Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 8 "มจธ. ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 6.1

     

    บันทึกอิสระ ตอนที่ 6.1 เรื่องไปเรียนปริญญาเอก

    ใครจะไปคิดว่าลูกชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งจะมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือถึงต่างประเทศแถมยังได้ทุนไปเรียนจนถึงระดับปริญญาเอกด้วย ทำให้ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่ายิ่ง จึงขอถ่ายทอดให้กับชาว KM ในสิ่งที่ได้รับได้เห็นในชีวิตที่ผ่านมา

     

    1.   เกริ่น

    จากตอนที่ 3 (ตอนที่ 4-5 ขอเบรคเล็กน้อยด้วยเรื่องของอาหาร) ได้เล่าไปว่าย้ายจากทางใต้ของประเทศอังกฤษเมือง Canterbury ที่ Kent ขึ้นไปอยู่ทางตอนเหนือของประเทศที่เมือง Sheffield South Yorkshire อย่างกล้าหาญชาญชัยเป็นการชั่วคราว โดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นไปอยู่ได้สักพัก ก็ได้ข่าวดีว่าต้องอยู่อีกนานแล้ว เพราะ The University of Sheffield ได้ตอบรับให้เข้าเรียนในระดับ MPhil-Ph.D. หมายถึง รับเข้าเรียนในระดับที่สูงกว่าปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์ไประดับหนึ่งก่อนก็ต้องสอบรายงานความก้าวหน้าให้ผ่านจึงจะเข้าเรียนในระดับปริญญาเอกได้ โดยมี Professor John Norman Adams ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

    พอรู้ข่าวดีว่ามีที่เรียนแล้ว ติดต่อที่มหาวิทยาลัยในเบื้องต้นแล้ว ก็หนีหนาวจากประเทศอังกฤษกลับบ้านเมืองไทยเลยเกือบ 2 เดือนจนถึงปลายเดือนมกราคม 2543 ก็ต้องบินกลับอังกฤษลงสนามบิน Heathrow นั่งรถโคช (บ้านเราเรียกว่ารถทัวร์) จากสนามบินตรงขึ้นไปเมือง Sheffield ไปเรียนต่อเลย

     

    2.   แนะนำเมือง Sheffield 

    image

    Sheffield ตั้งอยู่ที่มณฑล South Yorkshire เป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศอังกฤษ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ เป็นพื้นที่เนินเขาสลับซับซ้อน มาอยู่ที่นี่ได้เดินขึ้นลงเขาตลอดเวลาจนขาใหญ่และแข็งแรงราวกับโต๊ะบิลเลียด! ในตัวเมือง (City Centre) ของเมือง Sheffield มีร้านค้ามากมาย และมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศด้วยชื่อว่า Meadows Hall อยู่นอกเมืองนิดนึงไปรถเมล์ รถราง หรือรถไฟก็ได้ และเป็นเพียงไม่กี่เมืองในอังกฤษที่มีรถรางไฟฟ้าด้วย

     

    image

    Sheffield Supertram จากรูปรถรางอยู่ที่สูง มองลงไปจะเห็นอีกส่วนของเมือง Sheffield ที่อยู่ด้านล่าง

     

    Sheffield เป็นเมืองอุตสาหกรรมถลุงเหล็กเก่า มีชื่อเสียงเรื่องเหล็ก โดยเฉพาะมีดซึ่งมีความแหลมคมแทบไม่สึกไม่ต้องลับคมเลย ใครไปเมืองนี้ต้องซื้อเป็นของฝาก ปัจจุบัน โรงงานถลุงเหล็กแทบเหลือเพราะไม่เหลือวัตถุดิบแล้ว แต่มีดคมๆ ก็ยังมีขายและมีชื่อเสียงอยู่

     

    imageimage

    ภาพวาดเมือง Sheffield ในอดีตเต็มไปด้วยปล่องควันของโรงงานอุตสาหกรรม และรูปเมืองในปัจจุบัน

     

    ประมาณปี 1972 ในสมัยนายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher เศรษฐกิจตกต่ำ และที่เมือง Sheffield โรงงานเหล็กหลายแห่งปิดตัว เกิดภาวะคนตกงานมาก ใครอยากรู้จักเมือง Sheffield ในช่วงนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเมืองนี้ ฟังสำเนียงเสียงเหน่อของคนภูมิภาคนี้ สามารถหาดูและฟังได้จากภาพยนตร์เรื่อง The Full Monty  หนังฉายเมื่อปี 1997 นำแสดงโดย Robert Carlyle ป็นหนังตลกของอังกฤษที่ได้รางวัล Oscar ด้วย มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชาย 6 คนตกงานจากโรงงานถลุงเหล็ก ต้องมาเป็นนักเต้นรำรูดเสาในไนท์คลับ ฉากสุดท้ายที่จะทำงานเต้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเลิกก็เลยยอมเปลื้องผ้าหมดตามชื่อหนัง!

     

    imageimage

     ภาพใบปิดโฆษณาหนังเรื่อง The Full Monty และมีดคมๆ จาก Sheffield (มีดในภาพกำลังจดสิทธิบัตรที่ USA)

     

    4.  แนะนำ The University of Sheffield

    imageimage

     

    มือง Sheffield มีมหาวิทยาลัย 2 แห่ง คือ Sheffield Hallam University ตั้งอยู่ในตัวเมือง และ The University of Sheffield อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 นาที (ถ้าเดิน) เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในลำดับต้นๆ ของประเทศอังกฤษ และเป็นเพียงไม่กี่มหาวิทยาลัยที่มีตึกอิฐแดง (Red Brick) ชื่อ Firth Court และอีกหลายๆ ตึกด้วย มหาวิทยาลัยก่อตั้งในปี (เพิ่งฉลองครบ 100 ปีตอนที่ผู้เขียนไปงานรับปริญญาเมื่อปี 2004) มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ และสังคมศาสตร์

     

    imageimage

     

    สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย (The University Coat of Arms) คือ Rerum Cognoscere Causas หมายความว่า To Discover the Causes of Things (ไม่ขอแปลเป็นภาษาไทยนะคะ กลัวผิด!) ส่วนอีกภาพเป็นโลโก้ของสภานักศึกษา (Sheffield Student Union) ที่คุ้นตานักศึกษาทุกคนเพราะอยู่ที่ตึกกลางของมหาวิทยาลัย  

     

     image

    ที่เห็นเป็นสีชมพูในแผนที่ คือ ที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

     

    คณะและหน่วยงานต่างๆ ของ The University of Sheffield อยู่กระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ แทรกไปกับบ้านชาวบ้านหรือสำนักงานร้านค้าเอกชน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกันไปทั้งหมด อย่างเช่นDepartment of Law ไม่ได้อยู่ใกล้กับสำนักงานอธิการบดี แต่อยู่ที่ตึก Crookesmoor Building ที่ต้องเดินขึ้นไปบนถนนที่เป็นทางสูงชันอีกสัก 10 นาที (เดิน) เป็นคณะใหญ่ มีการเรียนการสอนทั้งอนุปริญญาจนถึงปริญญาเอก หลังจากที่ผู้เขียนเรียนจบมาได้ 3 ปี  Department of Law ได้เปลี่ยนเป็น School of Law และย้ายไปที่ตึกเก่าอิฐแดงที่เคยเป็นคณะผดุงครรภ์เก่า ชื่อตึก Bartolome House อยู่ตีนเขาแล้ว เจ้าหน้าที่คณะเล่าให้ผู้เขียนฟังทางอีเมลว่าเป็นการขยับขยายที่กว้างขวางและสะดวกขึ้นกว่าเดิม 

     

    5.   สัปดาห์แรกๆ ของการเรียน

    นสัปดาห์แรกๆ ต้องติดต่อธุระหลายอย่าง เริ่มจากที่คณะ ได้ไปพบ Ms.Lilian Bloodworth ผู้หญิงอังกฤษวัยกลางคนรูปร่างกลมใจดีมีหน้าที่รับผิดชอบในแผนกดูแลนักศึกษาต่างชาติของคณะได้พาไปแนะนำให้รู้จักอาจารย์ที่ปรึกษา Prof.John Norman Adams ที่ห้องพักของอาจารย์

    Lilian ยังได้พาไปห้องพักนักศึกษาแนะนำให้รู้จักกับนักศึกษาไทยปริญญาเอก 1 คนที่กำลังเรียนอยู่ นับแต่วันนั้นเพื่อนคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาตลอด วันต่อๆ มาก็ไปที่ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยไปทำบัตรนักศึกษา ไปทำธุรกรรมต่างๆ จนเสร็จ

    นอกจากนี้ ยังได้เจอกับสมาชิก มจธ. ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย นัดเจอกันเอง โดยมีอาจารย์กี (ผศ.ดร.สิริพร โรจนนันต์ อาจารย์คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุมาเรียนปริญญาเอกปีเดียวกัน) คอยเป็นพี่สาวที่น่ารักคอยดูแลซึ่งกันและกัน อีกปีต่อมา อ.ดร.สุรศิษฐ์ โรจนนันต์ สามีอาจารย์กีตามมาเรียนปริญญาเอกและก็ได้พี่ชายที่แสนดีของน้องคนนี้เพ่ิ่มอีก 1 คน และในปีท้ายๆ ก็เจออาจารย์อั๋น (อ.ดร.ศราวัณ วงษา ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด) ไปเรียนวิศวฯ ด้วย ทำให้รู้สึกอบอุ่นดี และเจอกันบ่อยมาก บ่อยกว่าตอนกลับมาทำงานที่ มจธ. แล้วซะอีก!

     

    6.   การเรียนปริญญาเอก

    ใน 2 เทอมแรกมีการเรียน  Course Work ที่สามารถเลือกวิชาที่สนใจเรียนได้แค่เทอมละ 2 วิชา ผู้เขียนก็เลือกเรียนวิชาประเภท Research Methodology 2 วิชา และการเขียนวิทยานิพนธ์กับการเขียนเว็บ อีกอย่างละ 1 วิชา นอกจากนี้ ยังได้เรียนวิชาภาษาอังกฤษ (ตลอด 3 ปี) ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยจัดให้นักศึกษาต่างชาติเรียนเสริมทุกตอนเย็นสัปดาห์ละ 1 วัน

     

    imageimage

    ตึก Crookesmoor Building (Department of Law) และรูปเล่มของวิทยานิพนธ์

     

    พอเรียน Course Work ครบแล้ว ก็นั่งทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียวเลย ไม่เหมือนเด็กสายวิทย์ที่ต้องไปทำแล็บทุกวัน สายสังคมศาสตร์มีแต่ค้นคว้าอ่านหนังสือ รวบรวม วิเคราะห์ และก็เขียน เขียน กับเขียน อันที่จริง คณะ (Department of Law) ได้จัดห้องพักนักศึกษาให้ผู้เขียนพักห้องเดียวกับเพื่อนคนไทยที่สนิทกันด้วย แต่ผู้เขียนแทบไม่ไปใช้เลยเพราะชอบเขียนงานที่บ้านมากกว่า ไม่ต้องแต่งตัว จะกินอะไรเมื่อไรก็ได้ จะเปิดวิทยุดูทีวีได้ตลอดเวลาโดยไม่รบกวนใคร ชีวิตอิสระเหลือเกิน เมื่อยก็พัก แค่เพียงต้องรู้จักตัวเองและมีวินัยในตัวเองก็โอเค

    อยู่อังกฤษ ผู้เขียนกินข้าวแค่ 2 มื้อ คือ มื้อเที่ยงและมื้อเย็น ไม่ได้จะประหยัดอะไรหรอก แต่เพราะตื่นสาย (มาก) ทำกับข้าวและทำงานบ้านเสร็จ ก็ออกไปหาหนังสือหรือบทความในวารสารที่ห้องสมุด ไปปริ๊นท์บทความจาก e-Journal และบทความจากระบบฐานข้อมูลวารสารวิชาการ

    นอกจากนี้ ยังมีหลายบทความที่ต้องการใช้ แต่ไม่มีที่ห้องสมุดของ Sheffield จึงต้องทำ Interlibrary Loan คือ การกรอกแบบฟอร์มแสดงความจำนงขอสำเนาบทความเรื่องที่ต้องการ พร้อมติด
    Voucher
      (อ่านว่า เวาเช่อร์ เป็นสติ๊กเกอร์เล็กๆ) ที่นักศึกษาปริญญาเอกจะได้โควตาจำนวนจำกัดต่อเทอมลงในแบบฟอร์มด้วย ซึ่งผู้เขียนใช้บริการบ่อย มีเพื่อนรุ่นน้องคนไทยที่เรียนปริญญาโทใช้ไม่หมดก็ให้มาด้วย แค่สติ๊กเกอร์เล็กๆ เพียงไม่กี่แผ่นก็ทำให้เรามีความสุขได้จริงๆ  เมื่อเจ้าหน้าที่ห้องสมุดได้รับสำเนาที่ห้องสมุดอื่นส่งมาให้แล้ว ก็จะอีเมลแจ้งว่ามารับได้ แต่ถ้าไม่มี Voucher ก็ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการ

    จากนั้นก็กลับบ้าน  ค่อยเริ่มเขียนงานตั้งแต่ตอนบ่ายจนดึก (มาก) ยิ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ มักไม่ออกไปไหน จะออกไปซื้อของหรือไปเที่ยวในวันธรรมดามากกว่า เสาร์อาทิตย์อยู่บ้านเขียนงานเต็มที่ เขียนได้ทั้งวัน มีความสุขจริงๆ!!!

    ในการเขียนงาน ภาษาอังกฤษของเราย่อมสู้เจ้าของภาษาไม่ได้ แถมภาษากฎหมายก็มีศัพท์เทคนิคมากมาย ยากพอสมควร ก็เขียนไม่รู้เรื่องเป็นธรรมดา จึงต้องไปใช้บริการตรวจภาษาอังกฤษฟรีของศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยเดือนละ 1 ครั้ง โดยไปลงจองเวลา ถึงวันเวลานัดก็ไปหาอาจารย์นั่งตรวจตัวต่อตัวครั้งละ 1 ชั่วโมง อาจารย์จะถามเพื่อให้เข้าใจตรงกันและปรับภาษาให้สละสวยหรือให้ถูกต้องตามรูปประโยคให้เลย ซึ่งช่วยได้มาก ทำให้เรารู้เข้าใจในไวยากรณ์และวิธีการเขียน และทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาปวดหัวน้อยลงตอนตรวจงานด้วย (เจอกับอาจารย์ตรวจภาษาบ่อยกว่าเจออาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองซะอีก!)

    โชคดีอีกเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษา เพราะการเรียนปริญญาเอก เรื่องนี้สำคัญที่สุด หากเข้ากันไม่ได้ การเรียนปริญญาเอกจะเกิดปัญหาอุปสรรคแน่นอน ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาย้ายไปสอนที่อื่น นักศึกษาก็อาจจะต้องเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาและเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ หรือไม่ก็ย้ายตามไปด้วยเลย และยังเคยได้ยินมาเยอะว่า ไม่ว่าจะเป็นสายวิทย์หรือสายสังคม อาจารย์ส่วนมากมักจะตามนักศึกษามาส่งงานให้ตรวจตลอดเวลา หรือไม่ก็นักศึกษาจะขอเข้าพบอาจารย์บ่อยๆ สัปดาห์ละหลายครั้ง

    แต่กรณีของผู้เขียนกับอาจารย์ที่ปรึกษา (Prof.Adams) ไม่เหมือนคนอื่น เป็นข้อยกเว้น! อาจารย์ไม่เคยตามหรือทวงงานเลย ผู้เขียนอยากส่งงานให้ตรวจเมื่อไรก็ใส่งานในซองจดหมายไปทิ้งไว้ที่ช่องใส่จดหมายของอาจารย์ (Pigeon Hole) อาจารย์ก็หยิบเอาไปตรวจแล้วมาคืนที่ช่องใส่จดหมายของผู้เขียน (คณะทำตู้จดหมายให้กับนักศึกษาบัณฑิตศึกษาด้วย) และอีเมลมาบอกว่าให้ไปหยิบงานที่ตรวจเสร็จแล้ว หรือไม่ก็อีเมลคุยปรึกษากัน นานๆ ที (หลายเดือนครั้ง) ผู้เขียนก็ไปเจอหน้าอาจารย์ซักทีหนึ่งตามช่วงเวลาที่อาจารย์กำหนดให้นักศึกษาพบได้ (Office Hour) มักเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งๆ ละ 3 ชั่วโมง ต้องรอคิวเหมือนกัน Prof.Adams มีนักศึกษาปริญญาโทและเอกในความดูแลหลายคน และยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยใน London รวมถึงเป็นบรรณาธิการของวารสารทรัพย์สินทางปัญญาที่มีสำนักงานใน London ด้วย ทำให้เจอกันยากนิดนึง

    ผู้เขียนได้งานคืนกลับมาทีไร ก็ต้องนอนก่ายหน้าผากทุกที เพราะต้องแก้ไขเยอะหรือยากเกือบทุกครั้ง แต่ก็ขอขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้ลำบากก่อนในตอนต้น เพราะมารู้สึกสบายทีหลังในตอนเรียนจบ ดังนั้น ในภาพรวมสำหรับเรา 2 คนไม่มีปัญหาเลย!

     

    7.  ร่วมกิจกรรมเอาประสบการณ์

    การเรียนปริญญาเอกมีเพื่อนน้อย จะรู้จักก็แต่เพื่อนต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกในสาขาวิชาทรัพย์สินทางปัญญา 3-4 คน แต่ยังดีไปได้เพื่อนที่เรียนภาษาอังกฤษด้วย จึงต้องหาโอกาสเข้าร่วมสัมมนาที่คณะจัด หรือตามที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัยต่างๆ จัดสัมมนา โดยติดตามข่าวที่ประกาศตามป้ายหรือไม่ก็อีเมลแจ้งให้นักศึกษาทราบ

     

    imageimage

    White Rose of York เป็นสัญลักษณ์ของมณฑล York (County of York) จะเห็นเป็นส่วนหนึ่งใน The University Arms ด้วย

     

    ผู้เขียนสนใจการจัดสัมมนาของ White Rose Innovation มากที่สุด เป็นหน่วยนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยที่ตั้งชื่อตามสัญลักษณ์ของมณฑล York) จะจัดเป็นประจำเดือนละ 1ครั้ง เพราะทรัพย์สินทางปัญญาจะเกี่ยวข้องกับการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ด้วย และเป็นประโยชน์ตรงที่ได้ฟังศิษย์เก่าและคนทำธุรกิจมาเล่าประสบการณ์การทำธุรกิจให้ฟัง แถมมีอาหารว่างทานเล่นให้ด้วย! การที่ผู้เขียนพยายามเข้าร่วมทุกครั้งเพราะอยากจะฝึกภาษาให้มากที่สุด ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ยังดี หากฟังแล้วขำพร้อมกับคนอื่นเขาก็จะยิ่งดีใจที่เราฟังรู้เรื่อง เข้าใจในมุขขำขันแล้ว!  

     

    ยังไม่จบนะคะ พื้นที่ Blog ไม่พอ แต่ยังมีเรื่องเล่าอีกแยะ โปรดติดตามตอนต่อไปโดยพลัน... 

    ทุกรูปภาพใน Blog ได้ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆ จึงขอขอบคุณรูปภาพประกอบทุกภาพที่ทำให้ Blog นี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น 

    ผู้เขียนขอขอบพระคุณผู้บริหาร มจธ. ทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญของบุคลากรสายสนับสนุนในการส่งเสริมด้านการศึกษาในระดับสูงเทียบแท่ากับบุคลากรสายวิชาการ ซึ่งทุกฝ่ายทุกสาขาวิชาต่างก็เป็นฟันเฟืองเกี่ยวข้องกันที่สามารถช่วยสนับสนุนพัฒนา มจธ. ให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองอย่างไม่หยุดยั้งและยั่งยืนต่อไป

    (22 พฤษภาคม 2553)

    รอติดตามไปเที่ยว อยู่นะครับ หุหุ

    Admin#2 3375 days ago

    เด๋ว... เอ๊ย เดี๋ยวขอเล่าเรื่องเรียนหนังสือก่อน แล้วเรื่องเที่ยวเรื่องกินจะเล่าให้น้องแชมป์ฟังทีหลังนะ (ตามใจอยู่แล้ว!)

    **ซ้ (Suang)** 3375 days ago

    หุหุ พี่ซ้วงเล่าจนน่าไปเที่ยว เอ้ย ไปเรียนมากน่ะครับ ^.^

    Admin#2 3374 days ago

    ซ้วง สุดยอด ทำ Pocket Book ได้เลยนะเนี่ย เป็นวิทยาทานต่อน้องๆ ที่สนใจ และพี่ๆ ที่ไม่มีโอกาส อ่านแล้วน้ำลายหกทีเดียวแหละ

    TOM Chantana 3373 days ago

    ได้เข้าสนามบอลบ้างไหมครับ ที่โน่นถือเป็นวัฒนธรรมใช่หรือเปล่าครับ ที่ เสาร์ อาทิตย์ ผู้ใหญ่จะพาเด็กเ้ข้าชมฟุตบอลแล้ว พี่ซ้วงเคยเข้าไปหรือเปล่าครับ แล้วความรู้สึกเชียร์บอลกับเจ้าถิ่นนั้นเป็นเช่นไร โดยส่วนตัวผมชอบ Manchester Utd ซึ่งผมหวังว่าครั้งหนึ่งในชีวิตผมอยากเหียบที่นั่นอยากไปสัมผัสวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของคนอังกฤษว่าจะสนุกสนานและ น่าตื่นเต้นแค่ไหน ก็เลยอยากถามว่าพี่ซ้วงเคยได้เข้าไปเยี่ยมชมหรือเปล่าครับ

    เจ้าไม้ขีดไฟตัวน้อย 3370 days ago

    เหมือนกับรู้ว่ากำลังจะเล่าเรื่องฟุตบอลให้ฟังอยู่พอดีเลย ไปอังกฤษทั้งที ไม่เล่าเรื่องฟุตบอลก็เหมือนไปไม่ถึงเนอะ...ช้าก่อน ยังไม่ขอเล่าตอนนี้ แต่จะเล่าในตอนไหน...ม่ายรุ...แฟนคลับน้องมัด (เจ้าไม้ขีดไฟตัวน้อย) ต้องติดตามเอาเอง...

    ขอบคุณแฟนคลับพี่ต้อม แฟนคลับน้องแชมป์ และแฟนคลับทุกคน ดีใจมากที่อ่าน หากเป็นประโยชน์บ้างก็ดีใจจ้ะ

    **ซ้ (Suang)** 3369 days ago