Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 14 "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.5

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 14 "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.5

    7.5  เกร็ดเล็กผสมน้อยจากประเทศอังกฤษ

    การใช้ชีวิตนักศึกษาในประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้เรียนรู้ด้านวิชาการแล้ว การใช้ชีวิตในประเทศนี้ก็มีความน่าสนใจด้วยเหตุของความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณีความเป็นอยู่ ดังนั้น ก่อนที่จะจบเรื่องการเรียนในประเทศอังกฤษอย่างสมบูรณ์ จึงขอเก็บรายละเอียดมาเล่า ดังนี้ค่ะ

     


    1. ความเป็นอยู่

    image

    ตอนหน้าหนาว ในหอพัก คนเอเชียและคนไทยมักจะแต่งตัวสบายๆ ใส่เสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้นในห้อง แล้วเปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) แรงๆ คนอังกฤษและคนยุโรปมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากเกินไป ที่ถูกต้อง ควรจะใส่เสื้อกันหนาวและเปิดฮีทเตอร์เท่าที่จำเป็นจะดีกว่า นอกจากนี้ยังสามารถเป็นที่ตากผ้า และผู้เขียนยังใช้พาดเสื้อผ้าที่จะใส่หลังอาบน้ำเพื่อจะได้รีบใส่แล้วอุ่นสบายทันที ไม่หนาวสั่น

    (ที่อังกฤษไม่ค่อยมีพัดลม เพราะอากาศเย็นยาวนานกว่า ตอนหน้าร้อน ห้องเรียนห้องคอมพิวเตอร์ก็จะร้อนอบอ้าว นักศึกษาจึงชอบออกมานั่งเล่นอ่านหนังสือตากแดดรับลมชมวิวภายนอกอาคาร)

     

    imageimage

     

    การทำกับข้าว อาหารไทยกลิ่นแรง แค่ผัดหรือต้มแกงก็ฉุนไปสามบ้านแปดบ้าน เคยได้ดูข่าวว่ามีคนอังกฤษไปแจ้งตำรวจว่าข้างบ้านอาจมีคนตาย ที่ไหนได้ คนไทยทอดปลาเค็มนั่นเอง แต่อาหารไทยและอาหารจีนเป็นอาหารที่คนอังกฤษนิยมกินมากที่สุด ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไปคิดว่าอาหารไทยอร่อยกว่าเพราะครบรส แต่จำนวนร้านน้อยกว่าร้านอาหารจีนเท่านั้น ถ้าไม่ไปนั่งกินที่ร้านอาหาร ก็สามารถซื้อกลับบ้านได้้ (Take away) ราคาไม่แพง และจะมีร้านเล็กๆที่ไม่สามารถจัดโต๊ะให้ลูกค้านั่งกินได้ ก็ซื้อกลับบ้าน ถ้าเป็นเมืองไทยก็ใส่ถุง ห่อกระดาษ หรือกล่องโฟม แต่ที่อังกฤษก็มีกล่องโฟมเหมือนกัน แต่ที่นิยมที่สุดคือกล่องฟอล์ยปิดด้วยฝากระดาษ (ลักษณะกล่องเหมือนเค้กแช่แข็งที่ขายในบ้านเรา)


    อาหารแต่ละจานที่ขายจะมีปริมาณเยอะมาก ไปอยู่แรกๆ กินไม่หมดภายในมื้อเดียว แต่อยู่ได้สักพัก กระเพาะคราก กินหมดทั้งจานเลย! อาหารที่นี่ก็บูดเสียยากเพราะอากาศเย็น มดยุงก็ไม่มี ตั้งทิ้งไว้สบายมาก ตอนหน้าหนาวอากาศข้างนอกจะเย็นกว่าในตู้เย็นซะอีก แรกๆ เปิดตู้เย็นแล้วนึกว่าเสีย เพราะไม่เย็น ที่แท้คืออากาศภายนอกเย็นกว่าอุณหภูมิในตู้เย็น สามารถวางอาหารไว้ข้างนอกได้ อย่างในหอพัก ถ้าเห็นถุงก๊อบแก๊บแขวนห้อยตรงหน้าต่างเป็นเรื่องปกติ เพราะสามารถแช่เครื่องดื่มได้เย็นโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น

    imageimage

    ในเรื่องของการล้างจาน ที่เหมือนกันคือ ใช้น้ำยาล้างจาน (Washing-up Liquid) ที่ต่างกันคือพวกเราคนไทยล้างหลายน้ำกว่าจะเสร็จ แต่คนอังกฤษเขาจะอุดอ่างล้างจานเปิดน้ำลงครึ่งอ่าง บีบน้ำยาล้างจานลงไป ตีให้เกิดฟอง ใส่ถุงมือยางแล้วหยิบจานลงไปล้างทีละใบ มักชอบใช้แบบมีด้ามถือ แล้วเอาขึ้นมาตากไว้ในตะแกรงพักจานเลย ถือว่าล้างเสร็จแล้วโดยไม่ล้างออกด้วยน้ำเปล่า (เหมือนกับฝรั่งอาบน้ำอ่าง Bath นอนแช่สักพักแล้วลุกขึ้นเช็ดตัวเลย ไม่ได้ล้างสบู่ที่ตัวออก สังเกตจากในภาพยนตร์น่ะ ไม่เคยเห็นจริงๆ หรอกนะ!) รุ่นน้องคนไทยที่ไปเช่าบ้านอยู่กับคนอังกฤษล้างจานแบบคนไทยก็โดนตำหนิว่าใช้น้ำเปลือง เช่นเดียวกับการอาบน้ำบ่อยที่เขาจะมองว่าแปลกมาก หนาวก็หนาว เปลืองน้ำก๊เปลือง!!!

     

    New handheld TV detectorimage

    การดูโทรทัศน์ของประเทศอังกฤษ ไม่ใช่แค่้ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์มาก็เปิดดูได้เลย ตอนซื้อทีวีใหม่จะมีแบบฟอร์ม TV License มาให้กรอกและไปชำระค่าดูโทรทัศน์รายปีด้วย ถ้าเป็นทีวีขาวดำราคาจะถูกกว่าทีวีสี (ปีละแพงกว่า 100 ปอนด์) เพราะสถานีโทรทัศน์ BBC 1 และ 2 ไม่มีโฆษณา ผู้ชมโทรทัศน์ต้องชำระค่าธรรมเนียมด้วย จะอ้างว่าไม่ดู 2 ช่องนี้ก็ไม่ได้ (ฟรีทีวีจะมีแค่ 5 ช่องเอง) สำหรับคนซื้อทีวีมือสอง ก็จะไม่มีแบบฟอร์มนี้ ก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองไชำระด้วย เรื่องนี้ ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง จำไม่ได้ว่าเคยเล่าไปแล้วหรือยัง


    เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ผู้เขียนซื้อทีวีมือสองจากเพื่อนรุ่นน้องคนไทย ก็เปิดดูทีวีโดยไม่ได้ชำระค่า TV License หลบมาได้สักพัก จนวันหนึ่ง คราวนี้ไม่รอด มีเจ้าหน้าที่มาเคาะประตูที่บ้านขณะที่เปิดทีวีทิ้งไว้พอดี ต้องมุสาวาจาไปว่าเพิ่งซื้อทีวีมา จะรีบไปชำระ เขาเตือนไว้ถ้าไม่ชำระต้องเสียค่าปรับแพงกว่าแน่ๆ และถือว่าผิดกฎหมายด้วย เลยต้องรีบไปชำระที่ไปรษณีย์ ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงรู้ ก็เพราะที่นี่จะมีรถเรด้าร์ตรวจสอบจับคลื่นทีวีที่เปิดในแต่ละบ้าน และเขาก็จะรู้ว่าบ้านไหนจ่ายหรือไม่จ่าย TV License แล้วหรือยัง

     

    imageimage

     

    สำหรับวิธีการติดต่อสื่อสารข้ามประเทศ ตอนนั้น (10 ปีที่แล้ว) ช่วงแรกๆ โทรศัพท์มือถือมีกันไม่มาก แพงด้วย น้องๆ ที่บ้านก็ยังไม่มีอีเมลกัน MSN หรือ Skype ไม่ต้องพูดถึง ยังไม่เกิด !!! ก็ใช้วิธีเขียนจดหมายส่งถึงกัน ได้รับจดหมายแต่ละที แค่เห็นจ่าหน้าซองจากเมืองไทยก็ชื่นใจมีความสุขมากมาย ถ้าใช้กระดาษเขียนจดหมายแบบพับเป็นซองได้ (หรือจดหมายอากาศ Aerogramme) จะราคาถูกกว่าและเขียนได้เยอะดี

     

    imageimage


    นอกจากนี้ ยังมีบัตรโทรศัพท์ International Phone Card ของหลายบริษัท จะใช้ยี่ห้อไหนดูการคิดราคาเป็นนาที อันไหนถูกกว่าก็ซื้อมาใช้ มีอยู่ 1 ครั้งก็ยืนกดโทรศัพท์ด้วยบัตรนี้โทรฯ ไปที่บ้าน จำได้ว่าใช้เครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ Student Union บัตรมีเงินเหลืออยู่ไม่มาก ก็บอกที่บ้านว่าถ้าถูกตัดสายก็ให้ตัดไปเลย ปรากฏว่าได้คุยอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย ได้คุยครบทุกคนที่บ้านจนไม่รู้จะคุยอะไรแล้ว ส่วนผู้เขียนก็ยืนคุยจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก เปลี่ยนท่ายืนไปหลายท่า แต่ไม่เป็นไร ได้คุยนานๆ ชอบ หายคิดถึง อีกทั้งเป็นโทรศัพท์สาธารณะภายในอาคาร ไม่ต้องทนหนาวหรือร้อน ยืนคุยไปเถอะ ไม่มีคนรอคิวโทรฯ ด้วยเพราะมีหลายเครื่อง ก็ขำกันทั้งบ้าน ครั้งต่อมาก็ไปลองใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมนี้อีก แต่ก็เป็นปกติ ไม่มีแถมแล้ว!
      

    2.  หาหมอ
    ตอนอยู่ที่อังกฤษ ส่วนใหญ่ก็ป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อไม่สบายก็สามารถใช้สวัสดิการที่มหาวิทยาลัยจัดให้ โดยไปห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยไม่เสียตังค์ ต้องไปนั่งรอหรือไม่ก็ต้องนัดหมอก่อน ไม่ใช่ไปหาหมอกันได้ง่ายๆ ตอนอยู่ Kent ไม่ได้ใช้บริการ แต่ก็งงว่าทำไมตัวเองถึงสิวขึ้นบนหน้าเขลอะอย่างนี้ สิวอุดตันเม็ดเป้งๆ เลยตั้ง 6-7 เม็ดเต็มแก้มอ้วนๆ 2 ข้างและเหนือริมฝีปากทุกวันทุกเดือนไม่เคยหยุด ดูเป็นคนสกปรกซกมกมากเลย!

     

    image

    ทั้งๆ ที่อยู่เมืองไทยก็ไม่เคยเป็น คงเป็นเพราะแพ้น้ำแพ้อากาศดีของอังกฤษ ทางใต้ของอังกฤษ น้ำประปาเป็นน้ำกระด้าง ถ้าไม่กรองก่อนด้วยหม้อกรองน้ำ ต้มน้ำแล้วจะเกิดเป็นฝ้าที่ผิวน้ำ ชงชากาแฟไม่อร่อย ขดลวดในหม้อต้มน้ำเต็มไปด้วยตะกรัน พอย้ายไปอยู่ที่ Shffield น้ำดีกว่ามาก ใสกิ๊ง ไม่มีตะกรันเลย แต่สิวก็ไม่หายไปจากแก้มอ้วนๆ นึกว่าเปลี่ยนสถานที่แล้วจะดีขึ้น เพื่อนคนไทยแนะนำให้ไปหาหมอของห้องพยาบาลของ The University of Sheffield ก็ขอนัดหมอๆ ก็ให้ลองยาทาสิว เป็นยาน้ำในขวดพลาสติคเล็กๆ โชคดีจังที่ลองยาตัวแรกก็ได้ผลเลย สิวหดแห้งและไม่ขึ้นอีก แต่ต้องหมั่นคอยทาอยู่เสมอทุกวัน (เพื่อนคนไทยที่แนะนำเป็นมากกว่าถึงขนาดต้องกินยา ทาอย่างเดียวไม่ยุบ)

     

    imageimage


    ยาเหล่านี้ไปซื้อเองไม่ได้ ต้องมีใบสั่งแพทย์ (prescribtion) เท่านั้น นอกจากยาสามัญประจำบ้านเท่านั้นที่ซื้อเองได้ตามร้านขายยา ขวดหนึ่งก็ใช้ได้เกือบครึ่งปี เป็นยาน้ำ ก็ต้องซื้อเองขวดละเกือบ 5 ปอนด์

     

    imageimage

     

    อยู่ที่อังกฤษยังได้ของแถมอีก มีอาการของการหายใจขัด หายใจลำบาก หายใจแรง ไปหาหมอเขาก็บอกว่าอาจเป็นภูมิแพ้อากาศ (หลายคนที่ไปเป็นภูมิแพ้ละอองดอกไม้ Hay fever ที่จะมีอาการจามน้ำมูกไหล แต่ผู้เขียนไม่เป็น) ก็ต้องใช้ยาพ่นคอแบบคนป่วยเป็น Asthma (โรคหอบหืด) ใช้ไปหลายหลอดเหมือนกัน ต้องมีใบสั่งแพทย์ท่านั้นจึงซื้อได้ เป็นยาที่มีส่วนผสมของ Steroid ด้วย ใช้นานไม่ดี กลับมาเมืองไทยได้พบอากาศและน้ำที่คุ้นเคยก็เลยไม่มีสิว หอบหืดลดลง ไม่ต้องใช้ยาทาและยาพ่นต่อไป

     

    imageimage

     

    ก่อนที่จะสอบปากเปล่าปริญญาเอกสัก 1 เดือน ผู้เขียนไม่สบาย ถือว่าเป็นการป่วยหนักครั้งแรกครั้งเดียว ซึ่งปกติก็จะไอจามปกติถ้าเป็นหวัด แต่ครั้งนี้นอนซมเลย ลุกจากเตียงไม่ไหว ปวดหัวตัวร้อน เวียนหัวมาก ไอมีเสมหะมากมายนานเกือบ 1 อาทิตย์ ก็ไม่ได้โทรฯ บอกพ่อแม่ ไม่ได้บอกเพื่อน ไม่ได้แจ้งเจ้าของบ้าน แต่เขาได้ยินเสียงไอค้อกแค้กหนักมากคงรู้แล้ว ผู้เขียนอยากหายเร็วๆ ต้องประคองตัวเองลงไปที่ครัวไปต้มข้าวต้มกิน จะได้กินยาได้ นอนพักทั้งวันทั้งคืนที่เตียง จน 2-3 วันผ่านไป ยังเดินไปหาหมอไม่ไหว แต่ก็แต่งตัวออกไปซื้อยาแก้ปวด ยาแก้หวัด ยาแก้ไอเพิ่มที่ร้านขายยาใกล้บ้าน ก็ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำบางคำไปก่อนว่าอาการแต่ละอย่างเขาพูดว่าอย่างไร ไม่งั้นอธิบายคนขายยาไม่ถูก กินยาเองจนทุเลาดีขึ้นโดยไม่ได้ไปหาหมอ โชคดีที่หายทันสอบปากเปล่า


    การเจ็บป่วยครั้งนี้ คิดถึงพ่อแม่มากที่สุดเลย ถ้าป่วยอยู่ที่บ้านนะ พ่อและแม่คงหายาหาข้าวให้กิน หรือพาไปโรงพยาบาลแล้ว ไม่ต้องนอนซมเหงาลุกไม่ขึ้นน้ำตาไหลอยู่อย่างนี้ จึงทำให้รู้ว่าครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ การอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่มีใครดูแล ไม่สบายก็ต้องดูแลตัวเอง ต้องพึ่งตัวเองมากที่สุด

    ชาว KM ทุกคนต้องรักพ่อแม่ให้มากๆ นะคะ

     

    3. High Street

    imageimage

    ถ้าอยากซื้อของในทุกเมืองที่ประเทศอังกฤษ ให้มุ่งตรงไปที่ High Street ได้เลย ทุกเมืองจะมีถนนคนเดินแบบนี้ ห้ามรถเข้าออกทั้งวันและทุกวัน นอกจากร้านค้าแล้ว จะมีธนาคาร ไปรษณีย์ และโบสถ์ประจำเมืองอยู่แถบนั้นด้วย

     

    imageimage

    ร้านค้าที่มีแทบทุกเมืองคล้ายๆ กันบนถนนเส้นนี้ ได้แก่ Department Store เช่น Marks & Spencer, Debenhams (อ่านว่า ดีเบนแนมส์), Co-op Supermarket, John Lewis, C&A, BHS (British Home Stores),  T.J. Hughes ห้างที่ขายของราคาถูกมาก

     

    imageimage

    ร้านที่ขายของแทบทุกอย่างและราคาไม่แพง เช่น  Woolworths, Wilkinson, Boots, The Body Shop

     

    imageimage

    ร้านเสื้อผ้าจะมี Next, Dorothy Perkins, Topshop, Principles, H&M, Laura Ashley, Mothercare ถ้าอยากได้ของดีราคาถูกล้างสต๊อค ให้รอช่วงลดราคาปีละ 2 ครั้ง คือช่วงครึ่งปี ในเดือนกรกฎาคม และช่วงหลังคริสต์มาส คนรอซื้อถึงขนาดเข้าคิวกันเลยตั้งแต่เช้าก่อนเปิดร้าน เพราะร้านแคบ ปล่อยให้เข้าไปทั้งหมดไม่ได้ ต้องทยอยเข้าร้านเป็นกลุ่มๆ ของลดราคาเป็นของดีของใหม่ไม่มีตำหนิ ไม่หลอกขายเอาของเก่ามาลดราคา

     

    imageimage

    ร้านซีดีและดีวีดีจะมี HMV, Virgin Megastore, Our Price ส่วนร้าน WHSmith, Waterstones จะมีหนังสือและ CD ขายด้วย

     

    imageimage

    ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า จะมีร้านทั่วไปที่ขาย และร้านขายของตามแคทตาล็อค ราคาไม่แพงด้วย เช่น Argos ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Dixon's, PC World ฯลฯ

     

    imageimage

    ถ้าจะซื้ออาหารของสดขอแห้งเครื่องปรุง ได้แก่ Tesco, Sainsbury's, Safeway, Sommerfield, Aldi, Asda, Morrisons, Netto  บางเมืองก็มีตลาดสดเหมือนกัน ราคาไม่แพง ต่อรองราคาได้  แต่ความสดสะอาดคงสู้ซุบเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้


    การซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่ง จะไม่มีพนักงานเอาของใส่ถุงตรงจุดคิดเงิน ผู้ซื้อต้องจับของใส่ถุงเอง บางแห่งก็ไม่ให้ถุง คนซื้อต้องนำไปเอง ถ้าไม่มีก็ต้องซื้อถุงเอา (นอกจากนี้ ที่อังกฤษไม่มีอาชีพเด็กปั๊มน้ำมัน ต้องลงไปเติมน้ำมันเองและไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์เอง และก็ไม่มีอาชีพเด็กถ่ายเอกสารด้วย คงเป็นเพราะไม่มีใครต้องถ่ายเอกสารจำนวนมากๆ และลดการละเมิดลิขสิทธิ์)

     

    imageimage

    หรืออยากได้ของถูกก็มีร้าน 1 pound shop อยู่เกือบทุกเมืองด้วย ของที่ขายในร้านเกือบทุกชิ้น ทั้งของใช้ ของประดับเป็นของใหม่ราคาแค่ 1 ปอนด์ ส่วนใหญ่ก็ made in china ทั้งนั้น


    เกือบทุกเมืองในอังกฤษ ยกเว้นเมืองใหญ่ๆ พอ 5 โมงเย็นปั๊บ ตัวเมืองจะเงียบกริบเลย ห้างร้านปิดหมด ยกเว้นโรงหนัง ร้านอาหารต่างๆ McDonald, Burger King, KFC เท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ไปจนถึง 5 ทุ่มเที่ยงคืน รวมถึงผับ โดยเฉพาะวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ขนาดหน้าหนาวลูกค้าก็จะล้นยืนกันนอกร้านเลย

     

    4. ของมือสอง

    imageimage

     

    Car Boot Sale คือ การเปิดท้ายรถขายของ หลายๆ เมืองจะมีพื้นที่ว่างให้คนขายของไปเช่าที่ราคาไม่แพงเพื่อขายของเก่าของมือสอง มีทุกอย่างตั้งแต่หม้อไหจานชาม แผ่นเสียง อะไหล่เครื่องยนต์ ของเล่น เสื้อผ้า ฯลฯ ผู้เขียนได้เครื่องครัวดีๆ จากที่นี่หลายชิ้น แต่ต้องตื่นเช้าไปซื้อ สายๆ เกือบเที่ยงก็เก็บของกลับกันแล้ว ซึ่ง Car Boot Sale จะขายกันบริเวณที่จอดรถกว้างๆ ของแต่ละเมือง และส่วนใหญ่จะขายเฉพาะเช้าวันอาทิตย์ สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

     

    imageimage


    สำหรับร้านขายของมือสองที่มีชื่อเสียงใน London ก็ที่ถนน Portobello แถบ Notting Hill Gate ใครที่ดูหนังเรื่อง Notting Hill ที่  Hugh Grant และ Julia Roberts เล่น เป็นหนังรัก ตลก และเพลงเพราะมาก ก็จะเห็นบรรยากาศของการค้าขายแถวนั้น

     

    image

    สำหรับที่ Sheffield ก็มี 2-3 ร้าน เพื่อนคนไทยช่างสรรหามาแนะนำ ต้องนั่งรถเมล์ออกไปไกลหน่อย ขายของสารพัดโดยเฉพาะของที่มีชื่อเสียงของเมือง Sheffield ผู้เขียนก็ได้ซื้อช้อนเหล็กหนักๆ ของเก่าแก่ที่นี่ และช้อนกาแฟลายนกที่ตัวช้อน (ไม่ใช่ที่ตัวด้าม) มาหลายคัน เป็นของสะสม ไม่กล้าใช้เลย กลัวลายจะลอกไป

     

    imageimage

    ร้านขายของของมูลนิธิต่างๆ (Chairty Shop) ได้แก่ OXFAM (มีชื่อย่อมาจาก Oxford Committee for Famine Relief ก่อตั้งที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 1942 เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนยากไร้) มูลนิธิโรคหัวใจ โรคมะเร็ง มูลนิธิส่งเสริมการเลิกบุหรี่ ฯลฯ ก็จะมีของหลายอย่างที่มีผู้บริจาคไปให้ขาย โดยมีทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ของเล่น และหนังสือ

     

    imageimage

     

    ผู้เขียนก็ไปอุดหนุนซื้ออยู่บ่อยๆ และก่อนกลับเมืองไทย ก็ไปบริจาคข้าวของเสื้อผ้าด้วย รวมถึงยังได้ซื้อของจากในร้านกลับบ้านเป็นที่ระลึกด้วยเพราะของไม่แพง สำหรับของที่ซื้อให้ตัวเองและชอบใจที่สุดเลยก็คือไปได้หนังสือนิยายเก่าเรื่อง David Copperfield เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1904 แต่งโดย Charles Dicken (1812-1870) นักประพันธ์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยพระราชินีวิคทอเรีย ผู้แต่งเรื่อง Oliver Twist, Great Expectations, A Christmas Carol ฯลฯ เคยมีรูปอยู่ด้านหลังธนบัตรใบละ 10 ปอนด์แบบเดิมด้วย ผู้เขียนทันใช้ ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ในราคาแค่ 5 ปอนด์เอง น้ำลายหกเลยทีเดียว แต่ซื้อมาเก็บสะสมโดยแท้ กลับมาเมืองไทยได้ 7 ปีแล้วก้ยังไมได้อ่านซักบรรทัด ยังเก็บไว้อยู่ในตู้หนังสือเหมือนเดิม


    และที่เคยเล่าไปในตอนที่แล้ว การหาซื้อของมือสองราคาถูก ก็ลองมองหาป้ายติดประกาศขายของตามมหาวิทยาลัยหรือซุบเปอร์มาร์เก็ตที่ให้ผู้สนใจไปติดต่อซื้อขายกันเอง

     

    ขอขอบคุณรูปภาพทุกรูปจากเว็บไซต์ทุกเว็บที่ผู้เขียนได้ดาวน์โหลดมาใส่ไว้ ซึ่งทำให้ Blog น่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

     

    ขอขอบคุณ มจธ. ที่ให้โอกาสไปเรียน ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตต่างบ้านต่างเมืองที่น่าสนใจและน่าสัมผัสเพิ่มเติมในชีวิตด้วย จึงยังมีควันหลงของเกร็ดเล็กผสมน้อยอีกเล็กน้อย โปรดติดตามตอนสุดท้ายในตอนหน้าโดยพลัน...

     

    ( 26 กรกฎาคม 2553)

     

    เรื่องยาที้ต้องมีใบรับรองแพทย์เนี่ยผมเห็นในหนังแล้วค่อนข้างน่ากลัวเลยครับ ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์ไม่สามารถซื้อได้เหอะๆ - -*

    แต่ถ้าผมมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่อังกฤษ (ถ้ามีโอกาสนะครับ T-T) ผมรู้แล้วครับต้องปรึกษาพี่ซ้วงก่อนเลยครับเพื่อหาร้านค้าขายของน่ะครับ :)

    ขอขอบคุณ พี่ซ้วงมากครับที่นำเอาประสบการณ์ดีๆ มาเล่าให้ชาว KM ฟังเสมอครับ :)

    Admin#2 2689 days ago

    ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่ว่าข้อมูลที่พี่รู้อาจจะไม่ Update แล้วล่ะ

     

    **ซ้ (Suang)** 2675 days ago