Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 9 "มจธ.ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 6.2

     

    ตอนที่ 6.2 เรื่องไปเรียนปริญญาเอก (ต่อ)

     

    เรื่องมันย้าวๆ ค่ะ เพราะไปเรียนมานาน ปริญญาโท-เอกเกือบหกปี จะเล่าข้ามเรื่องไหนไปก็เสียดาย จึงขอยอมเล่าหลายตอนเพื่อให้ได้ข้อมูลครบจะดีกว่า ถ้าผู้อ่าน KM เบื่อก็ขออภัย ไม่อ่านไม่เป็นไรค่ะ เพราะผู้เขียนอยากบันทึกไว้กันลืม

     

    ขอเล่าให้ฟังต่อนะคะ

     

    1.    สอบเลื่อน MPhil-Ph.D. 

    ที่เคยเล่าข้างต้นว่ามหาวิทยาลัยรับเข้าเรียน MPhil ก่อนนั้นเป็นเรื่องปกติ พอเรียนไปได้เกือบ 2 ปี เขียนวิทยานิพนธ์ไปได้เกือบครี่งเล่ม Prof.Adams ก็จัดเวลาให้นำเสนอรายงานความก้าวหน้าของการเรียนโดยเปิดให้ผู้สนใจคนอื่นๆ เข้าฟังได้ แต่ก็มีไม่กี่คน เช่น  Prof.Adams อาจารย์สอน Research Methodology อีก 1 ท่าน เพื่อนคนไทย 2 คนและเพื่อนชาวอังกฤษที่เรียนในสาขาเดียวกันอีก 2-3 คนเข้ามาฟังการนำเสนอครั้งนี้ ก็ท่องไปอย่างดี มีการสอบถามเล็กๆน้อยๆ ได้แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของงานแล้วก็สอบผ่าน MPhil ไปเป็นนักศึกษาระดับ Ph.D. แล้ว โล่งไปอีกเปาะ...

     

     2.    สอบจบปริญญาเอก

    สำหรับการสอบปากเปล่าจบปริญญาเอกอีกเกือบ 2 ปีต่อมา ผู้เขียนได้จัดส่งเล่มวิทยานิพนธ์ส่งให้คณะไป 3 เล่ม โดยรู้ชื่อกรรมการสอบปากเปล่าเป็นอาจารย์ในคณะ 1 คน (Internal Examiner) และอาจารย์จากข้างนอก (External Examiner) อีก 1 คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงด้านทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถเลือกได้ว่าจะให้อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ในห้องสอบด้วยหรือไม่ก็ได้ ก็เลือกว่าไม่ เพราะยังไงอาจารย์ก็ช่วยเราไม่ได้ นอกจากมานั่งเป็นเพื่อน จึงไม่อยากรบกวนเวลา ขอสอบเองดีกว่า

     

    วันสอบช่วงเดือนมีนาคม 2546 จำได้ว่าเป็นช่วงเช้า ใส่สูทกางเกงไปที่ห้องประชุมที่คณะ อาจารย์ 2 ท่านก็ใส่สูทแต่ว่ามีผ้าคลุมไหล่พิเศษ คล้ายๆ กับชุดครุยรับปริญญา แต่ไม่มีตัวเสื้อยาว มีแต่ Hood แรกๆ ก็ชวนคุยให้ผ่อนคลาย ชมเชยว่าวิทยานิพนธ์น่าสนใจ จากนั้นก็จะมีคำว่า “But” ตามมาอีกเยอะแยะที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็เสร็จ ออกมานั่งข้างนอกสักพัก และถูกเรียกเข้าไปที่ห้องประชุมอีกที อาจารย์ 2 ท่านแจ้งผลสรุปให้ทราบว่ามีมติให้จบแบบมีเงื่อนไข โดยจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมวิทยานิพนธ์ส่งให้กรรมการพิจารณาอีกครั้งก่อน โดยไม่ต้องสอบปากเปล่าใหม่

     

    เดินออกจากห้องประชุมแบบมึนงง ที่ไม่อาจเรียนจบในทันที อันที่จริงเป็นเรื่องปกติที่นักศึกษาเกือบทุกคนจะเจอ น้อยมากที่จบได้ในวันนั้นเลย ส่วนใหญ่จบโดยแก้ไขเล็กน้อย แต่ของผู้เขียนต้องแก้ไขเยอะพอสมควร ยังโชคดีที่ไม่ต้องสอบปากเปล่าใหม่ ก็โทรฯ กลับบ้านบอกพ่อแม่ โทรฯ บอกญาติสนิท และอีเมลบอกพี่อ้วน ซึ่งเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ ในขณะนั้นว่าจะขอกลับบ้านไปแก้ไขเพิ่มเติมงาน

     

     

    3.    ทำเรื่องขอกลับบ้านแก้ไขวิทยานิพนธ์

    ผู้เขียนเดินทางไป London ติดต่อสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยขอตั๋วเครื่องบินกลับบ้านถาวร ได้ตั๋วกลับวันที่ 14 เมษายน 2546

    ช่วงหลังสอบและก่อนวันกลับบ้าน ผู้เขียนเที่ยวดะ ไปเมืองต่างๆ ไปเองคนเดียว เพราะไม่มีเวลาพอแล้ว รวมถึงทยอยเก็บของใส่กล่องส่งทางเรือกลับบ้าน แล้วไปร่ำลาอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อนที่คณะ เพื่อนคนไทย คนในร้านอาหารไทย และเจ้าของบ้าน 2 หลังที่ไปทำความสะอาดด้วย 

     

     

    image

     

     

    วันเดินทางกลับ มีอาจารย์กี อาจารย์สุรศิษฐ์ และน้องคนไทยอีก 2 คนมาส่งที่ท่ารถโคช (Sheffield Interchange รูปบน) รถไปสุดสายที่สนามบิน Heathrow ไปเช็คอินเจอปัญหาเรื่องน้ำหนักกระเป๋าที่นำหนักเกิน เลยแอบไปหาที่นั่งรื้อของจากกระเป๋าใหญ่มาใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังแทน ก็รอดไป แต่เป้หลังหนักมากๆ

     

    เป็นการนั่งเครื่องบินที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเพราะจะได้กลับบ้านแล้ว ถึงสนามบินดอนเมือง (สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่เปิดนะ จะบอกให้...) ตอนบ่ายวันที่ 15 เมษายน 2546 เป็นวันหยุดชดเชย พ่อแม่พี่น้องและญาติสนิทมารอรับเยอะเลย แต่เด็กๆ หลานๆ ไม่ได้มาด้วยเพราะเป็นช่วงโรค ZAR ระบาดหนักพอดี พ่อกับแม่แทบจำผู้เขียนไม่ได้เพราะเดิมผมยาวรวบธรรมดาแต่ไปตัดผมมาโดยไม่ได้เล่าให้ฟัง อ้วนขึ้นด้วย!!!

     

    ลับมาเมืองไทยอย่างถาวรครั้งนี้ ก็ไปรายงานตัวกลับจากลาศึกษาที่สำนักงาน .. และทำเรื่องขออนุญาต ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อธิการบดี (ขณะนั้น) ลาศึกษาต่อเต็มเวลาเป็นการภายในอีกจนถึง 30 กันยายน 2546 เพื่อขอแก้ไขวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ก็ได้รับความกรุณาเป็นอย่างดี

     

    ผู้เขียนต้องสัมภาษณ์เพิ่ม หาข้อมูลเพิ่ม และหาหนังสือที่กรรมการภายนอกเป็นคนเขียนมาใช้ในวิทยานิพนธ์เพิ่มด้วย ต้องเอาใจหน่อย! พอแก้ไขเสร็จ ผู้เขียนก็จัดส่งไฟล์งานให้อาจารย์ที่ปรึกษาดูทางอีเมลก่อน และทางไปรษณีย์ด้วย แต่ช่วงนั้นมีปัญหาการประท้วงของพนักงานไปรษณีย์ ทำให้ส่งไม่ถึง เป็นอุปสรรคเล็กน้อย แต่ก็แก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

     

    Prof.Adams อ่านแล้วโอเค ผู้เขียนจึงจัดส่งวิทยานิพนธ์ที่ปริ๊นท์แล้ว 3 ชุดไปทางไปรษณีย์ให้น้องคนไทยที่เพิ่งไปเรียนที่ The University of Sheffield ช่วยส่งให้ฝ่ายเอกสารของมหาวิทยาลัยเข้าเล่มวิทยานิพนธ์ด้วยปกของมหาวิทยาลัยและฝากถือไปส่งที่คณะให้ด้วย (มีน้องคนไทยน่ารักช่วยเหลืออย่างนี้ มีชัย เอ้ย..สะดวกไปกว่าครึ่ง!)  

     

    ระหว่างที่รอผลการพิจารณา ผู้เขียนได้เริ่มงานศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา สวท. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ช่วงนั้น Prof.Adams ก็อีเมลมากระซิบบอกว่ากรรมการได้อ่านแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา จากนั้นอีกไม่นาน ก็ได้รับจดหมายซองบางๆ แสดงความยินดีจากมหาวิทยาลัยว่าอนุมัติให้จบแล้วนะ...ไชโย...

     

     

    4.  ไปรับปริญญา

    มหาวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศอังกฤษส่วนมากจัดงานรับปริญญา (Graduation, Congregation) ปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคมของทุกปี ผู้ที่ให้ปริญญามักจะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย (Vice Chancellor)

     

    ขอเล่าเรื่องงานรับปริญญาโทที่ The University of Kent at Canterbury ให้ฟังก่อน ตอนนั้นผู้เขียนเข้าเรียนปริญญาเอกแล้ว เอกสารติดต่อการเข้าร่วมงานรับปริญญาโท (LL.M.International Commercial Law) ก็ส่งไปที่ Sheffield ผู้เขียนก็แสดงความจำนงไปเข้าร่วมงานด้วย เช่าชุดครุย จองรูป และจองหอพัก (Marlie Court ที่ Parkwood ของมหาวิทยาลัย) เป็นบ้าน 1 หลังเช่าทั้งหลังอยู่ด้วยกันกับเพื่อนคนไทย 5 คนที่เรียนอยู่ Sheffield อยากมาร่วมงานและเที่ยวด้วย ได้ทำกับข้าวกินกันสนุกเพราะมีห้องครัวในบ้าน

     

    วันรับปริญญาของ The University of Kent at Canterbury พิเศษมาก เพราะจัดในสถานที่ที่พิเศษคือ Canterbury Cathedral โบสถ์เก่าแก่และเป็นที่อยู่ของพระสังฆราช Arch Bishop of Canterbury นิกาย Church of England ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยอื่นจะจัดที่ห้องประชุม ขั้นตอนแรก บัณฑิตเข้าไปนั่งฟังการอธิบายพิธีการและวิธีการรับปริญญาที่อาคารหลังหนึ่งที่หลังโบสถ์ (ไม่มีการซ้อมเล็กซ้อมใหญ่หลายวันแบบบ้านเรา) รับครุยที่ห้องนี้เลย (เป็นครุยสีดำ ผ้าคล้องคอสีต่างกันตามคณะ ของคณะกฎหมายเป็นสีเหลือง หมวกสี่เหลี่ยมสีดำมีพู่ดำเหมือนบ้านเรา) และเดินเป็นแถวพร้อมกันเข้าไปที่โบสถ์ นั่งเก้าอี้ตามหมายเลขที่กำหนด

     

     

    imageimage

     

     

    บัณฑิตนั่งรอแค่แป๊บเดียว พิธีการก็เริ่มด้วยการเดินเรียงแถวเข้าโบสถ์ของ Vice Chancellor อาจารย์คณะต่างๆ มีคนเดินนำถือไม้ยาวๆ สวยงาม มีเสียงออร์แกนของโบสถ์บรรเลงขณะเดิน รู้สึกขลังดี ขนลุก โดยบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ขึ้นไปบนเวทีก่อน ขึ้นไปจับมือกับ Vice Chancellor เขาก็กล่าวแสดงความยินดี เดินลงมารับซองสีน้ำตาลที่ด้านล่างเวทีซึ่งใส่ปริญญาบัตรไว้ รับเสร็จทุกคน Vice Chancellor จะกล่าวแสดงความยินดีอีกครั้งก่อนเสร็จพิธี แค่แป๊บเดียว ไม่ถึง 2 ชั่วโมง บัณฑิตก็มีจำนวนไม่มาก แค่หลักร้อย แล้วต้องคืนครุยหลังเสร็จงาน ที่นี่ไม่มีให้ยืมค้างคืนหลายวันแบบบ้านเรา

     

     

    สำหรับงานรับปริญญาบัตรที่ The University of Sheffield ผู้เขียนกลับมาทำงานที่ มจธ. แล้ว ได้เลือกวันรับปริญญาของเดือนกรกฎาคม ปี 2547 เพราะเป็นหน้าร้อน การติดต่อจองครุย จองรูปถ่าย ติดต่อโรงแรมที่พักที่ London และ Sheffield (หอพักของมหาวิทยาลัยไม่พอให้จอง) จองตั๋วเครื่องบินไป-กลับจากบ้านเราไป London และจองตั๋วรถไฟจาก London ไป Sheffield โดยให้ส่งตั๋วไปโรงแรมที่จองไว้ที่ London (อีเมลให้ช่วยรับตั๋วรถไฟแทนให้ก่อน) ทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นการจองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น สะดวกมากๆ...

     

    งานนี้พาพ่อแม่กับน้องไปด้วย ไปกัน 5 คน ลางาน มจธ. ไป 5 วัน ช่วงนั้น ประเทศอังกฤษมีเรื่องระเบิดตามสถานที่ต่างๆ แต่ไม่กลัว ไม่เป็นปัญหา ได้พาพ่อแม่เที่ยว London 3 วัน แล้วนั่งรถไฟไป Sheffield เข้าโรงแรม IBIS พาเที่ยว 1 วัน

     

    image

     

    วันต่อมา (20 กรกฎาคม 2547) ก็เป็นวันรับปริญญาตอนเช้า พาพ่อแม่เดินออกกำลังกายไปมหาวิทยาลัยแทนการนั่งรถ เพราะอยากพาชมเมืองด้วย ไปรับชุดครุยที่ Student Union แล้วเข้าห้องประชุม Octagon Centre (บัณฑิตยืนรออยู่หน้าอาคารนี้ดังรูปบน) บัณฑิตปริญญาเอกรับก่อน ผู้เขียนรับปริญญาในลำดับที่ 4 มีบัณฑิตปริญญาเอกทั้งหมด 5 คน (งานรับปริญญาจัด 2-3 วัน) พ่อแม่และน้องๆ ได้เข้ามานั่งในห้องประชุมดูพิธีการด้วย

     

     

    imageimage 

     

    พิธีการเหมือนกับตอนรับปริญญาโท เริ่มจากคนถือไม้ยาวๆ สวยๆ นำแถว Vice Chancellor ตามด้วยอาจารย์ทุกคณะ (เห็น Prof.Adams ด้วย เพราะผู้เขียนนั่งอยู่แถวแรกเห็นชัดเลย) เกือบไม่ทันตั้งตัว ถูกเรียกให้ไปขึ้นเวทีแล้ว Prof.Adams นั่งอยู่บนเวที Vice Chancellor ยืนบนเวทีจับมือกับบัณฑิต เดินลงมารับซองเอกสารสีน้ำตาลใส่ปริญญาบัตรมานั่งที่เดิม พิธีการไม่เคร่งมาก เพราะญาติของบัณฑิตปริญญาตรียังกรี๊ดได้เมื่ออาจารย์อ่านชื่อลูกหลานของตัวเองขึ้นไปรับปริญญาบนเวที

     

    imageimage

     

    ชุดครุยปริญญาตรีและโทจะเป็นสีดำ ส่วนปริญญาเอกจะเหมือนกันทุกคณะคือชุดสีแดงขลิบเขียวขี้ม้าและมีหมวกสี่เหลี่ยมพู่สีดำเหมือนกันหมด (แบบเดียวกับในภาพเลย Sean Bean ดาราฮอลลีวู้ด คนที่เล่นหนังเรื่อง The Lord of the Rings ซึ่งเกิดที่เมือง Sheffield ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ของ The University of Sheffield เมื่อปี 2007)

     

    หลังเสร็จพิธีการ ก็ออกมาถ่ายรูป และพาพ่อแม่และน้องเข้า Pub ของมหาวิทยาลัยไปกินข้าวเที่ยง แล้วเดินไปที่คณะไปถ่ายรูปกับ Prof.Adams ที่รอผู้เขียนอยู่ (ยังไม่เคยเล่าให้ฟังเลยว่าอาจารย์อายุใกล้เกษียณ ณ ตอนนั้น เป็นผู้ดีอังกฤษ ผมสีดอกเลาหวีเรียบแปล้  แต่งตัวสมาร์ท ใส่สูทดูเนี้ยบ แต่งตัวธรรมดาก็ดูเป็นคนแก่ใจดีอบอุ่น)! ถ่ายรูปเสร็จ ร่ำลากัน แล้วรีบคืนครุยไป (ค่าตัดแพงมากเกินไป ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เลยเช่าดีกว่า)

     

    ช่วงเย็นก็ไปแวะเยี่ยมเพื่อนฝูงคนรู้จัก เอาขนมไทยไปฝากเจ้าของบ้านชาวอิรักที่ไปอาศัยอยู่เป็นหลังสุดท้าย และไปเยี่ยมเจ้าของบ้านที่เคยไปทำความสะอาดให้ สำหรับเจ้า Meg หมาที่น่ารักยังกระดิกหางจำกันได้อยู่ ชื่นใจจริง... ส่วนร้านอาหารไทยที่เคยไปทำงานนั้นเลิกกิจการไปแล้ว ก็เลยไม่ได้ไป พอวันรุ่งขึ้นวันสุดท้ายก็ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเลย

     

     เล่าเรื่องเรียนจบแล้ว แต่ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ยังอยากเล่าเพิ่มเติม โปรดติดตามตอนต่อไปโดยพลัน... 

    รูปภาพใน Blog ได้ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆ จึงขอขอบคุณเจ้าของภาพประกอบทุกรูปที่ทำให้ Blog นี้ น่าอ่านและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

    ผู้เขียนเป็นหนี้บุญคุณ มจธ. สถานที่ทำงานแห่งแรกและแห่งเดียวที่ได้เปลี่ยนชีวิตของคนทำงานธรรมดาๆ คนหนึ่งได้เรียนหนังสือสูงๆ และทำให้ได้รับประสบการณ์ชีวิตในโลกกว้างอย่างที่ไม่เคยคิด และไม่กล้าคิดมาก่อน รวมถึงยังทำให้พ่อแม่ของผู้เขียนดีใจและภาคภูมิใจ ก็ขออุทิศชีวิตการทำงานแด่ มจธ. ตลอดไปค่ะ...

    (28 พฤษภาคม 2553)

     

    ก่อนอื่นต้องยินดีด้วยกับพี่ซ้วงที่สำเร็จการศึกษานะครับ

    อ่านของพี่ซ้วงแล้วอยากมีโอกาสไปเรียนมั่ง แต่ดูเหมือนจะลำบากน่าดูนะครับ

    พี่ซ้วงต้องเก่งมากๆแน่เลยกว่า จะได้รับปริญญาใบนี้

    ผมคงต้องขอคำแนะนำกับพี่ซ้วงซะแล้ว เผื่อจะมีโอกาสมั่ง (กำลังฝันนะครับ หุหุ)

    Admin#2 3123 days ago

    ไม่ได้เก่งหรอก จริงๆ นะคะ แค่มีโอกาสดีกว่าหลายคนเท่านั้น พี่เชื่อว่าแชมป์เองและทุกคนก็สามารถทำได้เหมือนกัน

    ว่าแต่น้องแชมป์หรือ KM Team ช่วยด้วย...

    พยายามจะเพิ่มเติมข้อมูลให้ครบและจบตอน 6.2 แต่ยิ่งเติม ข้อมูลยิ่งหดหายค่ะ ทำไงดีSurprised

    **ซ้ (Suang)** 3121 days ago

    ต้องขออภัยทางพี่ซ้วงด้วยนะครับ

    ตอนนี้ได้แก้ปัญหาให้พี่ซ้วงแล้วนะครับ

    สามารถใช้ได้ล่ะครับ มีปัญหาอะไรเพิ่มเติมติดต่อมาที่ 9413 แชมป์ครับ หรือ 9414 พี่มัท ได้เลยนะครับ

    ต้องขออภัยในความไม่สะดวกกับพี่ซ้วงอีกครั้งนะครับ

    Admin#2 3121 days ago

    ไม่ต้องขออภัย ไม่มีอภัยที่ต้องขอ พี่ซ้วงซะอีกที่ต้องขอขอบคุณน้องแชมป์ที่ช่วยแก้ไขให้ ทำให้เขียนจบตอนได้ในที่สุด

    ขอบคุณมากนะคะ / กำเสี่ย / เซี่ยเซี่ยหนี่ / Thank you so much / Merci Beaucoup / อาริกาโตะ / Gracias...

    **ซ้ (Suang)** 3120 days ago

    ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่ซ้วงน่ะ ที่นำเนื้อหาดีๆ มานำเสนอให้ชาว KM และผมเสมอมาครับ :)

    Admin#2 3120 days ago

    Multi language มาก

    อ่านเรื่องพี่ซ้วยทีไรแล้ว เหมือนถูกมนต์สะกดให้ลงไปอยู่ในสถานที่จริงเลย ถึงแม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน แต่ละฉากแต่ละตอน แต่ละคำพูดที่สื่อออกมามันทำให้เหมือนผมไปอยู่ตรงนั้น แล้วมองพี่ทำกิจกรรมต่างๆที่พี่เล่า การมีรูปประกอบ ทำให้นึกภาพและเ็ห็นสถานที่ได้ชัดเจนมากขึ้น

    ผมก็เป็นหนึ่งคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของพี่ อ่านแล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ บรรทัดต่อไปนั้นจะมีเนื้อหาอะไร แล้วพี่ซ้วงจะเล่าอะไรต่อไป

    สุดท้ายนี้เป็นกำลังใจให้พี่ซ้วงได้สร้างสรรผลงานเขียนมาให้พวกเราอ่าน กันต่อไปนะครับ และท้ายสุดผมรออ่านวัฒนธรรมของการเข้าเชียร์ฟุตบอลของประเทศอังกฤษอยู่นะครับ

    เจ้าไม้ขีดไฟตัวน้อย 3120 days ago

    ได้กำลังใจมาแยะเลย

    ขอบคุณมากนะคะ / โจ่ยเสี่ย / เซี่ยเซี่ยหนี่ / Thank you so much / Merci Beaucoup / อาริกาโตะ / Gracias...

    โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ (จะเล่าเรื่องเชียร์บอลตามที่ขอแล้วล่ะ)

    **ซ้ (Suang)** 3119 days ago