Welcome
Guest User
 

    ขอแนะนำ "หนังสือดี" ด้วยคน!

    เคยไหม...สิ่งที่ “ถูกจริต” กับตัวเองมักจะชอบทำ ทำได้เร็ว และยอมทำให้ฟรี โดยไม่คิดอะไรมากมาย

    เช่นเดียวกับการแนะนำ “หนังสือดี” ที่ KM ชูประเด็นขึ้นมา ก็ตรงกับความชอบส่วนตัว เลยขอร่วมเขียน โดยไม่ขอรับรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น แค่ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอด้วย...ก็พอใจแล้ว...

    “หนังสือดี” ที่ผู้เขียนชอบ มีมากมายหลายเล่ม แต่ขอแนะนำบางเล่มที่ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอและได้จุดประกายความนึกคิดดีๆ ตลอดมาตั้งแต่เด็กจนถึงอายุปูนนี้!!!

    แต่ละเล่มที่แนะนำไม่ได้ลำดับตามความชอบ แต่ขอนำเสนอตาม “แว้บแรก” ที่นึกได้ และไม่ขอเล่าเรื่องย่อนะคะ แต่ขอเล่าในสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกหรือได้รับจากการอ่าน ดังนี้ค่ะ

     

    1.    หนังสือแปลเรื่อง “4 ปีนรกในเขมร”

    เขียนโดยคุณยาสึโกะ นะอิโต  แปลโดยคุณผุสดี นาวาวิจิต

    ไม่ใช่แนะนำเล่มนี้เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน แต่เพราะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง  อ่านแล้วยังจำได้ไม่ลืม เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในช่วงสงครามกลางเมืองของเขมร โดยคุณนะอิโตอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาในช่วงนั้น ได้ประสบกับความโหดร้ายของสงคราม คนทำร้าย (ฆ่า) คนด้วยกันเอง เกิดความพลัดพราก อ่านแล้วก็อดถามตัวเองไมได้ว่าถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร ก็คงปวดในหัวใจและทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เลยทำให้คิดได้ว่าเรานี่โชคดีจังที่ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ไม่มีอะไรจะมีความสุขที่สุดเท่านี้แล้ว ...

     

     

    2.    หนังสือแปลเรื่อง “ไม่ครบห้า”

    เขียนโดยคุณโอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ แปลโดยคุณพรอนงค์ นิยมค้า

    หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ซื้อมาอ่านเอง แต่มีพี่สาวที่น่ารัก 2 คนซื้อส่งไปให้อ่านถึงแดนไกล พี่สาว 2 คนนี้คือ พี่เม้า (คุณศิวะทัศน์ หาพุฒพงษ์ จากกองคลัง) และพี่ต้อม (คุณฉันทนา ภู่ธราภรณ์ จาก GMI)

    แค่ชื่อหนังสือก็ดึงดูดความสนใจแล้ว นึกว่าเป็นเรื่องเศร้า แต่ไม่ใช่เลย หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องของความสุข พอได้อ่านถึงกับวางไม่ลง อ่านไปน้ำตาคลอไปด้วยความปลาบปลื้มตลอดทั้งเล่มเลย! (คนเราก็แปลกมีความสุขก็ร้องไห้ เศร้าเสียใจก็ร้องไห้) 

    เป็นเรื่องจริงของคุณฮิโรมาดะ ชายพิการชาวญี่ปุ่นที่เกิดมาไม่มีแขน 2 ข้างและไม่มีขาทั้ง 2 ข้าง (การเกิดมาครบห้าคือ 1 หัว 2 แขนและ 2 ขา) แต่มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมากๆ ในครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ที่น่ารักมาก อ่านแล้วได้กำลังใจมากๆ ขนาดเขาไม่มีแขนและขา ยังใจสู้และมีจิตใจดี ไม่เป็นปมด้อยเลย

    แล้วเราล่ะ... อวัยวะครบ 5 และครบ 32 ก็ต้องคิดได้และต้องทำให้ได้อย่างหนุ่มน้อยคนนี้สิ

    ต้องปราบอธรรมเหล่าร้าย (ภายในจิตใจ) ให้ได้... สู้ต่อไปไอ้มดแดง!

     

     

    3.    เรื่องสั้น เรื่อง “ปุลากง”

    แต่งโดยคุณโสภาค สุวรรณ

    ปกติเป็นคนไม่เคยชอบอ่านนิยายมาแต่ไหนแต่ไร เล่มหนาๆ ขี้เกียจติดตาม

    แต่เล่มนี้ได้อ่านเพราะเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา อ่านแล้วติดใจทันที แต่ติดใจเพียงเล่มเดียว หลังจากอ่านเล่มนี้จบ ก็ยังไม่ชอบอ่านนิยายเหมือนเดิม!

    เป็นการติดใจในเนื้อเรื่องที่น่ารัก สมเหตุสมผล อ่านเพลิน เนื้อเรื่องไม่หนัก น่าติดตามชีวิตของตัวละคร

    เป็นเรื่องของชีวิตครอบครัว ชีวิตการทำงาน และความรักของหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ที่ทำงานอยู่ในตำบลปุลากง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และนำเสนอเรื่องราวของความขัดแย้งในภาคใต้ด้วย!

    เป็นนิยายที่อ่านสนุก เพลิดเพลินดีจัง ได้แง่คิดอะไรบางอย่างด้วยนะ...

     

     

    4.    หนังสือแปลเรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” (A Man Called Intrepid)

    เขียนโดย Sir William Stevenson แปลโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

    เป็นเรื่องจริงของ Sir William Stevenson ชาวอังกฤษที่ทำงานเป็นอาสาสมัครปฏิบัติการลับในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงถึงความรู้ความสามารถของคนในยุคนั้น ไม่ว่าจะฝ่ายนาซีหรือสัมพันธมิตร ได้เห็นภาพความหายนะที่เกิดจากสงคราม เห็นถึงการต่อสู้ที่เสียสละ และทำให้ทราบถึงการแก้รหัสลับเครื่อง Enigma ของนาซีเยอรมันโดยฝ่ายสัมพันธมิตรจนสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้ แถมยังมีเรื่องของความรักท่ามกลางสงครามของหนุ่มสาวอาสาสมัครฝ่ายสัมพันธมิตรที่แทรกให้อ่านได้ชุ่มชื่นหัวใจที่ยังพอมีในโลกมนุษย์ช่วงนั้นบ้าง 

    หนังสือเล่มนี้เป็นปกแข็ง หนาและหนัก แต่ก็เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้ววางไม่ลง โดยเฉพาะในช่วงกลางๆ ไปจนจบเล่มอ่านแล้วลุ้น ตื่นเต้นไปด้วย เหมือนอยู่ในเหตุการณ์เอง !

     

     

    5.    หนังสือแปลเรื่อง “ลอร์ดน้อยฟอนเติ้ลรอย” (Little Lord Fauntleroy)

    แต่งโดยคุณฟรานเซส ฮอร์จ์สัน เบอร์เน็ตต์ แปลโดยคุณเนื่องน้อย ศรัทธา

    ผู้เขียนอ่านหนังสือเล่มนี้ที่ห้องสมุดสมัยเด็กๆ อ่านแล้วชอบ และไม่เคยลืมเลย อยากได้เก็บเป็นเจ้าของแต่ตอนนั้นยังเด็กไม่มีสตางค์ซื้อ พอโตขึ้นก็ตามหาซื้ออยู่หลายปี ขาดตลาดไม่มีขาย ตอนหลังได้พิมพ์ครั้งใหม่ก็เลยรีบซื้อมาเก็บไว้

    อ่านแล้วประทับใจ อ่านแล้วสนุก อ่านเพลิน อ่านแล้วหลงรักเด็กผู้ชายลูกครึ่งอังกฤษ-อเมริกันตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ต่อมาได้ไปเป็น “ท่านขุนน้อย”  ในประเทศอังกฤษเพื่อสืบทอดมรดกจากคุณปู่ที่เป็นคนชั้นสูงที่หยิ่งยโส แต่ด้วยความเป็นเด็กน่ารัก มีนิสัยโอบอ้อมอารี ทำให้คนรอบข้างรวมถึงคุณปู่อดหลงรักไม่ได้

    ถ้าจำไม่ผิด ฮอลลีวูดได้สร้างเป็นภาพยนตร์ไว้ด้วย เห็นไหม...เป็นหนังสือดีจริงๆ นะ!

     

     

    6.    เรื่องสั้นเรื่อง “ปีศาจ”

    แต่งโดยคุณเสนีย์ เสาวพงศ์

    หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย เข้าใจง่าย สนุก คุณเสนีย์ เสาวพงศ์สามารถถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือได้ดีจนสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกของตัวละครได้อย่างน่าประหลาดใจ

    เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาวที่สะท้อนถึงชีวิตของคนไทยในสังคมยุคศักดินาเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นสังคมที่มีชนชั้น (คนส่วนน้อยในสังคม) ท่ามกลางคนธรรมดาๆ (ที่เป็นคนส่วนมากในสังคมที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์)

    คำว่า “ปีศาจ” จึงเป็นคำเปรียบเปรยถึงความเปลี่ยนแปลงที่คอยหลอกหลอนชนชั้นสูงที่ยังยึดติดอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่เรื่อง “ผี” หรือเรื่อง “สยองขวัญ” นะจ๊ะ เนื้อหาของเรื่องสั้นเรื่องนี้จึงไม่หนักมาก ก็เป็นอีกเล่มที่ผู้เขียนอ่านแล้ววางไม่ลงเหมือนกัน

     

     

    7.    เรื่องสั้นเรื่อง “คำพิพากษา”

    แต่งโดยคุณชาติ กอบจิตติ

    ไม่ใช่เป็นเพราะหนังสือได้รางวัลซีไรท์ และไม่ใช่เป็นเพราะเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเรียนมัธยมฯ

    แต่เป็นเพราะเนื้อหาของเรื่องสั้นเรื่องนี้จริงๆ

    เนื้อหาหนักมาก อ่านแล้วเหนื่อย อึดอัด สงสาร เพลียในหัวใจ!

    หนังสือเล่าถึงชีวิตของคนต่ำต้อยในสังคมคนหนึ่งที่ถูกความโหดร้ายของสังคม ถูกสังคมทารุณกรรมทางจิตใจ และถูกคำพิพากษาของสังคมจนทำให้อยู่ในสังคมไม่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรตามที่คนในสังคมเข้าใจผิดเลย ทำไมถึงได้ “โชคร้าย” จังนะ!

    เรื่องนี้ทำให้เกิดความคิดว่าสิ่งที่ได้ยินหรือภาพที่ได้เห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป คนที่น่าเชื่อถือหรือเป็นที่นับหน้าถือตาก็อาจไม่ใช่คนดี เพราะการกระทำลับหลัง (ที่ไม่มีใครเห็น แต่คนๆ นั้นเห็นตัวเอง) กับการกระทำต่อหน้าไม่เหมือนกัน แต่เราก็เชื่อถือไปแล้ว เราตัดสินคนหรือเราไว้ใจคนที่ฐานะ (ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางสังคมหรือฐานะทางการเงินก็ตาม) จนทำให้ชีวิตคนอื่นถูกหลงลืมไปหรือทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ในสังคม หาทางออกไม่ได้ จนต้องดิ้นรนหาทางหลุดรอดจากพันธนาการของคำพิพากษา (ที่ผิดพลาด) ของสังคมด้วยความตาย!  

    ขนาดแค่คิดตาม ไม่ได้อ่าน ก็ยังเหนื่อยไม่หาย แต่ก็ยังชอบ เพราะ "ฟัก" "ครูใหญ่" "สมทรง" และ คนในสังคมของฟักได้สอนอะไรเราได้มากมาย ทำให้ปลงกับชีวิตได้เหมือนกัน!

     

    เป็นสิ่งบังเอิญจังเลยที่หนังสือทุกเล่มที่แนะนำไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์มาเกิน 10 ปีแล้ว และหลายเล่มเป็นเรื่องของเหตุการณ์ช่วงสงคราม! โดยไม่ได้ตั้งใจ!!!

    บางครั้ง การอ่านหนังสือของผู้เขียนเป็นการอ่านเอาเพลินเอาสนุก อ่านฆ่าเวลา แล้วก็ลืมมันไป...

    หลายครั้งที่อ่านหนังสือแล้วประทับใจ จดและจำได้ไม่ลืม!

    และอีกหลายๆ ครั้งที่อ่านแล้ว “ได้คิด” และ “ได้ทำ” นำไปใช้ในชีวิตจริงๆ หนังสือจึงเป็น “ตำราชีวิตสำเร็จรูป” ของผู้เขียนที่คอยเป็นครูสอนเรา เพียงใช้เวลาอ่านไม่กี่ชั่วโมง และเสียตังค์แค่ไม่กี่ร้อยบาท ก็ได้บทเรียนที่มีคุณค่าและคุ้มค่า สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงๆ หรือจุดประกายบางอย่างให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีได้ โดยที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาตลอดชีวิตเพื่อลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ไม่เจ็บตัวปวดใจด้วย เพราะคนเขียนหนังสือเขาเจ็บตัวมาก่อนเรา หรือเจอปัญหาคล้ายเรา แต่สามารถหาทางแก้ไข ได้บทสรุปดีๆ ก่อนเรา แล้วมาเขียนมาบอกเล่าเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ เราก็ไม่ควรอ่านแบบปล่อยให้ผ่านเลยไปจากชีวิตเราง่ายๆ ไม่งั้น... เสียดายแย่!!!

    อันที่จริง ยังมีหนังสือดีหลายเล่มมากมายในโลก ที่ไม่เคยอ่าน ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ที่คนๆ หนึ่งไม่สามารถหาอ่านได้หมด จึงขอให้ชาว KM ช่วยกันซื้ออุดหนุน และช่วยกันหยิบยกชมเชยกล่าวถึง เพื่อสร้างกำลังใจให้กับคนเขียนหนังสือได้สร้างสรรค์งานดีๆ มาให้เราอ่านอยู่เสมอ

    ตอนนี้ ผู้เขียนมีหนังสือซื้อใหม่ที่ยังไม่ได้อ่านกองสูงท่วมหัวแล้ว เพราะเวลาอ่านหนังสือจริงๆ ของผู้เขียนมีแค่ตอนเวลานั่งรถไปไหนไกลๆ หรือระหว่างรอประชุมหรือตอนรอเพื่อนฝูงพี่น้องเท่านั้น ที่เหลือขอเลือกที่จะนอนก่อนนะ!

    อย่าลืมหาเวลาอ่านหนังสือกันนะคะ...

    (10 พฤษภาคม 2553)

     

    image

    image

    ห้องสมุดมจธ. มีนะครับ หมายเลขเรียกหนังสือคือ PZ1 น-ส 2542

    Suthee LI 3325 days ago

    2 peoples liked this comment.

    ขอบคุณสุธีมากค่ะสำหรับรูปภาพของหนังสือและเลขหนังสือเรื่อง "4 ปีนรกในเขมร" ที่มีอยู่ในหอสมุดของเรา ตอนนี้คงพิมพ์ไปหลายสิบครั้งแล้วมังคะ (พี่มีหนังสือเล่มนี้เป็นหน้าปกนครวัด - เล่มบนค่ะ)

    หากชาว KM อยากอ่านแต่หาไม่เจอหรือมีใครยืมไปก่อน (รวมถึงหนังสืออีก 6 เล่มตามที่ได้แนะนำไว้ใน Blog) ก็มาขอยืมกันได้นะคะ พี่ซ้วงยินดีสำหรับชาว KM มจธ. เสมอค่ะ

     

    **ซ้ (Suang)** 3324 days ago