Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 5 "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร!" บันทึกอิสระ ตอนที่ 3

    บันทึกอิสระ ตอนที่ 3 ไปเป็นนักเรียนๆ หนังสืออีกครั้ง

     

    ตอนที่แล้ว ได้เล่าให้ฟังว่าได้คะแนน IELTS ตามที่ต้องการแล้ว ผู้เขียนก็นำผลคะแนนไปยื่นที่ International Office ของ Kent Law School ซึ่งเอกสารอื่นๆ ก็มีครบแล้ว ได้เป็นนักศึกษาปริญญาโทของ Kent Law School, University of Kent at Canterbury (UKC) เต็มตัวแล้ว รอเปิดเทอมอย่างเดียว

     

    1.  ย้ายหอ

    หมดปัญหาและความกังวลจากเรื่องคะแนนภาษาอังกฤษแล้ว ก็มาเจอปัญหาเรื่องที่พักอีก

    ระหว่างรอเปิดเทอม มีเวลาอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ต้องย้ายออกจาก Willows Court ที่ Parkwood แต่ก็ขอเช่าเป็นวันต่อวันในระหว่างที่หาที่อยู่ใหม่ และได้ทำเรื่องขอจองหอพักของ UKC ด้วย และออกไปหาห้องเช่าตามบ้านในเมืองด้วย เดินหาบ้านจนรู้ทางทะลุปรุโปร่ง

    ผลปรากฏว่าหอของ UKC เต็ม แต่ก็ได้เล็งห้องพักของบ้านหลังหนึ่ง อยู่กับเจ้าของบ้าน ไม่ไกลจาก UKC มากนัก เกือบจะเซ็นสัญญาเช่าแล้ว

    เหมือนโชคช่วย !!! น้องคนไทยคนหนึ่งที่ได้สิทธิอยู่หอพัก Tyler Court ซึ่งเป็นหอของมหาวิทยาลัยที่มีห้องน้ำในตัว ราคาสูงกว่าหออื่นๆ กลับอยากจะออกไปข้างนอกไปเช่าบ้านทั้งหลังอยู่กับเพื่อน ก็เลยมาถามว่าผู้เขียนว่าสนใจอยู่หอนี้หรือไม่ ถามอย่างนี้ก็เสร็จผู้เขียนน่ะสิ อยากอยู่มากๆ เพราะสะดวก และไม่ต้องเดินไกล

    ในที่สุด ก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในหอนี้ แต่ชื่อเจ้าของห้องยังเป็นของน้องคนนั้นอยู่ โดยจ่ายค่าหอผ่านน้องให้ไปจ่ายต่อที่งานการเงินของหอพัก ผ่านไปไม่กี่เดือน ก็ทำเรื่องขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของห้องเป็นชื่อของผู้เขียนได้ ไม่ต้องไปรบกวนน้องให้ไปจ่ายค่าหอแทนอีกแล้ว (กฎของหอพักไม่อนุญาตให้เปลี่ยนคนอยู่หอในเดือนแรกๆ  เว้นแต่ผ่านไประยะเวลาหนึ่งและมีเหตุผลสมควร)

     

    2.  แนะนำ UKC แง่มุมอื่น

    UKC ตั้งอยู่บนเนินเขา สวยงามมาก เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐก่อตั้งเมื่อปี 1965 ที่ทุกหน่วยงานอยู่รวมกันในที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียว มีไม่กี่คณะ แต่ละคณะจะไปอยู่ตามตึกต่างๆ ที่เรียกว่า College ซึ่ง Kent Law School อยู่ที่ Eliot College (ตั้งชื่อตึกตามนามสกุลของนักประพันธ์ T.S.Eliot)

    ส่วนตึกอื่นๆ ก็มีชื่อตึกที่ตั้งตามนามสกุลของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงต่างๆ ได้แก่ Rutherford College ตั้งขื่อตามนามสกุลของนักฟิสิกส์ Darwin College ตั้งชื่อตามนักชีววิทยา Keynes College ตั้งชื่อตามนักเศรษฐศาสตร์ และที่ก่อตั้งล่าสุดหลังจากที่ผู้เขียนเรียนจบมาแล้วคือ Woolf College เป็นนามสกุลของนักเขียนท่านหนึ่ง

    ส่วนชื่อของห้องสมุด Templeman Library เป็นนามสกุลของ Vice Chancellor คนแรกของ UKC

    นอกจากนี้ ภายในมหาวิทยาลัยยังมีสนามกีฬาในร่ม Sport Hall โรงละครและโรงหนัง Gulbakien Theatre โรงอาหารตาม College ต่างๆ และมี Pub เป็นเหมือนสโมสรของอาจารย์นักศึกษาด้วย กลางวันขายอาหาร ตอนเย็นขายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอลทุกชนิดด้วย!!!

    ในหน้าร้อนของอังกฤษ ประมาณ กรกฎาคม - กันยายน จะมีคู่บ่าวสาวมาจัดงานแต่งงานกลางวันที่ UKC ด้วย เป็นงานเลี้ยงเรียบง่ายแบบค็อกเทล บนพื้นที่เนินเขาของมหาวิทยาลัยที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งสีเขียวขจีกว้างไกล โดยเฉพาะตรงข้ามหอ Tyler Court เพียงแค่ผู้เขียนเปิดหน้าต่างห้องออกไป ก็ได้เห็นบรรยากาศแสนชื่นมื่นและช่างโมแรงติก เอ๊ย...โรแมนติกแล้ว

    ส่วนที่ Parkwood หอพักเก่าท่ามกลางสวนป่า ช่วงหน้าร้อนปิดเทอมนักศึกษาก็จะย้ายออกกันหมด มหาวิทยาลัยก็ให้คนภายนอกเช่า ซึ่งก็ได้เห็นชาวยิว (ที่รู้เพราะผู้ชายชาวยิวจะไว้หนวดเครา สวมหมวกดำทรงสูง ใส่ชุดสูทสีดำยาว) มีเด็กและผู้หญิงด้วย จำนวนมากหลายสิบคนมาเช่าเกือบทุก Court ของ Parkwood เพื่อประกอบกิจทางศาสนาของชาวยิวด้วย (เหมือนที่เคยเห็นในโทรทัศน์ที่เขาจะสวดมนต์และโยกตัวไปด้านหน้าและหลังตลอดเวลาที่สวดมนต์)

     

    3. หลักสูตรที่เรียน

    ผู้เขียนเลือกเรียนหลักสูตร International Commercial Law เป็น Taught course ซึ่งไม่ได้ตรงตามที่ทุนกระทรวงวิทย์ให้เรียนซะทีเดียว เนื่องจากในระดับปริญญาโท ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในอังกฤษเปิดหลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ ซึ่งหลักสูตรที่ผู้เขียนลงเรียนนั้นถือว่าใกล้เคียงที่สุดแล้ว

    หลักสูตรนี้จะมีวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ลงทะเบียนเรียนเทอมละ 1 วิชา Ms.Mackenzie เป็นอาจารย์สอนวิชานี้ทั้ง 2 เทอม และเป็นอาจารยที่ปรึกษาดูแลวิทยานิพนธ์ให้ด้วย (มาดูเว็บตอนนี้ Ms.Mackenzie ได้เป็น Dr.Robin Mackenzie และเปลี่ยนไปสอนกฎหมายวิชาอื่นแทนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว)

    วิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและได้ลงทะเบียนเรียนก็มีประโยชน์เกี่ยวข้องเหมือนกัน เช่น กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology Law กฎหมายการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ Intermational Business Transaction และกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ International Business Arbitration ฯลฯ

     

    4. เปิดเทอมวันแรก

    เปิดเทอมวันแรก (ประมาณต้นเดือนตุลาคม ปี 2540) ผู้เขียนไปถึงคณะแต่เช้า ชั่วโมงแรกเป็นการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่รวมทุกหลักสูตรของ Kent Law School โดยแนะนำเนื้อหาของแต่ละวิชาให้นักศึกษาได้รับทราบในเบื้องต้นโดยอาจารย์เจ้าของวิชาซึ่งมากันครบทุกวิชาเลย

    ในห้องมีนักศึกษาใหม่ประมาณ 30 กว่าคน เป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนมาก เท่าที่รู้ นักเรียนอังกฤษมักจะเป็น Part time students เพราะต้องหารายได้ไปด้วย เรียนไปด้วย

    หลักสูตรที่ผู้เขียนเรียนไม่มีคนไทยซะคนเดียว แต่มีน้องคนไทย 1 คนเรียนกฎหมายสิ่งแวดล้อม นอกนั้นคนไทยเกือบ 80% เรียน MBA ซึ่งเพิ่งจบปริญญาตรีซะส่วนใหญ่และมาเรียนด้วยทุนพ่อแม่

     

    5.  เปลี่ยนจากอุปกรณ์การเรียนมาเป็นสิ่งสร้างความหรรษา

    จากบันทึกอิสระ ตอนที่ 1 ได้เล่าให้ผู้อ่านฟังว่ามีอะไรใส่ในกระเป๋าเดินทางบ้าง ซึ่งก็มี Sound-About และเทปคาสเซทเปล่ารวมอยู่ด้วย เพราะตั้งใจจะใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเรียน กะจะใช้อัดเสียงอาจารย์ที่บรรยายในแต่ละวิชาเพื่อจะได้ฟังซ้ำหากฟังไม่รู้เรื่องหรือฟังไม่ทัน

    เพราะความขี้เกียจและไม่มีเวลาฟังซ้ำ สู้ตั้งใจเรียนในชั้นเรียนจะดีกว่า หรือไม่ก็ไปถามเพื่อนนอกห้องเรียนจะได้เป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ก็เลยเปลี่ยนใจในที่สุด ไม่เอาแล้ว

    ผู้เขียนนำเทปเปล่าไปอัดเพลงไทยแทน!!!  เพื่อผ่อนคลาย สร้างความหรรษาบันเทิงเริงใจ แก้เหงาได้ (แต่บางครั้งก็ยิ่งกลับทำให้คิดถึงบ้านมากขึ้น) เทปเพลงไทยอัลบั้มออกใหม่เหล่านี้ยืมมาจากน้องคนไทยที่พ่อแม่ของน้องๆ คนไทยส่งมาให้พร้อมกับข้าวปลาอาหารเป็นประจำ

    อุปกรณ์ในการอัดเพลงนั้นมีที่มาค่ะ... ช่วงที่เรียนภาษาอังกฤษ น้องๆ คนไทยพาไปหารุ่นพี่คนไทยคนหนึ่ง เรียนจบแล้ว กำลังจะเก็บของกลับบ้าน ให้ไปดูข้าวของว่ามีอะไรที่อยากซื้อ ผู้เขียนเล็งวิทยุเครื่องใหญ่เลย มีช่องเล่นคาสเซ็ท 2 ช่อง ซื้อไปเพื่อฟังวิทยุและอัดเพลง! พี่เขายังได้ให้ของแถมมามากมาย!!! ทั้งเครื่องเขียน แฟ้มใส่เอกสาร และ "ตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์สีน้ำตาล" ตัวใหญ่มานอนกอดฟรีๆ ด้วย...

    สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้เขียนได้ฝากน้องคนไทยไปซื้อ โดยกำหนดราคาให้ ไม่เรื่องมากเรื่องสเป็คท์ และไม่เลือกว่ายี่ห้ออะไร ก็ได้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็น PC Made in Taiwan เครื่องใหม่เอี่ยมมา 1 เครื่อง

    แต่เดิมนั้น นักเรียนทุนจะได้รับค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันแรกที่มาถึงอังกฤษนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายรายเดือนตามปกติ แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" อย่างที่บอก นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายรายเดือน (ที่เป็นค่ากินอยู่) จะลดไปจาก 730 ปอนด์เหลือเพียงหกร้อยกว่าปอนด์แล้ว ค่าซื้อคอมพิวเตอร์และค่าซื้อหนังสือก็ถูกตัดไป ไม่ได้รับด้วย ผู้เขียนจึงต้องเจียดจากค่าใช้จ่ายรายเดือนมาซื้อแทน แต่ตอนหลัง เกือบครึ่งปีมั้ง หลวงก็กลับมาจ่ายให้เต็ม ทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าซื้อคอมพิวเตอร์ และค่าหนังสือ

     

    6. เรียนในชั้นเรียนและในหอพัก

    มีคำถามว่า เขาเรียนปริญญาโทกันยังไง เหมือนที่เมืองไทยไหม?

    คำตอบคือ ไม่รู้ !!! ก็เพราะผู้เขียนไม่เคยเรียนปริญญาโทเมืองไทยเลยไม่รู้ว่าที่เมืองไทยเขาเรียนกันยังไง

    ที่ Kent Law School ผู้เขียนเข้าคณะ 3 ครั้งต่ออาทิตย์เพื่อไปเรียน 3 วิชา เวลาที่เหลือ คือ การไปค้นคว้าหาข้อมูลทำการบ้านและรายงาน (Essay) ของทั้ง 3 วิชานั้น เนื่องจาก UKC เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก จึงมีหอสมุดกลางเพียงแห่งเดียว หนังสือทุกศาสตร์ทุกคณะรวมอยู่ที่ Templeman Library

    นักศึกษาที่เข้าชั้นเรียนจะแต่งตัวอะไรก็ได้ หน้าร้อนก็ใส่น้อยชิ้นหน่อย หน้าหนาวก็พะรุงพะรังกับเสื้อหนาวหลายชั้นมากหน่อย จะกดชากาแฟที่ซื้อจากเครื่องหรือจากร้านมานั่งกินในห้องเรียนก็ได้ อาจารย์ไม่ว่า

    คณะจัดห้องพัก (Common Room) ให้กับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทุกคนนั่งทำงานในคณะเป็นการเฉพาะด้วย โดยใช้รหัสที่คณะให้ทุกคนเปิดห้องเข้าไป แต่ผู้เขียนไม่ค่อยไปนั่ง นอกจากไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดแล้ว ก็จะกลับไปหอพักนั่งทำงานเลย

    ที่ชอบทำงานที่หอเพราะสงบดี ในห้องมีอินเทอร์เน็ตใช้ด้วย (จ่ายเองเป็นรายเทอม) สามารถกางหนังสือเต็มโต๊ะเต็มเตียงรอบตัว แถมยังแต่งตัวยังไงก็ได้ ทำไปกินขนมกินข้าวไปก็ได้ และเปิดเพลงฟังคลอตาม ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้ แค่นี้ก็สามารถทำงานได้ตลอดวันตลอดคืนแล้วล่ะค่ะ

    ปกติ  ผู้เขียนเป็นคนชอบทำงานกลางคืนอยู่แล้ว แต่ตื่นสายเป็นประจำ ยิ่งช่วงหน้าหนาวไม่ต้องพูดถึง อยากนอนอยู่แต่ใต้ผ้าห่มเท่านั้น และก็คิดว่าการเป็นนักศึกษาปริญญาโท เป็นผู้ใหญ่แล้ว คงโดดเรียนได้ ไม่น่าเป็นไรน่ะ

    ที่ไหนได้ ในวันหนึ่ง อาจารย์ผู้หญิงท่านหนึ่งชื่อ Dr.Indira Carr เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย สอนวิชา IT Law ในชั่วโมงเช้า ถามผู้เขียนว่าเป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมไม่ได้มาเรียนหลายครั้งแล้ว

    อึ้งไปเลยค่ะ อึ้งด้วยความรู้สึกผิด ไม่กล้าบอกไปว่า "อาจารย์ขา ที่หนูไม่ได้มาเรียน ไม่ได้เจ็บป่วยหรอกค่ะ แต่หนูขี้เกียจตื่นน่ะ" ก็ได้แต่ขอโทษอาจารย์ และคิดในใจว่า คราวหน้าหนูจะมาเรียนสม่ำเสมอ จะไม่ทำให้อาจารย์เป็นห่วงอีกแล้วค่ะ (เข้าใจว่าที่อาจารย์เป็นห่วงเนื่องจากเราเป็นนักศึกษาต่างชาติ อยู่ไกลบ้าน และอาจารย์ก็มีเชื้อสายคนเอเชียด้วย จึงห่วงนักศึกษาเป็นพิเศษ!)

    มี 1 วันของสัปดาห์ มหาวิทยาลัยเปิดสอนภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาต่างชาติในตอนเย็นด้วย ผู้เขียนก็เฮละโลรีบไปลงทะเบียนเรียน (ฟรี) กะเขาด้วยเหมือนกัน ต้องรีบเพราะรับจำนวนจำกัด ใครๆ ก็ชอบ ได้ความรู้ด้วย ไม่เสียตังค์ด้วย !!!

     

    7.  Thai Night

    พอเรียนได้สักพัก มหาวิทยาลัยก็จัดกิจกรรม International Night ขึ้น ซึ่งพวกเรานักเรียนไทยเกือบ 30 ชีวิตก็คิดว่าจะเข้าร่วมกิจกรรม เป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยจะจัดบูธเป็น Thai Night ในงานนี้ด้วย

    ไม่มีอะไรมาก ก็เป็นงานขายอาหารประจำชาติ และ/หรือจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำชาติบนเวที ในห้องประชุมขนาดใหญ่ภายในมหาวิทยาลัย จัดตอนเย็น โดยน้องกลุ่มหนึ่งทำอาหารและขายอาหาร ต้องแต่งตัวชุดไทยๆ ด้วย อีกกลุ่มหนึ่งซ้อมการแสดงเป็นเซิ้งกระติ๊บ (ผู้เขียนเป็นเหรัญญิก อยู่เบื้องหลังไม่ต้องแต่งตัวชุดไทย)

    เราทำอาหารคาว 2-3 อย่าง และอาหารหวาน 1 อย่าง คือ ไอศกรีมรสมะม่วง ก็ขำเหมือนกันว่าเป็นไอติมไทยตั้งแต่เมื่อไร! ไม่เคยได้กินที่บ้านเราเลย...

    ไอติมรสมะม่วงทำไม่ยากค่ะ แค่เพียงนำไอติมรสวานิลลามาผสมกับน้ำมะม่วงพร้อมดื่มที่ขายเป็นกล่องๆ แบบทิปโก้ คนให้เข้ากัน ไอติมจะละลายไปบ้าง จากนั้นเอาไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็นอีกครั้ง แค่นี้ก็ได้ไอติมรสมะม่วงสุดแสนอร่อยหอมหวานแล้ว

    ทุกอย่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อาหารไทยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมของชาวต่างประเทศทุกประเทศอยู่แล้ว และเราขายจานเล็กราคาถูกเพื่อให้ชิมได้หลายอย่าง อาหารทุกอย่างจึงขายหมดก่อนเพื่อน

    พอขายหมดแล้ว พวกเราก็มีเวลาว่างเดินเล่นไปบูธของประเทศอื่นบ้าง ก็ไปอุดหนุนซื้ออาหารของประเทศอื่นมาลองชิมด้วย มีทั้งอร่อยถูกปากและไม่ถูกปากปะปนกันไป...

    คืนนี้นอนพุงกางอีกคืน !!!

     

    8.  ชีวิตความเป็นอยู่

    เนื่องจากน้องๆ คนไทย (สังเกตไหมว่าผู้เขียนจะเรียกแต่ "น้องๆ คนไทย" เป็นเพราะผู้เขียนเกือบเป็นคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่มคนไทยน่ะสิ!) รู้ว่าผู้เขียนอยู่หอตลอดทั้งวันทั้งคืน (หากไม่ใจแตกหนีไปเที่ยวไหนซะก่อน) น้องๆ ทั้งชายหญิงจึงมักจะเคาะห้องเข้ามาคุยด้วยเป็นประจำ ก็ไม่ว่ากัน ถือว่าพักสายตาจากคอมพิวเตอร์

    น้องๆ เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีกันมา ประสบการณ์การทำงานหรือประสบการณ์ชีวิตยังไม่มากพอ เหงาเก่ง ก็จะมานั่งคุยหรือขอคำปรึกษา เข้ามากันทีละคนบ้าง หลายคนบ้าง นั่งล้อมวงกันที่พื้นห้องข้างเตียงข้างโต๊ะเลย (เพราะห้องแคบมากๆ) ส่วนใหญ่ไม่ได้คุยเรื่องเรียนหรอก แต่จะคุยกันเรื่องของ "คน" หรือที่เรียกว่า "นินทา" นั่นเอง !!!

    ถือว่าให้น้องๆ ได้ระบายและผ่อนคลาย ในหลายๆ ครั้ง ทำให้ผู้เขียนต้องเป็น "ศิราณี" จำเป็น คอยฟังคำบอกเล่าเรื่องของ "หัวใจ" ตั้งแต่หัวค่ำไปจนเกือบรุ่งเช้า ผู้เขียนจึงเป็นคนที่กำความลับของน้องๆ เยอะมากเลย... 

    พูดถึงเรื่องการอยู่หอพักนี้ สะดวกจริงๆ เครื่องนอน จำพวกผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และหมอน ผู้เขียนก็เช่าเอากับมหาวิทยาลัย จ่ายเป็นเทอม เป็นลายเดียวกับผ้าม่านเลย !

    ในเรื่องของการทำความสะอาดก็เหมือนกัน จะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้อาทิตย์ละครั้ง ทุกเช้าวันจันทร์ (ทำความสะอาดห้องครัวให้ด้วย) ดังนั้น ทุกเช้าวันจันทร์ ปกติ ผู้เขียนไม่มีชั่วโมงเรียนเลย แต่ก็ต้องตื่นเช้าเพื่อให้แม่บ้านเข้าห้องไปทำความสะอาด

    ก็จะถือโอกาสเป็นเวลาซักผ้าประจำสัปดาห์ (ซักอาทิตย์ละครั้ง!) ผู้เขียนจะหอบผ้าลงไปซักที่ห้องซักผ้าชั้นใต้ดิน และก็นั่งอ่านหนังสือที่ห้องซักผ้าเลย เครื่องว่าง ไม่มีคิว เพราะคนซักผ้าในวันเสาร์-อาทิตย์ซะเยอะ รอจนอบผ้าเสร็จ ไม่อบจนแห้งเพราะเปลืองตังค์ พอหมาดๆ ก็พอแล้วเอาไปแขวนตากที่ห้องต่อ เสื้อก็ไม่ยับด้วย พอดีกับเวลาที่แม่บ้านทำความสะอาดเสร็จ (เกือบ 6 ปีที่อยู่อังกฤษ ผู้เขียนรีดผ้าแทบนับครั้งได้ เสื้อผ้าไม่ค่อยยับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องอบผ้าคุณภาพดีมั่กๆ หรือเป็นเหตุผลของคนขี้เกียจ ^_^)

    การอยู่หอพักย่อมมีกฎกติกาที่ต้องปฏิบัติ เรื่องหนึ่งที่ต้องทำ ถูกบังคับให้ทำ ถ้าไม่ทำจะถูกปรับ คือ การซ้อมหนีไฟ ปกติ พอพักจะแจ้งให้นักศึกษาทราบล่วงหน้าว่าจะซักซ้อมหนีไฟวันไหน กรณีที่เกิดไฟไหม้หอพัก นักศึกษาที่อยู่โซนไหนปีกไหนของหอพักเมื่อได้ยินเสียงหวอไซเรน จะได้รู้ว่าต้องวิ่งออกทางหนีไฟของโซนที่กำหนด จะได้ไม่ชุนละมุนวุ่นวาย

    มีอยู่คืนหนึ่ง เกือบเที่ยงคืน เสียงหวอที่หอพักดังขึ้นแสบแก้วหูมาก เกือบทุกคนในชุดนอนต้องวิ่งหนีลงจากตึกกันโกลาหล ทุกคนสงสัยกันว่าไม่มีการซ้อมหนีไฟกันนี่นา คงเกิดไฟไหม้ที่หอขึ้นจริงๆ ประมาณห้านาทีรถดับเพลิงมาถึง และประมาณเกือบชั่วโมงก็ปล่อยให้นักศึกษากลับห้องได้

    มารู้อีกทีตอนรุ่งเช้าว่า มีฝรั่งผู้หญิงคนหนึ่งรอกวนขี้ผึ้ง (Wax) บนเตาในครัว เข้าไปที่ห้องตัวเองจนลืม ขี้ผึ้งแห้งคาหม้อ เกิดควันเยอะแยะจนเกือบไฟไหม้!!! เฮ่อ...ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะการกวน Wax ถอนขนเนี่ยนะ... แล้วหญิงสาวคนนี้ก็ต้องถูกปรับฐานเป็นต้นเหตุให้เกิดไซเรน...

     

    9.  อาหารการกิน

    ผู้เขียนชอบที่จะไปซื้อกับข้าวในวันธรรมดา จะไปอาทิตย์ละครั้ง ขี้เกียจไปบ่อย เพราะมหาวิทยาลัยอยู่บนเนินเขาและไกลจากตัวเมือง ด้วยความที่อยากประหยัดและออกกำลังกาย ก็เดินลงเขาเข้าไปในเมือง ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางด้วย ถ้าเป็นหน้าหนาว วิวไม่ได้สวยอะไร หนาวก็หนาว แต่การเดินเร็วก็ทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ และทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย (โดยเฉพาะทำให้ขาแข็งแรงจนโตเป็นโต๊ะบิลเลียด!)

    ซื้อของเสร็จก็จะนั่งรถเมล์กลับ เพราะของหนักมาก ซื้อทีเยอะๆ เลย เอาไปแช่ตู้เย็น อีกอย่าง หิ้วของเดินขึ้นเขาไม่ไหวด้วย หรือไม่ก็คราวไหนไปพร้อมกับน้องๆ คนไทย ขากลับก็จะเรียกแท็กซี่แชร์ค่ารถกันให้ขับไปส่งถึงหน้าหอพักเลย สบายกว่านั่งรถเมล์อีกตะหาก ที่พอลงรถเมล์แล้ว ยังจะต้องหิ้วของเดินไปหอพักอีกเกือบ 10 นาทีกว่าจะถึง

    เรื่องของอาหาร หากไปเรียนที่คณะ ผู้เขียนก็จะไปกินที่โรงอาหาร ถ้าเข้าไปในเมือง ก็จะไปกินที่ร้านอาหารต่างๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ทั้ง Fast Food หรืออาหารอังกฤษ (จะเล่าละเอียดอีกครั้งในบันทึกอิสระตอนต่อไป) อาหารจีน อาหารแขก อาหารอิตาเลียน อาหารเม็กซิกัน ฯลฯ และอาหารไทย เพราะอยากชิม อยากลองกินอาหารหลายแบบในประเทศอังกฤษ และอยากได้ประสบการณ์เรื่องอาหาร

    แต่ถ้าไม่ไปไหน อยู่ที่หอพัก ก็จะทำกับข้าวกินเอง ชอบทำกับข้าว อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักวิธีการ แต่ก็ทำอร่อยนะ ถูกปากดี สนุกด้วย ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจของผู้เขียนอีกวิธีหนึ่งเลยล่ะ ส่วนใหญ่ชอบทำทีละมากๆ ทำทีกินไป 3-4 มื้อ ก็เบื่อเหมือนกัน เลยแบ่งให้น้องๆ ช่วยกินบ้าง แต่ถ้าจะทำกินทีละมื้อก็ขี้เกียจ เหม็นหัวเหม็นตัวอีกตะหาก

    ผู้เขียนชอบทำกับข้าวตอนที่คนอื่นเขาไปเรียนหนังสือกัน เช่น สิบโมงเช้าหรือบ่ายสามโมงเย็น! เพราะครัวจะว่าง เป็นของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว! ทำเสร็จแล้วก็ใส่ชามปิดชามด้วยฟิล์มบาง เก็บเข้าตู้เย็น หรือไม่ก็วางไว้บนโต๊ะอาหารในครัว (จะทำตอนหน้าหนาว ไม่ต้องเขียนชื่อ ไม่มีใครแตะ แต่น้องคนไทยเปิดกินได้ ให้อนุญาตไว้ล่วงหน้าแล้ว)

    ส่วนนมสดหรือน้ำส้มในตู้เย็นซึ่งแต่ละคนจะเขียนชื่อเอาไว้ข้างกล่องข้างขวด ปริมาณมักจะหดหายไป ไม่รู้ว่าใครหรืออะไรที่ไหนมาช่วยจัดการกินแทนเจ้าของ...ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนอยู่หอเนอะ...

    ผู้เขียนก็จะล้างหม้อกะทะคืน เพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ เพราะหม้อไหจานชามเป็นของส่วนกลางที่มีนักศึกษาเก่าทิ้งเอาไว้ แต่จานชามมีเยอะหน่อย พอที่จะยึดใช้เป็นของตัวเองได้บ้าง พอถึงมื้ออาหารก็อุ่นเอาหรือทำเสร็จแล้วกินเลย กินข้าวเย็นเร็วหน่อย

     

    10.  ไปเที่ยว

    ในวันธรรมดา (วันจันทร์-ศุกร์ที่ไม่มีชั่วโมงเรียน) ผู้เขียนชอบที่จะไปนั่งเล่นที่โบสถ์ (Canterbury Cathedral) เพราะสงบดีจัง หรือไม่ก็เดินเที่ยวในเมือง ไปสวน ไปพิพิธภัณฑ์ ไปเดินดูของ (แต่ไม่ซื้อ) งานนี้เดินเที่ยวเองโดยลำพัง เพราะอยากไปเมื่อไรก็ไป ไม่ต้องรอใคร

    บางครั้งก็นั่งรถเมล์ไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ กับเพื่อนต่างชาติหรือน้องคนไทย ส่วนใหญ่เป็นเมืองเล็กๆ เป็นเมืองเก่า หรือเป็นเมืองที่มีทะเล เช่น เมือง Faversham, Whitstable, Maidstone, Folkstone, Ramsgate, Rochester, Hastings (ขอเขียนชื่อไว้หน่อย กันลืม)

    ทุกที่น่าสนใจ แปลกใหม่สำหรับผู้เขียนเสมอ โบราณสถานก็เก่าแก่เป็นร้อยเป็นพันปี น้ำทะเลที่อังกฤษสวย แต่หนาว ส่วนชายหาดไม่สวยเลย มักจะเป็นกรวดที่เดินแล้วเจ็บเท้า หรือเป็นทรายเหลืองๆ ดำๆ หรือไม่มีชายหาดแต่เป็นหน้าผาเลย และผู้เขียนก็ไม่เคยลงเล่นน้ำทะเลอังกฤษสักครั้ง หรือไม่ก็จะซื้อตั๋วรถไฟหรือรถโคช (รถทัวร์) ไปลอนดอน ไปเที่ยวและไปซื้อกับข้าวเครื่องปรุงอาหารแห้งของไทยที่ Chinatown, Soho 

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้องๆ คนไทยมาชวนผู้เขียนไปเช่ารถขับเที่ยวกันตลอด 10 วัน ไปเที่ยวแบบกางแผนที่ ไปผจญภัยและเที่ยวแบบนกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น ทั้งคันรถตู้ (Van) เป็นผู้หญิงทั้งหมด มีพลขับ 2 คนเปลี่ยนมือผลัดกันขับ (มี International Driving License ที่ทำจากเมืองไทย) และผู้ติดตามรวมทั้งผู้เขียนอีก 4 คน ขับเที่ยวตั้งแต่เมืองทางฝั่งตะวันออกของอังกฤษ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงทางเหนือ เข้าสกอตแลนด์ ขับลงมาทางเมืองฝั่งตะวันตก เข้าลอนดอน และกลับมหาวิทยาลัย สนุกและประทับใจมาก เป็นการเที่ยวที่ลงขันร่วมกันไม่แพงเลย

    พอวันเสาร์-อาทิตย์ กลับตรงข้ามกับคนอื่นที่เขาจะไปพักผ่อนกัน แต่ผู้เขียนมานั่งทำงานที่หอพักแทน เพราะคนออกจากหอไปเที่ยวกันหมด เราก็เปิดเพลงดังๆ และนั่งทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนอย่างมีฟามสุขจริงๆ!

     

    11. เตรียมตัวเรียนต่อปริญญาเอก

    พอย่างเข้าเทอมที่ 2 ผู้เขียนต้องเตรียมตัวสมัครเรียนต่อปริญญาเอกตามที่ได้รับทุนมา

    จำได้ว่าผู้เขียนไปเที่ยวไปเยี่ยมพี่อ้วน (ดร.ธีราพร) และพี่ณา (ดร.วรรณา) ที่เมือง Manchester และผู้เขียนก็นอนค้างที่หอพี่อ้วน ช่วงนี้เองที่ผู้เขียนได้ขอความรู้และขอตัวอย่างวิธีการเขียนเอกสารประกอบการสมัครเรียนต่อปริญญาเอก ได้ไอเดียและแนวทาง รวมถึงชื่อหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่คล้ายๆ ทำให้การสมัครง่ายและรวดเร็วขึ้นเยอะ ต้องขอบคุณพี่อ้วนจริงๆ

    ผู้เขียนมองหามหาวิทยาลัยอื่นที่จะเรียนต่อ ไม่เคยคิดเลยว่าจะเรียนที่เดิม ไม่ใช่ว่า UKC ไม่ดี แต่เพราะอยากเปลี่ยนไปเรียนที่ใหม่ ไปอยู่ที่เมืองอื่น อยากได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ชอบเปลี่ยนชอบลอง

    โชคช่วย (อีกแล้ว!) Ms.Mackenzie อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียน บอกว่าที่ The University of Sheffield ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษมีอาจารย์ที่เก่งด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และเคยสอนอยู่ที่ UKC ด้วย ชื่อ Professor John N. Adams ให้ลองสมัครโดยยื่นหัวข้อวิทยานิพนธ์ไปให้ดู (การสมัครเรียนปริญญาเอก ไม่ได้พิจารณาที่มหาวิทยาลัย แต่ขึ้นอยู่กับอาจารย์ว่ามีความชำนาญและพร้อมที่จะรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้หรือไม่)

    ผู้เขียนได้ส่งใบสมัครไปที่ University of Sheffield และอีก 2-3 แห่งเผื่อไว้ด้วย โดยขอจดหมายรับรอง (Letter of Recommendations หรือ Academic References) แห่งละ 2 ฉบับจาก Ms.Mackenzie อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียน และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารของ มจธ. ท่านเดิมในปีนั้น (รศ.ดร.จุลละพงศ์ จุลละโพธิ) ยื่นประกอบใบสมัคร

     

    12. ลาแล้ว UKC

    จะว่าไป การเรียนหนังสือที่อังกฤษไม่ยากหรอกค่ะ  ถ้ามีงบ มีเวลา และเป็นคนมีวินัย มีความขยันอดทนซะอย่าง ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเรียนได้ จริงๆ นะ... 

    Essays 6 วิชาก็ส่งหมดแล้ว วิทยานิพนธ์ (Dissertation) ก็เขียนเสร็จแล้ว โดย Kent Law School กำหนดให้เขียนจำนวน 15,000 - 20,000 คำต่อเล่ม (เนื้อหาวิทยานิพนธ์ที่จะใช้จบ ต้องนับจำนวนคำเอา) และได้ตรวจภาษาอังกฤษวิทยานิพนธ์ทั้งเล่มด้วยโดยให้แฟนของพี่คนไทยที่เป็นชาวปากีสถานแต่เก่งภาษาอังกฤษเป็นคนตรวจภาษาอังกฤษให้ (คิดไม่แพงเพราะเป็นคนไทยเหมือนแฟนตัวเอง จำได้ว่าคิด 100 ปอนด์ต่อการตรวจทั้งเล่ม) เสร็จแล้วก็เอาเข้าปกเอง ซื้อได้ที่สหกรณ์ แล้วเอาไปส่งที่คณะ ไม่มีพิธีรีตรองอะไรทั้งสิ้น ง่ายไปซะทุกอย่าง

    ช่วงนี้ ยังรอหนังสือตอบรับจากมหาวิทยาลัย เคว้งคว้าง โชคช่วยอีกครั้ง...น้องคนไทย 2 คนกำลังจะไปเรียนปริญญาโทอีกใบที่เมือง Sheffield ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ โดย "น้องเจน" ซึ่งเป็น 1 ใน 2 คนนั้นก็ได้ไปเช่าบ้านที่เมือง Sheffield เรา 3 คนก็เลยเก็บของที่หอและจ้างรถ 6 ล้อขนจนเต็มคันรถเพื่อไปส่งและเก็บของไว้ที่บ้านนั้นก่อน

    ลาแล้ว UKC เมื่อรู้ว่าผ่านทุกวิชา วิทยานิพนธ์ก็ผ่าน ผู้เขียนก็ไปร่ำลาอาจารย์ และตะลอนถ่ายรูปทั่วมหาวิทยาลัย จำใจจากจร แต่ไม่จากไปนาน เพราะผู้เขียนได้กลับไปรับปริญญาด้วย แล้วจะเล่าให้ฟังในบันทึกอิสระตอนต่อไปละกัน

    ถึงวันต้องออกจากหอ ก็ตีตํ่วรถไฟขึ้นไป Sheffield ไปอยู่กับน้องเจน ช่างกล้าหาญชาญชัยจริงๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนที่ไหนเลย ผู้เขียนก็ขอช่วยแชร์ค่าเช่าบ้านด้วย ซึ่งต้องขอขอบคุณน้องเจนมากที่ชวนให้ไปอยู่ด้วยในช่วงที่ผู้เขียนมีภาระต้องจัดการกับชีวิตของตัวเอง

    และผู้เขียนก็ลงไปลอนดอน เพื่อไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจาก ป้า Marian เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ป้าเขาก็ช่วยติดต่อประสานไปที่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนสมัครไว้ (ไปได้ยินตอนป้าคุยโทรศัพท์)

    และในที่สุด Faculty of Law, The University of Sheffield ก็มีหนังสือตอบรับให้เป็นนักศึกษาปริญญาเอก โดยมี Professor John Norman Adams เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตามหัวข้อที่ผู้เขียนกำหนดด้วย

    ...ไชโย้...มีที่เรียนแล้ว และยังได้ Prof.Adams เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาอีกด้วย ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!!!

     

     

    ผู้เขียนต้องขอบขอบคุณ มจธ. ที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรสายสนับสนุนเฉกเช่นเดียวกับบุคลากรสายวิชาการที่ส่งเสริมด้านการศึกษาโดยจัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ  มจธ. จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร จริงๆ...

     

    (วันที่ 15 มีนาคม 2553)

     

     

    อยากกินไอศครีม รส มะม่วง ครับ หุหุ

    Admin#2 1688 days ago

    ขอรูปด้วยค่าพี่ซ้วง :)

    [P][L][E] 1688 days ago

    แฟนคลับน้องแชมป์คงชอบเรื่องอาหารแน่เลย ส่วนแฟนคลับน้องเปิ้ลที่เรียกหารูปภาพนั้น ต้องขออภัย ที่ไม่สามารถจัดให้ได้ เพราะมีแต่ฟิล์ม มีแต่รูปในกระดาษอัด ไม่มีไฟล์รูปภาพค่ะ (ช่วงนั้นยังโบราณอยู่เลย!)

    ต้องขออภัยแฟนคลับที่ทะยอยอ่านทีละหัวข้อ และต้องเริ่มต้นอ่านใหม่ตั้งแต่หัวข้อแรกทุกครั้งที่เปิดมา เพราะผู้เขียนปรับเพิ่มแก้ไขตลอดตราบใดที่ยังเขียนไม่จบ ถือว่าอ่านเอาสนุกละกันนะคะ การเพิ่มจำนวน Hit ก็เลยเป็นผลพลอยได้ไป เพราะแฟนคลับต้องเปิดอ่านติดตามอยู่บ่อยๆ อิอิ...

     

    **ซ้ (Suang)** 1685 days ago

    พี่ซ้วงรวมเป็นเล่มได้สบายๆ เลยนะเีนี่ย :P

    [P][L][E] 1681 days ago