงนี้ล่ะที่พอจะดึงคะแนนให้สูงขึ้นได้

    แล้ววันประกาศผลสอบก็มาถึง Chris มาที่ห้องคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนกำลังพิมพ์รายงานอยู่ และบอกว่า "Suang, you got it!" ได้ยินแค่นี้ ผู้เขียนรู้เลยว่าหมายถึงอะไร กระโดดกอด Chris เลย... เพราะ Chirs รู้ว่าผู้เขียนจะต้องได้คะแนน IELTS 6 ขึ้นไป ถึงจะเรียนปริญญาโทได้ ก็ช่วยลุ้นกับผู้เขียนมาโดยตลอด มาเห็นคะแนน ก็เป็นจริงอย่างที่คิด คะแนน Speaking ได้ถึง 7.5 เลยดึงให้คะแนนรวมสูงขึ้นมาก

    มีหนุ่มๆ ไทยเคยกระแนะกระแหนว่า ทีพวกฝรั่งนะ สาวไทยยอมให้เขาหอม ยอมให้เขากอด แต่คนไทยด้วยกันเอง ไม่ยอมให้แตะเลย ...

    อ้าว ! ก็วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างนั้นนี่นา แต่ตอนที่อยู่อังกฤษใหม่ๆ ถูกหอมหรือโดนกอดจากเพื่อนหรืออาจารย์ ก็จั๊กจี้เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้คิดอะไรหรอก เพระเป็นการทักทายอย่างหนึ่ง โดยมาก ถ้าไม่สนิทด้วย คนอังกฤษเขาก็แค่จับมือ Shake hands เท่านั้น โชคดีที่อังกฤษไม่เหมือนฝรั่งเศสหรืออิตาลี ประเทศเหล่านี้ชอบที่จะหอมกันเยอะกว่า และโชคดีที่ไม่เหมือนแอฟริกาบางประเทศที่ทักทายโดย "แลบลิ้น" ให้กัน !!!

     

     

    กำลังจะเข้าเรื่องการเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกแล้ว จะขอยกยอดเล่าให้ฟังในตอนที่ 3 นะคะว่าการกลับไปมีชีวิตเป็นนักเรียนอีกครั้งมันสนุกและยากยังไง โปรดติดตามโดยพลัน...

     

    รูปภาพต่างๆ ใน Blog นี้ ผู้เขียนดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ของ Google, สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศอังกฤษ, Kent, Canterbury, และ University of Kent at Canterbury

     

    ขอขอบคุณ "มจธ" เป็นอย่างสูงที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรสายสนับสนุนได้มีโอกาสไปพัฒนาตนเองด้วยการให้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศเหมือนๆ กับสายวิชาการ ซึ่ง "มจธ" เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร!!!

     

    (6 มีนาคม 2553)

     

     

    ขอสมัครเป็น แฟนคลับพี่ซ้วงอีกคนด้วยนะครับ หุหุ

    มีบทความ ที่ดีๆ มานำเสนอตลอดเลยครับ

    ตั้งความหวังไว้ว่า วันนึงผมจะต้องไปให้ได้ ไม่ว่าจะไปเรียน หรือ ไปเที่ยว

    "The right decision creates my future."

    Admin#2 3514 days ago

    รอดได้เพราะโลโบ้เลยนะคะเนี่ย

    chantima.pat 3513 days ago

    ดีจังคะพี่ซ้วง  เขียนต่อเรื่อยๆ นะคะ  แชร์นิดนึงคะสำหรับรูปที่จะใช้จากเว็บอื่น  พี่ซ้วงคลิกขวาที่รูปในเว็บนั้นๆ แล้วเลือก properties  จะเห็นมี url ของรูป  แล้วพี่ซ้วง copy มา  แล้วเลือกปุ่มเล็กๆ ด้านบน insert/edit image ทีเ่ป็นรูปต้นไม้คะ  แล้วเอา url ที่ลอกไว้แปะลงไปที่ image url ได้เลยค่า    รูปก็จะมาโชว์ที่นี่คะ :)

    [P][L][E] 3512 days ago

    ทำไมผมไม่เห็นรูปสักกะรูปเลยครับ นั่งจินตนาการอย่างเดียวเลย

     

    kraisila.kan 3512 days ago

    ขอบคุณ พี่เปิ้ลครับ สงสัยผมจะหา Guru เว็บ KM ตัวจริง เจอก็ วันนี้ล่ะครับ

    Admin#2 3512 days ago

    น้องโอต้องจิ้มที่ "image" คะ

    [P][L][E] 3512 days ago

    ขอบคุณพี่ซ้วงที่มาเล่าประวัติการไปเรียนต่อครับ

    ส่วนรูปภาพนั้น ผมก็ไม่เห็นครับ
    ผมคลิกที่ image แล้วก็ไม่เห็นรูปครับ
    ขึ้นข้อความว่า
    Sorry; this file is not available at the moment.

    Suthee LI 3512 days ago

    แก้ไขให้แล้วนะครับ เป็นปัญหาตรง ค่าเริ่มต้นในการ การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงรูปภาพเป็น Private

    ส่งผลให้เมื่อ มีการอับโหลดแล้ว ผู้ใช้งานจะเห็นแค่คนเดียวครับ ตอนนี้ทำการปรับแก้ใ้ห้แล้วนะครับ

    Admin#2 3512 days ago

    โอ๊ะ...โอ เกิดอะไรขึ้น! อ๋อ...ทราบแล้วเปลี่ยน

    ขอบคุณแฟนคลับน้องแชมป์ "แร้งรัก รักแล้ง" ด้วยค่ะที่แก้ไขให้

    และขอบคุณ "แอบเป็นแฟนคลับ" ของพี่ซ้วงทุกคนด้วยที่คอยติดตาม ส่ง "เม้นท์" และแนะนำ ทำให้สดชื่นๆ

    (น้องอ้อมลองทำกับข้าวด้วย "โลโบ้" ดูนะคะ ปรุงเพิ่มอีกเล็กน้อยก็ทำอร่อยได้ทุกคน!)

     

    **ซ้ (Suang)** 3512 days ago