Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 12 "มจธ. ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.3

     

    ตอนที่ 7.3 การใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ (ต่อ)

     

    นอกจากเรื่องการเรียน การพักผ่อน และการท่องเที่ยวแล้ว การใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษเพียงเวลาแค่ 5 ปีกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่หลายแห่ง ย้ายหอพักเป็นว่าเล่นอย่างไม่น่าเชื่อ ลองติดตามอ่านดูนะคะ...

     

    ก.     ตอนเรียนปริญญาโท

    ตอนเรียนปริญญาโทเป็นเวลา 1 ปีที่ The University of Kent at Canterbury ได้ย้ายหอในมหาวิทยาลัยถึง 2 ครั้ง แต่ยังดีที่หอพักของ UKC ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลอดภัยดี

     

    1.      บ้านเลขที่ 4 Willows Court, UKC

     

    imageimage

    กลุ่มบ้านที่ Parkwood และทางเดินจากหอพักไปมหาวิทยาลัย ธรรมชาติสวยมากๆ

     

    เป็นกลุ่มบ้าน (2 ชั้น) ของมหาวิทยาลัย Willows Court จะมี 8 หลัง ส่วนกลุ่มบ้านอื่นจะมีชื่ออื่นกลุ่มละ 5-8 หลัง ตั้งอยู่ในพื้นที่เขียวขจีต้นไม้ใหญ่โต เรียกว่า Parkwood มีพื้นที่สวนหลังบ้านกว้างขวาง เพื่อนบ้านที่เป็นนักเรียนๆ ภาษาทั้งนั้นก็นัดกันจัดปาร์ตี้กินข้าวเย็นร่วมกัน

     

    บ้านนี้มี 4 ห้องนอน แต่อยู่กันแค่ 3 ห้องๆ ละ 1 คน ผู้เขียนพักอยู่กับผู้หญิงญี่ปุ่นอีก 2 คน บ้านที่ Parkwood เป็น Self-catering Accommodation ทั้งหมดหมายความว่าเป็นบ้านที่มีครัวให้ทำกับข้าวกินเอง มีห้องน้ำและห้องส้วม 1 ห้อง และห้องส้วมเล็กอีก 1 ห้อง แบ่งกันใช้ทั้งบ้าน สำหรับการซักผ้า ต้องหอบผ้าเดินไปซักที่ส่วนกลางของ Parkwood เดินประมาณ 3 นาที

    Hilderstone College (โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ติวสอบ IELTS) จัดให้อยู่ 2 เดือนตามช่วงเวลาที่เรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเข้าเรียนปริญญาโท (จำไม่ได้ว่าจ่ายค่าหอพักแบบไหน แต่ไม่ได้จ่ายค่าหอพักเอง เข้าใจว่าคงรวมค่าหอพักอยู่ในค่าเรียนภาษาอังกฤษที่แหล่งทุนจ่ายให้แล้ว)

     

     

    2.    ห้อง 248, Tyler Court, UKC

     

    image

    เป็น En-suite room หมายถึงเป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว ห้องเล็กแคบแต่ก็สะดวกสบาย และเป็น Self-catering Accommodation ด้วย ใช้ร่วมกัน 8 คน เข้าออก Tyler Court และห้องนอนด้วย Swipe card ทันสมัยมาก ส่วนห้องซักผ้าอยู่ชั้นใต้ดิน มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าหลายเครื่องแบบหยอดเหรียญ

     

    ระหว่างรอเปิดเทอมปริญญาโทได้ยื่นใบสมัครอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย และได้ออกไปหาห้องเช่าข้างนอกด้วยเผื่อไว้ โชคดีของผู้เขียนที่น้องคนไทยที่ได้สิทธิอยู่ที่ห้องนี้อยากไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอกกับเพื่อน เลยให้ผู้เขียนไปอยู่และจ่ายค่าเช่าหอพักที่ห้องนี้แทน (ค่าหอรวมค่าน้ำค่าไฟแล้ว แพงกว่า Parkwood ส่วนค่าอินเทอร์เน็ตในห้องต้องจ่ายต่างหาก) ถูกใจมาก เพราะสะดวก เดินไปเรียนใกล้กว่า Parkwood อีก อยู่ไม่กี่เดือนก็ไปเปลี่ยนชื่อเจ้าของห้องเป็นของผู้เขียนเอง

      

     

    ข.  ตอนเรียนปริญญาเอก

    เมื่อย้ายไปเรียนปริญญาเอกที่เมือง Sheffield ก็ได้ย้ายที่อยู่หลายครั้งอีกเหมือนกัน เนื่องจาก The University of Sheffield ไม่ได้เป็น campus แบบ UKC หอพักของมหาวิทยาลัยมีหลายแห่ง กระจายอยู่ทั่วเมือง Sheffield มาเรียนอยู่ที่เมืองนี้นาน 4 ปีกว่า เปลี่ยนที่อยู่ถึง 6 แห่ง ดังนี้ค่ะ

     

    3.    บ้านเลขที่  93 Archer Road, Sheffield

    เป็นบ้าน 2 ชั้น มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และโรงรถ อยู่ห่างจากเมืองโดยนั่งรถเมล์ประมาณครึ่งชั่วโมง (ถ้าอยู่ กทม. ดูเหมือนไม่ไกล แต่อยู่ที่ Sheffield การเดินทางครึ่งชั่วโมงถือว่าไกล เพราะรถไม่ติด หากมีที่พักอยู่ใกล้ที่เรียนเป็นเรื่องสำคัญและประหยัดได้มากกว่า)

    น้องคนไทยที่เรียน UKC ด้วยกันได้ย้ายมาเรียนที่ Sheffield Hallam University เลยมาเช่าบ้าน 1 หลัง ซื้อรถเก๋ง 1 คัน ผู้เขียนก็ย้ายมาที่เมือง Sheffield ด้วย ระหว่างรอการตอบรับเข้าเรียน โดยผู้เขียนกับน้องคนไทย 2 คนใช้บริการรถขนของของบริษัทเอกชนขนย้ายข้าวของๆ ทั้ง 3 คนจาก Canterbury ไป Sheffield ด้วยกัน และได้ขอไปแชร์ห้องกับน้องคนไทยคนนี้ด้วย อยู่บ้านหลังนี้ได้ประมาณ 2 เดือนก็ได้หอพักของมหาวิทยาลัย

      

     

    4.    Room 5 บ้านเลขที่ 27 Harcourt Road, Sheffield

     

    imageimage

     หอพักของมหาวิทยาลัยที่ Harcourt Road มีไม่ถึง 10 หลัง และไม่ได้อยู่ติดกัน ปะปนไปกับบ้านคนทั่วไป

    ส่วนห้อง attic room คือห้องชั้นบนสุด ตามรูปจะเห็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมยื่นออกมาจากหลังคา

     

    พอได้ที่เรียน ก็ได้อยู่หอพักของมหาวิทยาลัย เป็นบ้านหลัง อยู่ใกล้กับคณะแค่เดิน 5 นาทีถึง บนถนน Harcourt Road เป็นเนินขึ้นลงสูงต่ำดังรูป (บ้านเลขที่ 27 อยู่ด้านขวาเกือบสุดถนนโน่นนนน...) ตอนขนย้ายของ น้องคนไทยเจ้าของบ้านที่ Archer Road ได้ขับรถเก๋งขนของให้ 2 เที่ยว มีน้องคนไทยผู้ชายช่วยขนด้วย 1 คน

     

    ภายในบ้านมีห้องครัวใหญ่ใช้รวมกันอยู่ที่ชั้นใต้ดิน 1 ห้อง มีห้องพักแบบมีห้องน้ำในตัว (En-suite room) ทุกห้องตั้งแต่ชั้นที่ 1-4 ชั้นละ 2 ห้อง ผู้เขียนได้อยู่ชั้นบนสุดเป็นห้องใต้หลังคาเรียกว่า “Attic Room” ห้องกว้างดี แต่เพดานจะมีเหลี่ยมมีมุม มีคาน ต่ำกว่าชั้นอื่น หน้าต่างห้องนอนและห้องน้ำก็ยื่นออกจากหลังคา (ดังรูป) จึงเย็นยะเยือกกว่าชั้นอื่นๆ จ่ายค่าเช่าพร้อมค่าน้ำค่าไฟ (อังกฤษมักจะคำนวณค่าเช่าเป็นรายสัปดาห์ เช่น 60 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เราก็ต้องคำนวณค่าเช่ารายเดือนเอาเอง) ส่วนการซักผ้าต้องออกไปหยอดเหรียญซักผ้าที่บ้านอีกหลังซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 เมตร


    5.  Flat 1 บ้านเลขที่ 27 Spring Hill Road, Sheffield

     

    image

    ลักษณะบ้านที่ Spring Hill Road คล้ายๆ รูปนี้

     

    เป็นธรรมเนียมปกติของมหาวิทยาลัยทุกแห่งที่จะจัดหอพักให้เฉพาะนักศึกษาใหม่ ผู้เขียนหมดสิทธิอยู่หอพักมหาวิทยาลัยแล้ว เลยต้องหาบ้านเช่าตามป้ายประกาศต่างๆ ไปจดและโทรฯ ติดต่อขอดูห้อง เพื่อนคนไทยก็มีแนะนำบ้าง แต่ก็ไปติดใจบ้านหลังหนึ่งอยู่ใกล้กับคณะมากกว่าเดิมอีก เดินแค่ 2 นาทีก็ถึงแล้ว จึงติดต่อกับเจ้าของบ้าน (Landlord) ชื่อ Mickey หรือ Michael ที่มีบ้าน 2 หลังปล่อยให้เช่า ไม่ได้อยู่เอง

     

    บ้านแถวนี้สร้างมานานเกือบร้อยปี แต่ละหลังมีห้องนอน 5 ห้อง ห้องชั้นล่าง (มี 2 ห้อง) และชั้น 3 (มี 1 ห้อง) จะมีครัวเป็นของตัวเอง ส่วนห้องชั้น 2 มี 2 ห้องนอนต้องใช้ครัวร่วมกัน สำหรับห้องน้ำฝักบัว (Shower room) ห้องส้วม (Toilet) และห้องที่มีอ่างอาบน้ำ (Bathroom) อยู่ชั้น 2 ของบ้าน ใช้ร่วมกัน 5 คน

     

    ผู้เขียนขอเข้าไปดูบ้านนี้ เห็นห้องแล้วชอบเลย ไม่แพงด้วย สัปดาห์ละ 60 กว่าปอนด์ เลือกอยู่ห้องชั้นล่าง แต่เหมือนอยู่ชั้น 2 เพราะมีห้องใต้ดิน จึงบ้านยกพื้นสูง  ห้องกว้างมากเป็นห้องนอนกับห้องทำงาน และยังมีห้องครัวอีก 1 ห้องที่ใช้เองคนเดียว ไม่ร่วมกับใคร มีเครื่องซักผ้าในห้องด้วย ก็ขอทำสัญญาเช่าห้องใหญ่นี้ทันทีเป็นเวลา 1 ปี จ่ายค่ามัดจำ (Bond) ไป 1 เดือนล่วงหน้า จ่ายค่าเช่าห้องทุก 3 เดือนด้วยเช็ค แต่ค่าเช่าห้องไม่รวมค่าน้ำไฟ ต้องจ่ายเองต่างหากตามมิเตอร์ที่แยกของแต่ละห้อง (สังเกตว่าบ้านเลขที่ 27 เหมือนหลังแรกเลยโดยไม่ได้นัดหมาย...)

     

    การเปิดบัญชีธนาคารที่อังกฤษ จะไม่มีสมุดบัญชี แต่จะส่งแผ่น Statement การใช้เงินให้ทุกเดือน และจะให้บัตร Debit card ไปกดเงินที่ Cash Machine ได้ และให้สมุดเช็ค 1 เล่มด้วย การตีเช็คซื้อของหรือจ่ายค่าบริการจึงเป็นเรื่องปกติของที่อังกฤษ

     

    ตอนย้ายของ ก็มีเพื่อนคนไทยช่วยหิ้วของทีละเล็กละน้อยเอาเข้าบ้านหลังนี้เพราะ Harcourt Road กับ Spring Hill Road อยู่ติดกัน วันสุดท้ายได้ขนของใหญ่และหนักขึ้นแท็กซี่ไปส่ง 1 เที่ยวก็เสร็จ

     

    6.    Flat 4 บ้านเลขที่ 27 Spring Hill Road, Sheffield

     

    พอใกล้หมดสัญญาปีแรก ก็อยากย้ายห้องแล้ว (บ้านหลังเดียวกัน) เพราะห้องข้างบนราคาถูกกว่า (50 กว่าปอนด์ต่อสัปดาห์) ห้องใหญ่เหมือนกันเพียงแต่ต้องแชร์ห้องครัวกับคนที่อยู่อีกห้องหนึ่งเท่านั้น การมีห้องครัวใช้เองคนเดียวเริ่มไม่จำเป็นแล้ว อยากประหยัดตังค์มากกว่า ก็ขอทำสัญญาเช่าห้องใหม่ ทะยอยขนย้ายของขึ้นไปเอง แต่ไม่ทันได้จัดของก็กลับบ้านเมืองไทยชั่วคราวไปเก็บข้อมูลทำแบบสอบถามประกอบวิทยานิพนธ์เกือบ 3 เดือน ช่วงนี้ได้ขออนุญาตเจ้าของบ้านขอจ่ายค่าเช่าครึ่งเดียว เขาก็ใจดีลดค่าเช่าให้ ประหยัดไปแยะ ...

     

    เมื่อทำวิจัยเสร็จ ถึงเวลาต้องกลับมาเรียน กว่าจะเดินทางถึง Sheffield ก็เย็นย่ำค่ำมืดแล้ว ห้องพักก็รกเชียว เพราะก่อนไปเมืองไทยยังไม่ได้จัดของ ทิ้งไว้ในกล่องวางบนพื้น แถมไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ เพราะยังไม่ได้เติมเงินค่าไฟฟ้าเลย เลยต้องรีบกินข้าวเป็นข้าวผัดกระป๋องเอามาจากเมืองไทย จำไม่ได้ว่ายี่ห้ออะไรแต่รู้ว่ารสชาติไม่อร่อยและข้าวแข็งมาก กินไม่ลง (คิดถึงบ้าน) และคืนแรกในคืนนั้นก็อยู่แบบมืดๆ นอนไม่หลับ น้ำตาเปียกหมอน (ด้วยความคิดถึงบ้าน) อีกเช่นเคย วันรุ่งขึ้น รีบไปร้านไปรษณีย์ไปซื้อ Token มาเติมเงินมีไฟฟ้าใช้ทันที

     

    imageimage

    เครื่องมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้านมีลักษณะแบบสีดำ ส่วน Prepaid token เหมือนกับภาพขวาเสียบเข้าไปในมิเตอร์เพื่อเพิ่มค่าไฟฟ้า

     

    Token เป็นบัตรเติมเงินแผ่นเล็กๆ ตามรูป หาซื้อได้ที่ร้านไปรษณีย์ทั่วไป มีหลายราคาแล้วแต่จะซื้อ เอามาเสียบตรงเครื่องมิเตอร์ (บ้านใช้เครื่องมิเตอร์รุ่นเก่าสีดำ) อยู่ที่ชั้นใต้ดินของบ้าน เครื่องมิเตอร์จะอ่านค่าจากแถบแม่เหล็กของ Token ที่เสียบเข้าไปแล้วระบบจะไปเพิ่มมูลค่าและจ่ายไฟฟ้าให้ตามปกติ

      

    Systelia Range Steel Panel  radiators are available in eight lengths and output sizes from 500w to 2000w.

     

    ส่วนแก๊สที่มาตามท่อจะใช้เพื่อทำความร้อนให้กับแผง Heater เท่านั้น ไม่ได้ใช้กับเตาแก๊ส บ้านเช่าและหอพักส่วนใหญ่มักใช้เตาไฟฟ้ามากกว่า เพราะปลอดภัยกว่า (สังเกตว่าเมืองไทยใช้แก๊สบรรจุถัง ยังไม่มีท่อแก๊สส่งถึงบ้าน) Heater เป็นแผ่นเหล็กธรรมดา เมื่อเปิดวาลว์ แก๊สตามท่อจะไหลเข้าแผงเหล็กทำให้เกิดความร้อนส่งกระจายความร้อนทั่วห้อง ตัว Heater ไม่ได้ร้อนแบบเตาทำอาหาร มือยังพอสัมผัสได้ ไม่อันตราย และยังเป็นที่ตากผ้าของพวกเราคนไทยด้วย! (สมัยก่อนไม่มีแก๊ส ก็นั่งผิงไฟข้างเตาผิงและให้ควันไฟลอยขึ้นไปบนปล่องไฟ - Chimney) ก็จ่ายค่าแก๊สตามใบเก็บเงิน หน้าหนาวก็จ่ายแพงขึ้น (รู้มาว่าบ้านไหนใช้ Heater ไฟฟ้า จะเสียค่าไฟฟ้าแพงกว่าการใช้cแบบแก๊ส) ส่วนค่าน้ำประปา เจ้าของบ้านจ่ายให้

     

    อยู่ห้องนี้นาน 3 ปีแต่อยู่บ้านหลังนี้รวม 4 ปีได้ ก็ไม่ได้ทำสัญญาต่อเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ครบปีตามสัญญาหรือไม่ Mickey ก็คืนค่ามัดจำมาให้ (แปลกมากๆ คืนสุดท้ายที่อยู่บ้านนี้ กำลังโทรศัพท์คุยกับเพื่อน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโครมครามดังมาก แต่มืดแล้ว ไม่รู้ว่าคืออะไร รุ่งเช้ามาเห็นว่าปล่องไฟที่หลังคาบ้าน (Chimney) ที่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้วหักร่วงลงพื้น โชคดีที่ไม่โดนใคร!)

     

    7.  Room 5, Flat 8, 30 Taptonville Flat, Sheffield


     

    image

     

    เป็นแฟลตของมหาวิทยาลัย มีหลายชั้น แต่ละชั้นจะมี 10 ห้องนอน 1 ห้องครัวใช้ร่วมกันกับห้องน้ำ 2 ห้อง และห้องส้วม 2 ห้อง

     

    เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม แฟลตจึงว่าง เลยขอเช่าอยู่ที่นี่ชั่วคราวในระหว่างหาบ้านที่ไม่ต้องทำสัญญาเช่าระยะยาว เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลานานอีกเท่าไรจึงจะเรียนจบ ตอนย้ายมา สมบัติบ้าส่วนตัวก็เยอะมาก แพ็คของเอง ขนด้วยแท็กซี่กดมิเตอร์ถึง 3 เที่ยวจึงจะขนของจากที่เก่ามาหมด เพื่อนคนไทย 3 คนมาช่วยแบกของขึ้นแฟลต เสร็จแล้วกองไว้เดี๋ยวจัดเอง วันที่ย้ายเข้า ไม่เจอใคร ก็เลยเลี้ยงข้าวตอบแทนเพื่อนๆ ในห้องครัว (ห้องครัวเป็นของเรา!) ซึ่งกับข้าวได้เตรียมทำใส่ถุงไว้แล้วตั้งแต่บ้านเก่า  แค่เอาออกมาอุ่นเท่านั้น !


    ทั้งแฟลต 8 อยู่กันแค่ 5 ห้อง เป็นนักเรียนจีนที่มาเรียนปริญญาโทที่นี่ในเทอมใหม่ทั้งหมด 4 คน เลยไม่แน่น มาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึง 2 เดือน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าและไม่เหนื่อยเปล่า นอกจากจะอยู่เพื่อรอเวลาหาบ้านแล้ว การที่ได้รู้จักนักศึกษาใหม่กลุ่มนี้ก็ยังได้ประโยชน์เยอะ เพราะเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผู้เขียนเลยล่ะ (เป็นลูกค้าอะไรจะเฉลยให้ฟังในตอนต่อไปนะ)

     

    8.  บ้านเลขที่  10 Powell Street, Sheffield

    imageimage

    Arts Tower เป็นตึกของมหาวิทยาลัยที่มี "ลิฟท์เปลือย" The Paternoster Lift ใช้ในอาคารร่วมกับลิฟท์ปกติ

     

    เป็นบ้าน 2 ชั้น 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องครัว 1 ห้องน้ำและ 1 ห้องส้วม หลังบ้านเป็นสนามหญ้าสีเขียวกว้างขวางตากผ้าได้ ปิคนิคบาร์บีคิวได้ และวิวสวยด้วย อยู่เชิงเขาใกล้ตึก Arts Tower ที่เป็นตึกสูงที่สุดในเมือง Sheffield  ภายในตึกยังมีลิฟท์แบบเก่าแก่เรียกว่า The Paternoster Lift เป็นลิฟท์โล่งขนาด 2 คนยืน ไม่มีประตูเปิดปิด มี 2 ฝั่ง คือ ขาขึ้นและลง จะเลื่อนช้าๆ ตลอดเวลาโดยไม่หยุด ดว้นแต่ลิฟท์ค้างขัดข้อง ใครที่อยู่ครึ่งๆ กลางของชั้น ก็ต้องหาทางปีนออกจากลิฟท์เอง !

     

    เจ้าของบ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เป็นชาวอิรักนั่งรถเข็นเพราะพิการขาลีบทั้ง 2 ข้าง แต่งงานแล้ว แต่ลูกเมียไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านสวัสดิการ มีเก้าอี้เลื่อนของคนพิการติดตั้งอยู่ข้างๆ บันไดเพื่อให้ขึ้นลงชั้นล่างและชั้น 2 ของบ้านสะดวก (ล่าสุดตอนไปเยี่ยมช่วงไปรับปริญญาเห็นทำเป็นลิฟท์แล้ว) เดิมมีน้องผู้หญิงคนไทยเป็นมุสลิมอาศัยอยู่ด้วย สอบวิทยานิพนธ์ผ่านแล้ว กำลังจะกลับบ้านเมืองไทย เจ้าของบ้านอยากได้คนไทยมาอยู่ต่อ น้องเขาเลยมาชวน ช่างเป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ดีอะไรเช่นนี้... เพราะกำลังมองหาห้องเช่าที่ไม่ต้องทำสัญญาอยู่พอดี เลยรับปากขอเช่าต่อทันที ห้องที่อยู่เล็กมาก อาศัยนอนอย่างเดียว ถ้าจะเขียนวิทยานิพนธ์ก็ไปห้องคอมฯ ของมหาวิทยาลัยมีหลายตึก ไปนั่งใช้คอมฯ ทำงานทั้งวัน มีขนมปังและน้ำดื่มเต็มพิกัดในเป้จนถึงเวลาปิด บ้านหลังนี้อยู่ได้เกือบครึ่งปี พอรู้ว่าจะได้กลับประเทศไทยแล้ว ก็รีบแจ้งให้เจ้าของบ้านรู้ล่วงหน้าเป็นเดือน

     

    imageimage

     

    การย้ายบ้านทุกแห่งนี้ แพ็คของเองทั้งหมด ใส่ในกล่องบ้าง ตะกร้าผ้า ถุงก็อบแก๊บ และมัดเชือกบ้าง แต่ตอนขนของต้องขอแรงเพื่อนคนไทยมาช่วยกัน และใช้บริการ Black Cab (Taxi สีดำยี่ห้อ Benz ด้วยนะ) ช่วยขนของ ยอมให้เขากดมิเตอร์เป็นเที่ยวๆ ไป ไม่มีการเหมาจ่าย ห้องโดยสารกว้างดี จุของเยอะ ถ้าจะนั่งๆ ได้ 5 คน เบาะยาว 3 คน และเบาะพับเก็บได้แบบนั่งหันหน้าคุยกับคนนั่งเบาะยาวได้อีก 2 ที่นั่ง

     

    พ่อแม่ของผู้เขียนก็เป็นห่วงว่าทำไมถึงต้องย้ายบ้านบ่อยขนาดนี้ และย้ายไหวไหม ย้ายยังไง ด้วยเหตุผลความจำเป็น (ทั้งเหตุการณ์ภายนอกบังคับและด้วยเหตุผลส่วนตัวที่อยากประหยัดตังค์) จึงทำให้ย้ายบ้านบ่อย การแพ็คของและย้ายของก็ทำได้ด้วยความชำนาญและรวดเร็ว และทำให้รู้ว่าของอะไรอยู่ที่ไหน แต่ก็มีปัญหาจุกจิกตรงที่ต้องแจ้งให้มหาวิทยาลัยทราบ แจ้งธนาคาร และแจ้งพ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงให้รู้ ซึ่งระบบไปรษณีย์ที่อังกฤษนี้ดี มีบริการส่งจดหมายที่จ่าหน้าตามที่อยู่เก่าให้ไปส่งยังที่อยู่ใหม่ได้ สะดวกดีจัง...

     

    ค.  ย้ายของกลับบ้านเมืองไทยถาวร

    imageimage

     

    ครึ่งเดือนก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ได้เตรียมแพ๊คของกลับบ้านเมืองไทย ก็ได้ข้อมูลจากเพื่อนคนไทยที่กลับบ้านไปแล้วถึงวิธีส่งของกลับบ้าน เลยติดต่อบริษัท M&A Shipping ที่ทำธุรกิจขนส่งของระหว่างประเทศ (International Removals) อยู่ที่เมือง Sheffield ให้นำกล่องเปล่าขนาดใหญ่สูงเมตรกว่าๆ จำนวน 3 กล่อง และกล่องเปล่าใส่หนังสือสูงขนาดฟุตกว่ามาให้อีก 4 กล่องมาเพื่อแพ็คของกลับบ้านเมืองไทย ทางบริษัทก็ให้เทปกาวมาหลายม้วนด้วย (ค่ากล่องและเทปปิดกล่องได้รวมไว้เป็นค่าส่งแล้ว) ยังดีที่เป็นการคิดค่าบริการตามจำนวนและขนาดของกล่อง ไม่ได้คำนวณตามน้ำหนักกล่อง เลยขนของกลับซะเยอะเลย ทะยอยแพ็คได้จนอัดแน่นครบทุกกล่อง อยากเก็บไปไว้ที่บ้านเมืองไทยทุกอย่างที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นความทรงจำที่ดี (แต่เยอะไปนิด!) จะเหลือข้าวของไว้กับตัวเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งหมด 7 กล่องที่ส่งไป จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไร แต่สำหรับผู้เขียนไม่เสียดายและรู้สึกว่าไม่แพงมาก

     

    พอแพ็คเสร็จ โทรฯ นัดให้บริษัทมารับกล่องไปส่งที่ท่าเรือทางใต้ของอังกฤษ (ไม่รู้ว่าเมืองไหน) ใช้เวลาส่งทางเรือจากประเทศอังกฤษไปถึงท่าเรือคลองเตย ประเทศไทย ใช้เวลาประมาณ 3-5 เดือน ช่วงนั้นผู้เขียนก็กลับถึงเมืองไทยแล้ว ได้รับจดหมายมาบอกให้ไปรับของ ผู้เขียนก็ขอให้เพื่อนของรุ่นพี่ที่ทำธุรกิจ Shipping ไปขึ้นของจากท่าเรือมาส่งให้ที่บ้าน เสียเงินไป 3-4 พันบาท (คำว่า “เสียเงินทั้งขึ้นทั้งล่อง” คงมาจากงานนี้ละมั้งเนี่ย...) ก็ไม่ง่ายนัก ต้องฝากหนังสือเดินทาง (Passport) ไปขึ้นของพร้อมกับ Declare ของด้วยว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง ก็มีไม่กี่อย่าง ยังดีที่เขาไม่แกะกล่องตรวจเช็คจนเสียหาย กล่องทั้ง 7 กล่องก็ขนขึ้นรถ 6 ล้อมาส่งให้ถึงที่บ้านเลย ตอนที่เปิดกล่องเอาของออกมา เหมือนได้กลิ่นไอจากอังกฤษ ทำให้คิดถึงชีวิตที่โน่นเหมือนกัน !!!

     

    และที่เคยเล่าไปเมื่อสองตอนที่แล้ว ตอนขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน ของจำเป็นที่เหลือติดตัวบางอย่างนอกเหนือจากที่ได้บริจาคให้กับร้านการกุศล (Charity shop – จะเล่าให้ฟังอีกที) และให้น้องๆ คนไทยไปแล้ว ที่เหลือก็แพ็คใส่ในกระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบทั้งหมด แต่พอไป Check in ที่สนามบินถูกให้เอาของออกจากกระเป๋า เพราะน้ำหนักเกิน แต่ไม่ยอมทิ้งของ งก และไม่ยอมส่งทางพัสดุไปรษณีย์ที่มีให้บริการที่สนามบินด้วย แต่แอบไปหาที่นั่งเปิดกระเป๋าใหญ่เอาของมาใส่ไว้ในเป้หลังแทน ทำให้หนักอึ้งแบกหลังแอ่นเลย ไม่เป็นไร แข็งแรงและอึดอยู่แล้วด้วยความเสียดายของ!!! ซึ่งเป้หลังก็ไม่โดนชั่งน้ำหนัก รอดไป...ได้ของกลับบ้านครบจ้ะ 

    ขาไปอังกฤษมีข้าวของติดกระเป๋าไปแค่ 2 ใบ ตอนขากลับมีของในกระเป๋าใหญ่แค่ 1 ใบ ดูเหมือนน้อย แต่ไม่หรอก...ได้ขนสมบัติที่สะสมมตลอดเกือบ 6 ปีลงกล่องส่งล่องเรือตามไปประเทศไทยอีกตั้ง 7 กล่องใหญ่แล้ว... เพิ่มขึ้นเยอะเลยใช่ไหม!!!

     

     

    ยังมีเรื่องขอเล่าต่ออีกนิดในตอนหน้า เป็นเรื่องของการหารายได้พิเศษในประเทศอังกฤษ โปรดติดตามโดยพลัน

    ขอขอบคุณรูปภาพทุกรูปจากเว็บไซต์ทุกเว็บที่ผู้เขียนได้ดาวน์โหลดมาใส่ไว้ ซึ่งทำให้ Blog น่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

    ขอขอบคุณ มจธ. และทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนไทยคนนี้ได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตในต่างแดน และได้ทบทวนชีวิตของตนเองอย่างคุ้มค่า นอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาการ

     

    (27 มิถุนายน 2553)

    เห็นอย่างงี้แล้วอยากให้ มจธ มีหอพัก สำหรับบุคลากรมั่งล่ะครับ

    แล้วถ้ามีบรรยากาศ ทางเดินอย่าง Parkwood ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามมาก

    จะเป็นการช่วยสร้างกำลังในการทำงานได้อีกเยอะเลยครับ :)

    บรรยากาศเหมาะกับ การเดินกลับของคู่รักมากครับ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ยังหาคู่ไม่ได้น่ะสิ - -*

    ผมสังเกตสิ่งหนึ่งที่เห็น ทุกบ้านจะมีบริเวณสำหรับในการปลูกต้นไม้ ให้เกิด ความน่่ารมรื่น

    ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว ผมว่ามันคนผลิดอกออกใบ ออกมาได้ สวยงามแน่เลยครับ :)

    แต่มิเตอร์ไฟ คงไม่เหมาะกับบ้านเราหรอกครับ เดี๋ยวมีคนตัดสายไฟต่อตรงโดยไม่ต้องเติมเงินแน่ๆ :)

    ปล. พี่ซ้วงขยันมากเลยนะครับ และขอบคุณที่พี่ซ้วงนำบทความดีๆ มาให้ชาว KM โดยตลอดนะครับ

    Admin#2 3342 days ago

    1 people liked this comment.

    เกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อย ไม่ได้น้องแชมป์ช่วยเหลือทางเทคนิค คงเขียนตอนนี้ไม่จบแน่ ! ขอบคุณหลายๆ ค่ะ

    ช่างโมแรงติก เอ้ย...โรแมนติคจัง น้องแชมป์ ในยามปกติบรรยากาศเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จริงค่ะ แต่ลองจินตนาการตอนหน้าหนาว หรือตอนที่ตื่นสายไปเรียนไม่ทันสิคะ ถนนยาวๆ สวยๆ อย่างนี้ก็ไม่น่าสนใจแล้ววุ้ย เพราะเดินไกล ไม่ถึงจุดหมายซักที!!!

    Parkwood เป็นบริเวณสวนป่าที่ร่มรื่น จะเห็นกระรอก กระต่าย เยอะแยะออกมาเดินเล่นไม่กลัวคนอยู่บ่อยๆ ถ้าตรงไหนมีสระหรือบ่อน้ำก็มักจะเห็นหงส์ขาวหลายตัวลอยอยู่สวยมาก แทบทุกมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะมีธรรมชาติสวยๆ อย่างนี้ค่ะ

    ที่ มจธ. เราก็มีนะ ทางเดินแถวสวนสุขภาพไงคะ แม้เส้นทางสั้นๆ แต่ก็สวยงาม เคยเห็นกระรอกเดินตามต้นไม้และสายไฟฟ้า มีนกหลายพันธุ์ตรงสนามหญ้าสีเขียวๆ และมีเป็ด 2 ตัวกับห่านอีก 1 คู่ด้วย น่ารักดี....ตั้งแต่มหาวิทยาลัยมีประตูข้าง ก็จะเดินแถบนี้บ่อย ชมความสวยงามของธรรมชาติอย่างนี้ทุกเช้า เว้นแต่วันไหนถ้ามาถึงเกือบ 8.30 น. ใจก็จะไปอยู่ที่ตึกแล้ว เพราะต้องรีบเดินให้ถึงเพื่อทันรูดบัตรน่ะ!!!)

     

    **ซ้ (Suang)** 3341 days ago

    พี่ซ้วงแนวเดียวกะผมเป๊ะ ถ้า 9.00 ผมก็วิ่งไม่สนบรรยากาศแล้วพี่ วิ่งเข้าที่รูดบัตรอย่างเดียวครับ หุหุ

    โดยส่วนตัวชอบบรรยากาศ มจธ ตรงนี้มากครับ ยกเว้นสีของน้ำที่อาจจะไม่ค่อยน่าพิศมั้ยนัก

    ผมชอบช่วงที่ต้นไม่ที่มีดอกสีชมพูร่วงลงมา บรรยากาศ ดู เหมือนกับอยู่่ต่างประเทศมากๆ

    ถ้าเดินเป็นคู่คงเป็นบรรยากาศที่ดีมาก น่ะพี่ แต่ เดินคนเดียวมันก็จะแปลกๆ ไป - -*

    Admin#2 3340 days ago

    ด้านข้างของมหาลัย เป็นสวนธนบุรีรมย์ ซึ่งยิ่ง เสริมสร้างบรรยากาศ ให้น่ารมรื่นยิ่งขึ้นครับ

    Admin#2 3340 days ago

    พี่ซ้วงค่ะ หงส์พึ่งได้เข้ามาเป็นสมาชิก KMUTT KM Team และได้อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจ และน่าติดตาม พร้อมกับจินตนาการไปกับภาพบรรยากาศที่หาไม่ได้แล้วในเมืองไทย และหงส์คิดว่าถ้าใครได้อ่านแล้วคงจะอิจฉาพี่ซ้วงอย่างแน่นอนค่ะ

    เดี๋ยวคงต้องย้อนไปอ่านตอนแรกๆ บ้างแล้วค่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสเหมือนพี่ซ้วง แต่อยากน้อยก็ได้ความรู้ที่หาไม่ได้จากหนังสือ หรือตำราแน่นอนค่ะ  ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ค่ะ......

    pratoomporn.ton 3330 days ago

    การเปิดรับความสุขจากธรรมชาติสีเขียวๆ จะสามารถเพิ่มพลังให้กับน้องแชมป์และชาว KM ทุกคนได้มากมาย (บางครั้งจะได้รับพลังอย่างมหัศจรรย์ด้วย!) หาโอกาสชื่นชมกับสิ่งรอบตัวบ่อยๆ นะคะ 

    ขอต้อนรับแฟนคลับคนใหม่ "น้องหงส์" ค่ะ พี่รู้ดีว่าพี่เป็นคนโชคดีคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปผจญภัยในโลกกว้าง ขนาดผ่านมา 6-7 ปีแล้วก็ยังจำได้ไม่ลืม เลยอยากเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นให้กับแฟนคลับทุกคนได้รับประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ ผ่านตัวหนังสือด้วยค่ะ

    ดีใจที่ทุกคนชอบอ่านนะ (หวังไว้เช่นนั้น!) และโปรดติดตาม Blog ของทุกๆ คนที่ใส่เข้ามาด้วย รวมถึงอย่าลืมเขียนเข้ามาให้อ่านด้วยนะคะ (ถ้ามีโอกาส อย่าเป็นคนอ่านอย่างเดียว ช่วยๆ กันเล่าและเขียนเข้ามาให้ชมรมชาว KMUTT Blog ได้อ่านด้วยนะคะ เพราะประสบการณ์หรือความคิดของคนๆ หนึ่งอาจแตกต่างและน่าสนใจสำหรับอีกหลายๆ คน)

     

     

    **ซ้ (Suang)** 3329 days ago

    1 people liked this comment.