Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 13 "มจธ. ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.4

    ตอนที่ 7.4 การใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ (ต่อ)

    นักเรียนทุนกระทรวงวิทย์ที่ได้รับทุนปริญญาโท-เอก จะได้รับทุน 4+1 ปี คือ ปริญญาโท 1 ปี และปริญญาเอก 4 ปี ซึ่งผู้เขียนเรียนปริญญาโทไป 1 ปี และได้เรียนปริญญาเอกเกินเวลาไปครึ่งปี (เป็นเวลา 4 ปีครึ่ง) ในช่วงครึ่งปีสุดท้ายที่เหลือแค่เขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ ก็ไม่ได้รับทุนแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะต้องอยู่อีกนานเท่าไรถึงจะเรียนจบ ชักจะไม่ไว้ใจในสถานะทางการเงินของตัวเอง แม้จะมีเงินเก็บบ้าง แต่เพื่อความไม่ประมาท ต้องหารายได้พิเศษโดยการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย (น่าจะเดาได้ อาชีพยอดฮิตของนักเรียนไทยในต่างแดน!) ก็คิดว่าหางานทำเอาเงินใช้เป็นค่าหอค่ากินดีกว่า เพราะยังพอมีเวลาว่างบ้าง ลองติดตามอ่านดูนะคะ...

     


    1. ปิดผนึกซองเอกสาร

    imageimage


    อาจารย์ในสาขาวิชา Criminology Law ของ Department of Law, The University of Sheffield ต้องการส่งแผ่นพับประชาสัมพันธ์หลักสูตรไปตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ อาจารย์ก็เลยอีเมลถึงนักศึกษาบัณฑิตศึกษาทุกคนในคณะที่พอมีเวลาขอจ้างให้มาใส่แผ่นพับในซองจดหมายสีน้ำตาลและปิดผนึก โดยเหมาจ่าย 15 ปอนด์ (มีไม่กี่ร้อยซอง) ผู้เขียนอีเมลหาอาจารย์ทันทีว่าขอสมัครทำงานด้วย และก็ได้อีเมลตอบรับมาและเริ่มงานใน 2 วันต่อมา

    ผู้เขียนไปขนแผ่นพับและซองจดหมายจากห้องธุรการมาไว้ที่ Office (ห้องพักทำงานที่คณะของผู้เขียนเอง แต่ไม่เคยอยู่ทำงานเลย) อาจารย์เขาแซวว่าอย่าใช้น้ำลายปิดซองนะ เดี๋ยวแห้งปากหมด ก็เลยบอกอาจารย์ไปว่าได้เตรียมน้ำเปล่ามาทากาวปิดผนึกซองแล้ว (คนอังกฤษเขามักใช้ "น้ำบ่อน้อย" หรือน้ำลายตัวเองเลียปิดผนึกซองและแสตมป์ ถ้าไปตามร้านไปรษณีย์ของอังกฤษจะ หาแท่นฟองน้ำเติมน้ำสำหรับทาแสตมป์หรือปิดผนึกซองไม่เจอ!) ผู้เขียนทำ 1 วันก็เสร็จ ได้ค่าแรงมาเป็นค่ากับข้าวโดยไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย !

     


    2. พนักงานล้างจาน และพนักงานเสิร์พ
    เพื่อนคนไทยรู้ว่าผู้เขียนกำลังหางานทำ จึงแนะนำให้ไปทำงานที่ร้านอาหารไทย ซึ่งที่เมือง Sheffield มี 2 ร้าน โดยร้านเล็กชื่อ “บ้านนา” อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย อีกร้านเป็นร้านใหญ่ชื่อ “Royale Thai Restaurant” อยู่ไกลออกไป แต่ร้านนี้ทำงานเป็นระบบมากกว่า เลยไปขอเจ้าของร้านทำงาน แค่คุยกันอาทิตย์เดียวก็โทรศัพท์มาเรียกให้ทำงานได้เลย

    ร้านอยู่ไกลจากหอพัก ต้องเดืนเกือบ 1 ชั่วโมงไปถึงร้าน การเดิน 1 ชั่วโมงถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของนักศึกษาที่นี่ เพราะอยากประหยัด ไม่อยากเสียตังค์ค่ารถที่ต้องขึ้นหลายต่อ การเดินจะเร็วกกว่าด้วย เพราะไปทางลัด แถมได้ออกกำลังกายด้วย ค่อยๆ เดิน ดูวิวทิวทัศน์และชีวิตผู้คนก็เพลินดี

    เจ้าของร้านเป็นคนอังกฤษได้เมียเป็นคนไทยอีสาน แม่ครัวก็เป็นคนไทยอีสานทั้งหมดมีสามีเป็นคนอังกฤษเช่นกัน ส่วนเด็กเสิร์พอาหารก็เป็นว่าที่ด๊อกเตอร์ไทยทั้งนั้นที่มาทำงานกัน ก่อนเริ่มงานประมาณ 5 โมงเย็นต้องมาถึงร้านกินข้าวเย็นก่อน (ฟรี) บางมื้อแม่ครัวตำส้มตำให้กินด้วย! (ไม่มีในเมนู ไม่ได้ทำขาย) กินข้าวเสร็จก็ช่วยกันเช็ดโต๊ะ จัดโต๊ะ วางจานชามช้อนถ้วย ร้านเปิด 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม

     

     

    imageimage

     

    ครัวของร้านอาหารก็ไม่กว้างมาก คล้ายๆ ในรูป แต่เป็นครัวสเตนเลส เลยทำความสะอาดง่าย ไม่สกปรก มีการตรวจสอบสุขอนามัยของครัวและแม่ครัวจากหน่วยงานของรัฐเป็นประจำ ช่วงแรกขอทำงานเป็นคนล้างจานในครัว เพราะไม่กล้ารับออเดอร์กลัวจดผิด ทำอาทิตย์ละ 3 วันคือวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ ลูกค้าเยอะมาก คืนหนึ่งมีลูกค้าต่อโต๊ะถึง 4 รอบ ขนาดต้องจองโต๊ะจองเวลากันเลยทีเดียว (ภูมิใจในอาหารไทยจริงๆ) แต่ทำได้แค่เดือนเดียวขอเปลี่ยนหน้าที่ดีกว่า ล้างจานล้างถ้วยแทบไม่ทัน ขนาดมีเครื่องล้างจานช่วยผ่อนแรงแล้วนะ ทั้งร้อนและอบด้วย เหนื่อยมาก

     

    image

     

    เลยขอเปลี่ยนเป็นเด็กเสิร์พอาหารดีกว่า เจ้าของร้านก็โอเค ให้ชุดไทยสีม่วงมา 1 ชุด (คล้ายๆ ชุดในรูป แต่เป็นคอจีนสีม่วงสด ไม่มีสไบคาด และชุดไม่สวยอย่างนี้ เป็นแบบเรียบๆ หอบมาเปลี่ยนที่ร้าน ผู้อ่านคงกำลังจินตนาการอยู่ละสิว่าผู้เขียนหน้าหมวยๆ ใส่ชุดไทยแล้วน่าจะตลกขำๆ ไม่ผิดๆ ก็ทั้งแปลกพิลึกและตลกจริงๆ น่ะ แรกๆ ก็เขินเหมือนกัน แต่เป็นชุดไทยชุดประจำชาติของเรา จะเขินไปทำไม และด้วยหน้าที่กับเงินค่าจ้าง ก็ต้องยอม!!!)

    ปรากฏว่างานง่ายกว่าตั้งเยอะเลย ไม่ยากอย่างที่คิด และมีคนช่วยหลายคนด้วย ไม่ได้แบ่งโต๊ะหรือแบ่งหน้าที่กัน ใครว่างก็ช่วยกัน ไม่ได้แบ่งโต๊ะกันดูแล

    ทุกร้านอาหารที่ประเทศอังกฤษ ลูกค้าที่มาถึงจะต้องยืนอยู่หน้าร้านก่อน แล้วค่อยให้คนในร้านพาไปนั่งที่โต๊ะ จะปเดินหาที่นั่งที่โต๊ะเองไม่ได้ ร้าน Royale Thai Restaurant มี 2 ชั้น เจ้าของร้านดูแลข้างล่าง มีแค่ 3 โต๊ะ พวกเราดูแลชั้น 2 มี 10 โต๊ะ พอลูกค้าขึ้นมา ถ้ามีโต๊ะว่าง เราก็อาจให้เขาเลือกได้ แต่ถ้าแขกเต็มร้าน ก็เลือกไม่ได้

     

     

    image

    ในเมนูอาหารจะมีหลายเลขของอาหาร ชื่อของอาหาร และคำอธิบายอาหารสั้นๆ มีทั้งอาหารว่าง (Starter) แกง ต้มยำ ผัด ทอด ผู้เขียนก็มีสมุดจดเล็กๆ ในมือ ออเดอร์หนึ่งจะมีกระดาษ 2 ใบแนบกระดาษก๊อบปี้ไว้ ตอนรับออเดอร์ก็เขียนหมายเลขโต๊ะที่หัวกระดาษก่อน และรับออเดอร์เป็นหมายเลขอาหาร แล้วเอาเข้าไปให้แม่ครัว 1 แผ่น ส่วนกระดาษก๊อบปี้อีกใบก็เอาไปให้ที่เจ้าของร้านที่เคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน

    แม่ครัวทำอาหารเสร็จจะกรดกริ่ง พวกเราก็เข้าไปในห้องที่กั้นระหว่างห้องครัวและห้องอาหารไปรับอาหารจากช่องหน้าต่างที่ห้องนั้นมาเสิร์พลูกค้าตามโต๊ะที่แม่ครัวบอก พอแขกกลับ ก็ต้องรีบเก็บจาน ฉีดน้ำยาเช็ดกระจกไปบนโต๊ะแล้วเอาผ้าเช็ดโต๊ะเช็ด (เป็นโต๊ะกระจก สบายกว่ามีผ้าปูโต๊ะ) จัดจานชามช้อนแก้วชุดใหม่ และเชิญแขกรอบใหม่มานั่งต่อ ช่วยกันทำทำแทบไม่ทัน ส่วนเครื่องดื่ม ต้องลงไปเอาที่ข้างล่าง การถือถาดอาหารและน้ำเดินขึ้นลงบันไดก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ก็โชคดีไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดๆ

     

    imageimage

     

    อาหารที่ขายดี คือ Royale Thai Platter (อาหารว่างประเภทอาหารทอดหลายอย่างใส่จานเปลใหญ่ คล้ายๆ ในรูป แต่ที่ร้านนี้จะมีข้าวเกรียบกุ้งมโนราห์ ปอเปี๊ยะทอดใส้วุ้นเส้น กุ้งชุบแป้งทอด ขนมปังหน้าหมู เกี๊ยวทอด) นอกจากนี้ อาหารที่ขายดีของที่ร้านก็มีหมูสะเต๊ะ ต้มยำกุ้ง (ใช้ก้อนต้มยำคนอร์) ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย (สูตรใส่ซอสมะเขือเทศ) แกงเขียวหวานไก่ และผัดกระเพรา แม่ครัวที่นี่จะทำอาหารชามต่อชาม จานต่อจาน ไม่ได้ต้มแกงหรือผัดไว้ก่อน ยกเว้นข้าวผัดไข่และผัดไทยที่ผัดไว้แล้วเยอะๆ พอลูกค้าสั่งก็เข้าไมโครเวฟอุ่นร้อน ส่วนเครื่องดื่ม เบียร์สิงห์ขวดเล็กขายดีมาก

    ค่าจ้างทุกหน้าที่ (ยกเว้นแม่ครัว)ได้เท่ากันทุกคนชั่วโมงละ 5 ปอนด์ ทิปตะหาก คนอังกฤษทิปหนัก (ถ้าเห็นลูกค้าเป็นคนเอเชีย ก็ทำใจได้เลยว่าจะไม่ได้ทิปมากมาย) เคยมีบางวันที่แบ่งทิปกันได้ถึงคนละ 10 ปอนด์ ทั้งที่คนทำงานในร้านมีเกือบ 20 คน (รวมแม่ครัว) ในช่วงหลังๆ ผู้เขียนขอเปลี่ยนไปทำงานวันจันทร์วันเดียว ร้านใช้เด็กเสิร์พคือผู้เขียนแค่คนเดียว เพราะลูกค้าไม่เยอะ ทำให้ได้ทิปน้อย บางครั้งแบ่งแล้วได้มาแค่ 50 pence ก็ยังมี (100 pence เท่ากับ 1 pound) แต่ก็ยังชอบที่จะทำงานวันจันทร์วันเดียวมากกว่า เพราะไม่วุ่นวาย วันจันทร์ไหนที่มีลูกค้าจองเยอะ เจ้าของร้านก็จะหาพี่คนไทยมาช่วยเพิ่มด้วย หรือวันเสาร์-อาทิตย์ไหนคนไม่พอ ก็ถูกเรียกให้ไปช่วยเหมือนกัน

    อีกอย่างเพิ่งรู้ทีหลังว่าทุกวันจันทร์จะมีของสดมาส่งที่ร้านจำนวนมาก ร้านจะเก็บใส่ไว้ในตู้แช่แข็ง และหลายๆ ครั้งในการทำงานวันจันทร์ ก็มักจะได้หมูทอดติดมือกลับบ้าน (มีคนทำงานไม่กี่คน แม่ครัวเลยใจดีแอบให้!!!) รวมถึงข้าวผัดไข่และผัดไทยที่ผัดทิ้งไว้ ถ้าวันไหนลูกค้าสั่งน้อย ก็จะมีเหลือแจกให้พวกเราคนทำงานคนละถุงสองถุง ประหยัดค่ากับข้าวได้เยอะ!

     

    image

     

    ในวันศุกร์-อาทิตย์ ร้านจะมีแม่ครัวทำหน้าที่ต้มผัดแกง 3 คน และแผนกทอด 1 คน วันธรรมดาจะมีแม่ครัวต้มผัดแกง 1 คน แผนกทอด 1 คน มีอยู่ 1 ครั้งในวันจันทร์ เจ้าของร้านให้ไปเป็นแม่ครัวแผนกอาหารทอดแทนแม่ครัวที่มาไม่ได้ โดยให้น้องผู้ชายคนไทย 1 คนเป็นพนักงานเสิร์พแทน ทำให้ผู้เขียนได้คลุกคลีเห็นวิธีการทำงานในครัว แม่ครัวหลักก็จะสอนบอกให้ทำอะไรบ้าง ตอนเตรียมครัวก่อนเปิดร้าน ก็ไปช่วยหั่นเนื้อหั่นผัก รู้มาว่าผักห้ามล้าง แค่แช่ไว้สักครู่ก็พอ เพราะจะทำให้เฉาและเน่าง่าย (ไม่ค่อยสะอาดนะ แต่ถือว่าผักโดนความร้อนจากการประกอบอาหารคงฆ่าเชื้อโรคไปแล้วล่ะ! เป็นเพราะร้านเขาปิดกิจการไปแล้วละเนี่ย ถึงได้กล้าเล่า เข้าใจว่าคงเป็นเรื่องปกติของทุกร้านอาหารอยู่แล้ว) สำหรับเขียงก็แบ่งเป็นสี เขียงที่นี่เป็นพลาสติค แบ่งสีตามการใช้กับประเภทอาหาร จำไม่ได้ว่าสีอะไรใช้หั่นเนื้อ สีอะไรใช้หั่นผัก สีอะไรใช้หั่นขนมปัง ฯลฯ ห้ามใช้ผิด!

    นอกจากนี้ ยังรู้หลักการจัดอาหารทอดลงจาน platter ว่าต้องวางปอเปี๊ยะกี่ชิ้น เกี๊ยวกี่อัน ฯลฯ สำหรับการทำหมูสะเต๊ะให้ปิ้งสักพักก่อน แล้วหย่อนลงไปในน้ำมันทอดแป๊บหนึ่งแล้วนำมาปิ้งต่อ จะได้สุกเร็ว รู้สึกตื่นเต้นดี กลัวทำไม่ถูก แต่ลูกค้าไม่มาก เลยไม่ต้องรีบร้อน ไม่เหนื่อยเท่าไร แถมได้ค่าแรงดีกว่าด้วย

    ทุกครั้งที่ไปร้านจะเดินไปเอง ส่วนขากลับบ้าน เจ้าของร้านจะขับรถไปส่งถึงบ้าน เพราะดึกมากแล้ว กว่าจะเก็บกวาดร้านเสร็จก็เกือบตีหนึ่ง น้องผู้ชายก็เทขยะ (ลากจากชั้นสองลงข้างล่างที่ประตูหลังร้าน แต่ละวันมีขยะเศษอาหารเยอะมากเพราะร้านนี้ดีจริงๆ ที่อาหารเหลือจากโต๊ะลูกค้าจะไม่เก็บเลย เททิ้งหมด) ถ้าไม่ว่างก็จะออกค่ารถแท็กซี่ให้ ใครไปทางเดียวกันก็ขึ้นรถไปด้วยกัน

     

    imageimage

    แต่มีอยู่คืนหนึ่ง แม่ครัวชวนไปเล่นคาสิโน ก็อยากได้ประสบการณ์ มีน้องคนไทยอีกคนไปด้วย ก็ตามพี่เขาไป ที่ Napoleons Casino and Restuarant บนถนน Ecclesall เมือง Sheffield (ใช่เลย ที่ตรงนี้เลย ตามรูป) ขับรถไปถึงก็เข้าไปฝากเสื้อหนาวที่เคาน์เตอร์และซื้อเครื่องดื่มก่อน ขนาดหลังเที่ยงคืนแล้วคนเยอะมาก เหม็นควันบุหรี่มาก ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน เดินไปหลายๆ ห้อง มีการพนันให้เล่นหลายแบบ ไปแลกเงินเป็นเหรียญพลาสติก ผู้เขียนแลกไป 5 ปอนด์ พี่แม่ครัวชวนเล่นที่เป็นเครื่องหมุนๆ บนโต๊ะ (ตามรูป) คนเล่นจะนั่งล้อมรอบ คนคุมเกมส์จะทอยลูกเต๋าลงไปในเครื่องหมุน ตกลงไปในช่องหมายเลขไหน ใครแทงหมายเลขนั้นก็ได้ไป ขนาดผู้เขียนแทงทีละน้อย ไม่กี่นาที 5 ปอนด์ก็หมดไป พี่แม่ครัวเขาเล่นได้เยอะเลยใจดีให้มาอีก 5 ปอนด์ แต่ก็ไม่สามารถแก้มือได้ หมดไปในพริบตา! ไปยืนมองพี่เขาเล่นแทน จนตีสองพี่เขาขับรถไปส่งถึงบ้าน (เสียดายที่ไม่ได้เล่น Slot machine แบบโยกๆ อยากลองเหมือนกัน!)

     

     

    imageimage

     

    พี่ๆ แม่ครัวเขาชอบเล่น Lotto คือล็อตเตอรี่ด้วย เป็นเรื่องถูกกฎหมายของประเทศนี้ Lotto มีแค่เลข 1-99 หาซื้อได้ที่ร้านขายของหรือร้านขายหนังสือทั่วไป ไปหยิบกระดาษ Lotto วงหมายเลขที่อยากซื้อ เอาไปยื่นและจ่ายเงินที่แคชเชียร์ (จำไม่ได้ว่าเลือกได้กี่หมายเลขๆ ละราคาเท่าไร) แคชเชียร์จะปริ๊นท์กระดาษเป็นใบเสร็จรับเงินที่แสดงหมายเลขที่ซื้อไว้ เก็บแผ่นนี้ไว้ตรวจ ผลการออกสลากออกทุกครึ่งเดือนเป็นรายการโทรทัศน์ มีนักร้องมาร้องเพลงนิดหน่อย จากนั้นจะเป็นการออกผล Lotto โดยให้สาวงามแต่ละคนยืนอยู่หน้าโหลแก้วใสบรรจุลูกปิงปองครบ 99 หมายเลข มีประมาณ 5-7 โหลมั้ง (จำไม่แม่น) แต่ละลูกจะติดหมายเลขไว้ทุกด้าน มองเห็นชัด ปล่อยลมเข้าไปในโหลให้ลูกปิงปองลอยไปมาในโหล และสาวงามจะล้วงเอาลูกปิงปองในโหลที่ตัวเองออกมาโหลละ 1 หมายเลข

    ในวันสุดท้ายของการทำงานที่ร้านอาหารนี้ เจ้าของร้านให้แชมเปญมา 1 ขวดเป็นการขอบคุณและแสดงความยินดีที่ผู้เขียนเรียนจบ ประทับใจมาก ได้นำมาเปิดเลี้ยงเพื่อนๆ คนไทยดื่มกัน

     

     

    3. พนักงานทำความสะอาดบ้าน

    imageimage

     

    ผู้เขียนได้เจียดเวลาไปทำงานเป็น Cleaner ด้วย (คนทำความสะอาดบ้าน) เพื่อนของเพื่อนกำลังเรียนจบจะเลิกทำงานเป็นคนทำความสะอาดบ้านให้กับคนอังกฤษที่บ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านของคุณป้าอายุ 70 ปี อยากหาคนไปทำแทน ผู้เขียนก็เลยอาสา ด้วยความที่พอมีเวลาว่างบ้าง เพราะทำอาทิตย์ละครั้งเอง ครั้งละ 2 ชั่วโมงก็ทำเสร็จทั้งหลัง ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น (บ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีคนแก่อาศัยอยู่คนเดียว ท่าทางน่าจะเหงานะเนี่ย) ได้ชั่วโมงละ 10 ปอนด์ (รวม 20 ปอนด์) แต่ต้องนั่งรถเมล์ไปเพราะไกลจากบ้านพักเกือบ 45 นาที ผู้เขียนก็ทำให้อย่างสะอาดเนี้ยบ... (ห้องพักตัวเองยังไม่สะอาดเท่านี้เลย!) จนคุณป้าเขาติดใจไปแนะนำลูกสาวให้จ้างด้วย ก็เลยได้งานทำความสะอาดบ้านเพิ่มอีก 1 หลัง

    บ้านหลังที่สองนี้ใหญ่กว่า ลูกสาวของคุณป้าคนนี้มีลูกสาวอีก 3 คน (สามีทำงานที่ประเทศฝรั่งเศส) บ้านอยู่ไม่ไกลจากหอพักมากนักเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเดิน ถ้าขี้เกียจก็จะนั่งรถเมล์ไปต่อเดียว ก็แบ่งวันไปทำความสะอาดกันคนละวัน ค่าจ้างเท่ากัน แต่บ้านหลังนี้ประทับใจที่ว่าเจ้าของบ้านทิ้งกุญแจบ้านให้ผู้เขียนเปิดบ้านเข้าไปเอง (บ้านทุกบ้าน รั้วประตูบ้านจะเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา ไม่มีเรื่องโจรขโมยเลย) พอเดินจากรั้วบ้านมาถึงประตูบ้าน ก็หยิบกุญแจบ้านที่เจ้าของบ้านแอบวางไว้ตรงกระถางต้นไม้หน้าประตูบ้าน ให้เราเปิดบ้านเข้าไปเอง ไว้ใจเรามากๆ เลย

     

    image

    พอเปิดบ้านเข้าไปจะมีสุนัขพันธุ์เลี้ยงแกะเพศเมียสีขาวดำ (คล้ายรูป) ชื่อ Meg ออกมาต้อนรับทุกครั้ง เธอน่ารักมาก รู้ใจกัน (ไว้จะเล่าให้ฟังต่างหากอีกตอนเฉพาะเลยค่ะ) ก็อยู่ด้วยกัน 1 คนกับอีก 1 ตัว อาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง (หลังบ้านก็ยังมีลูกแมวอีก 3-4 ตัวที่หลังบ้าน แต่ไม่ได้ไปยุ่งด้วย) บ้านหลังนี้ไม่สกปรกเท่าไรนอกจากขนเจ้า Meg เต็มบ้านเลย และฝีมือวาดเขียนของลูกสาวคนเล็กอายุ 4-5 ขวบที่ชอบใช้สีเทียนเขียนเล่นที่ผนังห้องน้ำเป็นประจำ!  เจ้าของบ้านจะทิ้งเงินค่าจ้างไว้ที่โต๊ะอาหารให้หยิบไปเอง พอทำเสร็จก็ปิดประตูบ้านเก็บกุญแจบ้านไว้ที่เดิม ทำอย่างนี้มาตลอดเกือบครึ่งปี

    วันสุดท้ายที่ทำงานให้กับเจ้าของบ้าน 2 หลังนี้ต่างก็ให้เงินขวัญถุงคนละ 20 ปอนด์ต่างหากจากค่าจ้างเป็นของขวัญที่เรียนจบด้วย ก็ผูกพันกันประทับใจซึ่งกันและกันจนทุกวันนี้ก็ยังส่งบัตรอวยพรปีใหม่ถึงกันอยู่เลย (แต่ร้านอาหารไทยปิดกิจการไปแล้ว! เลยไม่ได้ติดต่อใคร)

     

    4.  แม่ค้าขายของ

     

    image

    ใน 2-3 เดือนสุดท้ายที่รู้วันสอบปากเปล่าแล้ว ผู้เขียนโละประกาศขายของสมบัติที่มีอยู่และไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว โดยไปปิดโฆษณาขายของบอกราคาไว้ด้วยที่ป้ายประชาสัมพันธ์อเนกประสงค์ที่ Student Union (นักศึกษาทุกคนจะรู้ดีว่าถ้าอยากได้ของถูก อยากได้หอพักใหม่ก็สามารถมาดูมาหาได้ที่นี่ และติดต่อกันเอง)

    ที่ได้เคยเล่าไปในตอนที่แล้วว่าเพื่อนร่วมแฟลต (Taptonville Flat) เป็นนักศึกษาจีนเพิ่งมาเข้าเรียนใหม่ได้เป็นลูกค้าของผู้เขียนนั้น เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ไม่ต้องปิดประกาศขายของเลย แค่เปิดห้องนอนให้เพื่อนๆ เข้ามาช๊อบปิ้งตามสะดวก ชี้เอาเลยว่าอยากได้อะไร ปรากฏว่า ผู้เขียนขายของใหญ่ๆ ได้เกือบหมด ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุ ให้กับนักศึกษาจีนกลุ่มนี้ ขายไปก็แถมหม้อไหจานชามให้ด้วยนะ! ลดแลกแจกแถมน่าดู!!! เพราะไม่ต้องแบกกลับบ้านแถมได้สตางค์ด้วย

    ก็ขายดี ขายง่าย ขายคล่อง เพราะเป็นของมือสองขายไม่แพง ส่วนของอื่นๆ เช่น โคมไฟตั้งโต๊ะ เครื่องโทรศัพท์บ้าน กาต้มน้ำร้อน ฯลฯ ก็ติดประกาศขาย ใครสนใจก็โทรฯ มา นัดวันเวลาและสถานที่ดูข้าวของที่ขาย ส่วนใหญ่ก็ขายได้เกือบหมด สำหรับไมโครเวฟที่ซื้อมาใช้เองก็ขายให้กับ Mickey เจ้าของบ้านที่ Spring Hill Road ถูกๆ เขาก็ใจดีรับซื้อ คนที่มาเช่าห้องนี้ต่อก็สบายไป มีไมโครเวฟใช้แล้วโดยไม่ต้องซื้อเอง

     

     

    imageimage

    ขายของออก ก็สบายตัวสบายใจ ผู้เขียนก็เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตที่สมถะขึ้น ไปเข้าคิวใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ห้องคอมฯ ของมหาวิทยาลัยแทน โทรทัศน์ก็ดูของเจ้าของบ้าน วิทยุก็ฟัง Soundabout เอา ฯลฯ ของที่เหลือที่ขายไม่ทันหรือขายไม่ได้ก็ยกให้น้องคนไทยที่มาใหม่ และยกให้เจ้าของบ้านชาวอิรักไปด้วยโดยเฉพาะเครื่องปรุงอาหารไทยที่เขาขอไว้เลยเพราะเคยทำอาหารไทยให้กินแล้วติดใจ และได้เขียนวิธีทำ “ไข่ยัดไส้” ให้ด้วยเพราะเขาเป็นมุสลิม ชอบกินหอมใหญ่มะเขือเทศที่ทำใส้ไก่สับมาก

     

     

    ยังมีเรื่องขอเล่าต่ออีกนิดในตอนหน้า เป็นการสรุปเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากที่ได้พบในต่างบ้านต่างเมือง โปรดติดตามโดยพลัน...

    ขอขอบคุณรูปภาพทุกรูปจากเว็บไซต์ทุกเว็บที่ผู้เขียนได้ดาวน์โหลดมาใส่ไว้ ซึ่งทำให้ Blog น่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

    ขอขอบคุณ มจธ. และทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนไทยคนนี้ได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตในต่างแดน โดยมีโอกาสทำงานหารายได้พิเศษ ทำให้รู้จักการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท และช่วยฝึกวินัยทางการเงินของตนเองอย่างคุ้มค่าด้วย นอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาการที่ได้รับ

     

    (11 กรกฎาคม 2553)

     

    ผมว่าบรรยากาศ น่าจะเหนื่อยแต่คละคลุ้งไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจในอาหารไทยกันเลยนะครับเนี่ย

    เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดีครับ อยากเดินทางไปทำงานเล่นๆ ที่นั้นมั่งครับ สัก 1 - 3 เดือนกำัลังดีเลย ครับ

    จะได้สัมผัสวิถีชีวิตเค้าน่ะครับ

    ขอบคุณพี่ซ้วงมากครับที่แบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้ผมและชาว KM เสมอมา

    Admin#2 3175 days ago

    1 people liked this comment.

    อาชีพล้างจานเหนื่อยมากค่ะน้องแชมป์ ขนาดเพื่อนๆ เข้ามาช่วยบ้างก็ยังทำไม่ทัน จานใบใหญ่ๆ หนักๆ ทั้งนั้น ถ้าแม่ครัวเอาหม้อไหมาให้ล้างตอนไหน ตอนนั้นจานชามจะค้างกองโต ล้างไม่ทันเลย ก็ฝากบอกลูกบอกหลานได้เลยนะว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็จะต้องใช้แรงงานทำงานแลกเงินเหนื่อยอย่างนี้! แต่ถ้าพอมีความรู้ใช้ภาษาได้บ้าง ก็จะสบายขึ้นเหมือนกับการได้เป็นเด็กรับออเดอร์อาหารจ้ะ!!!

    **ซ้ (Suang)** 3163 days ago