Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 15 "มจธ. ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.6

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 15 "มจธ. ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร" บันทึกอิสระ ตอนที่ 7.6

     

    7.6  เกร็ดเล็กผสมน้อยจากประเทศอังกฤษ (ต่อ)

    เกร็ดเล็กผสมน้อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นตอนต่อจากตอนที่แล้ว ซึ่งจะเป็นตอนจบบริบูรณ์ของบันทึกอิสระเรื่องการเรียนในประเทศอังกฤษแล้วล่ะค่ะ เก็บตกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ฟัง ดังนี้ค่ะ


    1. พืชผักผลไม้

    imageimage

     

    การซื้อหาอาหารสดในประเทศอังกฤษ ยนอกจากจะซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ยังมีร้านขายของชำเล็กๆ ของคนแขกและคนจีนแถวบ้านให้ซื้อด้วย ราคาไม่แพง แถมยังมีข้าวของเครื่องปรุงที่ถูกใจคนไทยอย่างเราๆ มากกว่าด้วย  และหาได้ในร้านประเภท Whole Food ด้วย ร้านประเภทนี้สามารถหาซื้อ Organic Food
    (พืชเกษตรอินทรีย์) ได้ คือพืชที่ปลูกขึ้นโดยปราศจากการใช้สารเคมี ราคาจะสูงกว่าพืชปกติเล็กน้อย เป็นที่นิยมของคนอังกฤษและคนแขกซึ่งเป็นมังสวิรัตกันเยอะมาก

     

    imageimage

     

    นอกจากนี้ ฝรั่งมักจะมีคนเป็นโรคแพ้อาหารบางชนิดเยอะซึ่งคนเอเชียอย่างเราๆ ไม่เป็นกัน การอ่านคำเตือนบนสลากอาหารตามหีบห่อจึงเป็นเรื่องสำคัญก่อนซื้อ นอกเหนือจากบอกวันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ และหลักโภชนาการ (แคลอรี่ วิตะมิน ฯลฯ) เช่น คำเตือนว่าอาหารชนิดนี้มีวัตถุดิบจากถั่ว เพื่อเตือนคนที่เป็นโรคแพ้ถั่ว (Nut Allergy) จะได้ไม่ซื้อกิน


    ร้านขายของเหล่านี้ยังหาซื้อกะปิน้ำปลาน้ำตาลปี๊บจากเมืองไทยได้ด้วย ข้าวหอมมะลิจากบ้านเรามีแบบกระสอบ 5 กก. 10 กก. ตลอดจนผักผลไม้ Import ประเภทใบกระเพรา (Holy basil) ใบโหระพา (Sweet basil)  พริกขี้หนู  (Bird's eye chilli) ตะไคร้ (Lemongrass) ใบมะกรูด (Kaffir Lime Leaves) พริกไทยอ่อน (Green peppercorn) กระชาย มะเขือพวง มะเขือเปราะ (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) ราคาแพงเหมือนกัน และถ้าอยากได้ผักชีทั้งต้นพร้อมรากก็ต้องซื้อที่ร้านประเภทนี้ เพราะซุบเปอร์มาร์เก็ตจะขายเป็นแพ็คมีไม่กี่กิ่งและไม่มีราก ฝรั่งกินรากผักชีไม่เป็น

    ขอแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักพืชผักผลไม้ของอังกฤษ ดังนี้

     

    imageimageimageimage

     

    ถ้าเป็นผักสลัด ก็มี Rocket (ผักสลัด) Watercress (ผักน้ำ) Spinash (อ่านว่า สปินิช คือ ผักโขม) Kale (ประเภทผักสลัด) (ชื่อของผักเป็นไปตามรูปที่เรียงตามลำดับเลยค่ะ)

    Cabbage (กะหล่ำปลี) จะมีใบสีเขียวแข็ง ต้องซื้อออกสีขาวถึงจะอ่อนพอกินอร่อยหน่อย ถ้าสีแดงเป็น Red Cabbage ก็แข็งเหมือนกัน และยังมี Lettuce (อ่านว่า เลท-ทิส คือผักกาดหอม) Iceberg Lettuce (ผักกาดแก้ว) Broccoli  (บรอคโคลี่)

     

    imageimage

    Sprout และ Beet Root

     

    ผักประเภทหัวก็มี Carrot (แครอทหัวใหญ่) Baby Carrot (แครอทหัวเล็ก)  Sprout (แขนงผัก) ที่แค้งงงง....แข็ง White Radish (หัวไชเท้าขาว) Potato (มันฝรั่งหัวเล็กหัวใหญ่) มันเทศ (Sweet Potato)  ราคาถูกมาก หัวบีทรูท (Beet Root) สีแดง กินแล้วปากแดง ฟันแดง ลิ้นแดง

    ที่คุ้นๆ อีกก็จะมี Chinese Cabbage (ผักกาดขาว) Celery (คึ่นช่าย) Leeks (ต้นกระเทียม)  Onion (หอมหัวใหญ่) Shallot (หอมแดง) Tomato (มะเขือเทศลูกเล็กลูกใหญ่) Eggplant หรือ Aubergine (มะเขือยาว มะเขือม่วง)  Baby Corn (ข้าวโพดอ่อน) Asparagus (หน่อไม้ฝรั่ง) Mung Bean (ถั่วลันเตา) Lemon (มะนาวเหลือง) Lime (มะนาวเขียว) Cucumber (แตงกวา) ผู้เขียนรู้สึกว่าแตงกวาไทยกรอบและอร่อยกว่า Zucchuni (แตงกวาญี่ปุ่น) Bean sprout (ถั่วงอก) Coriander (ผักชี) Spring Onion (ต้นหอม) Muchroom (เห็ดสดหลายประเภท)

    ผักจำพวกสมุนไพรต่างๆ ได้แก่ Dill (ผักชีลาว) Rosemary,  Thyme, Origano, Bay Leave (ใบกระวาน) Cinnamon (อบเชย) Star Anes (โปียกั้ก) 2-3 อย่างหลังไว้ใช้ทำพะโล้ได้

     

    imageimage

    Green และ Basil

     

    สำหรับผักฝรั่งที่เราใช้ประยุกต์แทนผักไทยทำอาหารไทย ก็มีหลายอย่าง เช่น ถ้าจะทำก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วและก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ก็ใช้ Green แทนผักคะน้าได้  แต่แข็งกว่า ถ้าจะทำผัดกะเพรา ผัดขี้เมา ก็ใช้ Basil แทนกลิ่นหอมจะออกหวานๆ กว่ากะเพราไทย ผักชนิดนี้เหมาะกับการทำอาหารอิตาเลียนต่างๆ

     

    imageimage

    Butternut (Squash) และ Green Bean

     

    ถ้าจะตำส้มตำ ก็ใช้แครอทขูดเส้นฝอยแทน แต่มีอผักอีกอย่างที่ใช้แทนได้ดี และผู้เขียนเห็นว่าอร่อยกว่าด้วยก็คือ Butternut หรือ Squash (ชื่อคล้ายกีฬาประเภทหนึ่งเลย) ที่คล้ายฟักทองหรือน้ำเต้า เนื้อคล้ายมะละกอแต่แป้งเยอะกว่า และถั่วฝักยาวก็หาไม่ได้ ก็จะใช้ Green bean (ถั่วแขก) แทน อาจมีกลิ่นเหม็นเขียวเยอะกว่าเล็กน้อย
    ส่วนฟักทอง (pumpkin) เปลือกแข็งมากและเนื้อไม่อร่อยเท่าบ้านเรา สวยแต่รูป เหมาะกับการแกะเอาไปใช้ในวัน Halloween มากกว่า ถ้าจะทำฟักทองแกงบวชให้อร่อย ให้ใช้ Butternut แทนจะอร่อยกว่า

    ผักทุกชนิดที่อังกฤษจะมีขนาดใหญ่โตกว่าที่ปลูกบ้านเรามาก ผักแต่ละใบจะหนาแข็งจริงๆ หัวโตๆ ก้านอ้วนๆ เพราะดินฟ้าอากาศที่หนาวเย็นนั่นเอง

     

    imageimage

    Grapefruit และ Apricot

     

    สำหรับผลไม้ก็มีไม่กี่อย่าง ที่มีมากก็ได้แก่ แอบเปิล องุ่น ลูกพีช ลูกแพร์ (สาลี่) ลูกพลัม ส้มผลใหญ่ (Grapefruit) แอบปริคอท (Apricot) ส่วนสตรอเบอรี่ เชอรี่ และเบอรี่ต่างๆ มีเฉพาะหน้าร้อน (ที่จริงคนฝรั่งจะออกเสียงเป็น เบ-รี่ มากกว่า)

     

    imageimage

     

    ผลไม้จากต่างประเทศที่ไม่ได้ปลูกในอังกฤษแต่มีขายหาซื้อได้ ก็มี อโวคาโด กีวี่ กล้วยหอม (ไม่มีกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ฯลฯ) แรกๆ ไม่กล้าซื้อ  กลัวขายเป็นหวีแบบบ้านเราแล้วอยู่คนเดียวจะกินไม่หมด  ที่ไหนได้ เห็นคนอื่นเขาเด็ดเอากี่ลูกก็ได้แล้วเอาไปชั่งกิโลคิดเงิน ผู้เขียนชอบกินกล้วยหอมที่อังกฤษ (ปลูกเองไม่ได้ต้องรับมาจากทวีปอเมริกากลาง) เนื้อเป็นแป้งมากกว่าและไม่หวานมาก และยังชอบซื้อตอนไม่สุกดีเปลือกยังมีสีอมเขียว เพื่อเอามาทำกล้วยบวชชีและกล้วยปิ้งมาทับแบนราดน้ำกะทิหอมหวาน อร่อยเด็ด...)

    ส้มก็มีหลายพันธุ์เหมือนกัน สามารถหยิบตามจำนวนเท่าที่อยากกิน หรือจะซื้อเป็นแพ็คก็ได้ ผลไม้ทุกชนิดจะมีสติ๊กเกอร์ยี่ห้อติดทุกผลทุกใบ (ใข่ไก่ก็ประทับตรายี่ห้อ บอกที่มา และวันหมดอายุบนเปลือกไข่ทุกฟอง) ไปเห็นแรกๆ ก็ขำดี แต่ตอนนี้บ้านเราก็ทำเหมือนกันแล้ว

    ฝรั่งชอบกินอาหารแช่แข็ง อาหารกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ผัก ขนม เพราะสะดวก และไม่ต้องไปตลาดบ่อย ตู้แช่แข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น การทำกับข้าวก็ง่าย แค่โยนเข้าเตาอบหรือไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็ได้กิน

     

    2.. ดินฟ้าอากาศ
    ประเทศอังกฤษมี 4 ฤดู

     

    imageimage

     

    ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงปลายเดือนมีนาคม ต้นไม้จะเริ่มออกตุ่มผลิใบอ่อนเล็กๆ ตามกิ่งไม้  และมีดอก Daffodil เป็นสัญลักษณ์ ทำให้รู้ได้ว่าถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ดอกคล้ายกล้วยไม้ มีทั้งสีเหลืองและสีขาว สวยมากๆ ต้นไม่สูง แค่ประมาณ 2 ฟุต อายุ 1-2 เดือนก็เหี่ยวเฉาตายไป แต่หน่อและรากยังอยู่ พอถึงฤดูใบไม้ผลิอีกปีก็จะแตกหน่อชูใบชูดอกอีกครั้ง


    ฤดูร้อน (Summer) ประมาณเดือนกรกฎาคม (2 ฤดูนี้จะมีเวลาที่ห่างจากประเทศไทย 6 ชั่วโมง) ดอกไม้สวยงามออกดอกเต็มไปหมด แต่ส่วนใหญ่ไม่มีกลิ่น
    (2 ฤดูนี้จะมีเวลาห่างจากประเทศไทย 7 ชั่วโมง เพราะมีการปรับเวลา ในวันอาทิตย์ของสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม จะต้องหมุนเข็มนาฬิกาให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง เช่น 7 โมงเช้า ให้หมุนเป็น 8 โมงเช้า และช่วงเวลากลางวันจะยาวนานมาก ตีห้าก็สว่างแล้ว กว่าจะมืดก็เกือบ 4 ทุ่ม รายการข่าวจะประกาศเตือนให้)

     

    imageimage

     

    ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn หรือ Fall) ใบไม้ก็ร่วงจริงๆ ร่วงหมดต้นเลย เหยียบย่ำจนป่น แต่ถ้าฝนตกด้วยก็เละเทะเหมือนกัน ฤดูนี้ที่อังกฤษจะสีไม่สวยเหมือนทางยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่นที่ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสวยมาก ที่อังกฤษมีแต่สีเหลืองแล้วร่วงเลย ฤดูนี้ พอถึงวันอาทิตย์ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมก็จะต้องหมุนเข็มนาฬิกาลดลง 1 ชั่วโมง คือ เวลา 7 โมงเช้า ให้หมุนเป็น 6 โมงเช้า ช่วงสว่างของฤดูนี้ก็สั้นมาก กว่าจะสว่างก็เกือบ 8 โมงเช้า แค่บ่ายสองกว่าก็มืดแล้ว ต้องเปิดไฟฟ้าให้ความสว่างบนถนนและในอาคารตอนบ่ายสาม และเปิดฮีทเตอร์ให้ความอบอุ่นตลอดทั้งวันด้วย
    ใครนัดกันในวันที่ปรับเวลาก็ต้องระมัดระวังในเรื่องเวลาให้ดี มิฉะนั้นอาจผิดนัดได้


    ฤดูหนาว (Winter) ก็อากาศหนาวเข้ากระดูก หนาวทรมานจริงๆ และหิมะตก มันหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนเมษายนเลย

    พูดถึงเรื่องฝน ที่อังกฤษฝนตกบ่อย แทบทุกฤดู เป็นฝนปรอยๆ ไม่ใช่ฝนตกหนักแบบบ้านเรา แม้กระทั่งหน้าหนาว ฝนตกแล้วยิ่งเย็นเข้ากระดูก การดูรายการพยากรณ์อากาศทุกวันเป็นกิจวัตรจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเตรียมพกร่มหรือเสื้อกันฝนกันลมติดตัวอยู่เสมอ ถ้าจะไปไหนก็ต้องอออกเลยจะรอฝนหยุดไม่ได้ เพราะตกทั้งวัน

     

    imageimage

     

    ส่วนหิมะ ทางใต้ของอังกฤษไม่ค่อยเห็น การเห็นหิมะครั้งแรกของผู้เขียนก็อยู่ที่ Canterbury ตกตอนกลางคืนไม่รู้ตัว ตื่มาเห็นสีขาวคล้ายๆ เกลือหรือแป้งโรยอยู่ริมทาง ขอบหญ้า ริมถนน ทีแรกไม่คิดว่าเป็นหิมะ เพราะตกไม่มาก เห็นไม่ชัด แต่พอขึ้นไปทางเหนือเมือง Sheffied เห็นเต็มๆ หิมะจะตกตั้งแต่ปลายธันวาคม-ปลายเมษายน (บ้านเรายังเล่นสงกรานต์ร้อนตับแลบอยู่เลย แต่ที่อังกฤษยังหนาวจับใจ) ทุกครั้งที่เดินขณะหิมะตก จะนึกสนุกแอบแลบลิ้นไปชิมหิมะขณะที่กำลังตกแรงๆ ด้วย เย็นดีเหมือนเกล็ดน้ำแข็งในตู้เย็น


    บรรยากาศท่ามกลางหิมะตกโรแมนติกมาก ตื่นเต้นจริงๆ เดินลุยโดยไม่เปียก เพราะปลิวว่อน เว้นแต่ที่หมวกจะกองทับกัน ชอบจังเลย สวยมากๆ มีวันหนึ่ง น้องคนไทยโทรฯ มานัดชวนออกจากบ้าน ไปเจอกันที่สวนสาธารณะเพื่อไปถ่ายรูปกับกองหิมะหนาๆ กัน ขาวโพลนไปทั่ว สวยดีค่ะ เล่นขว้างหิมะกันด้วย จะปั้นด้วยถุงมือก็ไม่ถนัด พอถอดถุงมือมาปั้นก็เย็นเหลือหลายจนมือซีด แต่ก็สนุกดีค่ะ

     

    imageimage

     

    แต่ทราบหรือไม่ ก่อนที่หิมะจะตก อากาศจะหนาวมากๆ ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่นหมอง หนาวเข้ากระดูกเลยล่ะ แต่ขณะที่ตกจะไม่หนาว หลังจากตกไปแล้วกำลังละลาย จะไม่ชอบที่สุด นอกจากไม่สวยเพราะละลายและคนเหยียบย่ำจนดำแล้ว มันยังทำให้ถนนลื่นมากด้วย เพราะคนเหยียบอัดกันจนเป็นน้ำแข็ง ผู้เขียนเคยแม้กระทั่งเดินไปครึ่งทางจะไปเรียนแล้ว ถอดใจยอมแพ้ขอเดินย้อนกลับบ้านเลย ไม่เรียนมันแล้ว เพราะเดินไม่ไหว จิกเท้าจนเมื่อยก็ยังลื่น ไม่คุ้มกับการหกล้มหัวคะมำ
    ตอนหน้าหนาว หน่วยงานของรัฐจะวางถังพลาสติกขนาดใหญ่คล้ายถังน้ำแข็งไว้ที่ข้างถนนบรรจุทรายไว้ให้ใครก็ได้โกยทรายไปโรยบนถนน เพื่อไม่ให้ถนนลื่น
    ยิ่งเมือง Sheffield เป็นทางขึ้นๆ ลงแบบเนินเขาด้วย จะเห็นรถลื่นไถลอยู่บ่อยๆ หลายครั้งเห็นรถล่ามโซ่ที่ล้อกันลื่นบ้างเหมือนกัน

     

    3. การคมนาคม


    ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีขนาดใกล้เคียงกับประเทศไทย การเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกมาก ระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพ ยกเว้นตอนคริสต์มาสจะหยุดยาว และตอนประท้วงจะหยุดนาน!

     

    imageimage


    ป้ายรถเมล์ของทุกเมือง ถ้ามีที่นั่งรอ จะสังเกตว่าโครงสร้างของที่รอรถจะหันตรงข้ามกับบ้านเรา เพราะต้องกันลมกันฝน และจะมีป้ายแสดงเวลาที่รถเมล์มาถึงป้ายนี้ตอนกี่โมง ค่อนข้างตรงเวลา เชื่อถือได้ สามารวางแผนเวลาเดินทางได้ ที่ London ก็มีแต่ไม่ค่อยตรงเวลาเพราะรถติด 


    รถรางในเมืองก็มีตารางเวลา มีหลายสาย ทำให้การเดินทางสะดวก แต่ไม่มีทุกเมือง


    รถไฟใต้ดินใน London ตีตั๋ว 1 ใบใช้ได้ทั้งรถใต้ดิน (Underground หรือ Tube) กับรถเมล์ได้ คุ้มค่า สามารถซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (Single tciket) รายวัน (One day ticket) 3 วัน 5 วัน ฯลฯ นอกจากเมืองหลวง ก็มีแค่ไม่กี่เมืองที่มี อีกที่ที่รู้คือ Manchester

     

    imageimage

     

    ตามเมืองใหญ่จะมีรถ Sightseeing พาเที่ยวรอบเมือง ขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ใช้ได้ทั้งวัน ประมาณสิบกว่าปอนด์ก็คุ้มเหมือนกัน

    รถไฟก็วิ่งเร็ว สะอาดปลอดภัย รถไฟสาย London-Sheffield สามารถไปตู้เสบียงขอชากาแฟฟรีด้วย ผูู้เขียนก็ใช้บริการประจำ
    ถ้าจะขับรถเอง หรือการขึ้นรถโคชไปไหนข้ามเมือง มีกฎจราจรที่จะต้องหยุดพักรถทกๆ 3 ชั่วโมงด้วย เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

    สุดท้ายคือการเดิน การเดินไปไหนมาไหนของคนที่นี่เป็นเรื่องปกติ เป็นการออกกำลังกายด้วย เนื่องจากอากาศเย็นสบายก็เดินได้ทน หน้าหนาวคนก็ชอบเดินตากแดด หน้าร้อนก็ชอบเดินดูวิว ไกลเป็นกิโลก็เดินไหว

     

     4. สถานที่ท่องเที่ยว

    imageimage

    Buckingham Palace และ Botanical Garden in Sheffield

     

    สวนสาธารณะของประเทศอังกฤษ นอกจากเป็นที่พักผ่อนล้ว ยังมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ กลายเป็นที่ท่องเที่ยวด้วย ฟรีทุกที่ เช่น Hyde Park, South Kensington Park ในกรุงลอนดอน และสวนสาธารณะตามเมืองต่างๆ


    ถ้าสนใจเรื่องพันธ์ุพืชต้นไม้ต่างๆ ในร่ม ก็มี Botanical Garden เป็นสวนพฤกษศาสตร์เกือบทุกเมือง เป็นการปลูกพืชในอาคาร จะมีพืชหายาก พืชของทางประเทศตะวันออก จำลองป่าเขตชื้น ป่าทะเลทรายไว้อย่างน่าสนใจ


    ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ก็จะมีปราสาทพระราชวังต่างๆ ของราชวงศ์และขุนนางในแต่ละเมืองจำนวนมาก (Palace, Castle, Tower) ค่าเข้าชมจะแพงเล็กน้อย

     

    imageimage

    British Museum และ Tate Modern Gallery

     

    การไปพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองก็น่าสนใจ บางแห่งเข้าฟรี บางแห่งก็เสียค่าเข้าชม ถ้าไปประเทศไหนก็แนะนำว่าไม่ควรพลาด เพราะเป็นที่สรุปประวัติวัฒนธรรมประเพณีของเมืองนั้นๆ ให้ชมและเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น ถ้ามีโอกาสได้ไปลอนดอน
    แนะนำให้ไป British Museum ไม่เสียเงืนค่าเข้าชม ดูวันเดียวไม่หมด ไม่ใช่มีแต่ของอังกฤษ ยังมีของประเทศอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะของประเทศอียิปต์ มีมัมมี่เยอะแยะไปหมด น่าสนใจจริงๆ

    นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ที่ดีจริงๆ เห็นแล้วอยากให้เด็กไทยมีโอกาสไปดูด้วยบ้างจัง รวมถึงพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่แสดงผลงานทางศิลปะต่างๆ ที่สวยงามมาก นอกจากจะแสดงผลงานแล้ว ตัวพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะที่ Tate Gallery ที่ปรับปรุงโกดังเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานศิลป์ที่ทันสมัยได้อย่างน่าสนใจจริงๆ

     


    imageimage

     

    นอกจากการไปเที่ยวแล้ว การไปประเทศอังกฤษต้องไม่พลาดไปชมละครเวทีด้วย ทั้งที่ London มีโรงละคร (Theatre) หลายแห่ง แถบ West-end โดยเฉพาะบริเวณ Covent Garden แสดงละครเรื่องเดียวนานเป็นหลายปี และโรงละครตามเมืองต่างๆ ที่จะมีละครเพลงสัญจร ตั๋วราคาแพง แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบก็จะชอบจริงๆ
    ผู้เขียนชอบจริงๆ โดยเฉพาะละครเพลง ดูทีไรก็มีความสุขทุกที เหมือนมีมนต์เสน่ห์สะกดทุกครั้งที่ได้ดู กลับมาบ้านเรา ก็ได้ดูเมื่อคุณถกลเกียรติก็เริ่มทำละครเพลง และได้นำละครเพลงต่างประเทศมาแสดงด้วย ชอบดู ได้ไปดูหลายเรื่อง แต่ตั๋วแพงเหมือนกันนะ...

     

    5. เทศกาลและเหตุการณ์สำคัญ

    ประเทศอังกฤษมีวันหยุดที่เป็นวันสำคัญในแต่ละปีไม่มาก นอกจากหยุดยาวๆ 2 ครั้งในช่วงคริสต์มาสก (ปลายเดือนธันวาคม) และช่วงอีสเตอร์ (กลางเดือนเมษายน) แล้ว จะมีวันหยุดธนาคาร (Bank Holiday) รวมแล้วปีหนึ่งหยุดไม่กี่วัน ส่วนวันสำคัญทางศาสนาคริสต์วันอื่นๆ จะไม่หยุด วันเซนท์ต่างๆ เช่น St.Patrick Day, St Valentine's Day, Bon fire, Halloween, Pancake day ฯลฯ มีวันแม่ด้วยแต่ไม่ตรงกับเมืองไทย

    ช่วงปี 1997 - 2004 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เขียนเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดมากมาย ดังนี้

     

    imageimage

    Tony Blair จากพรรคแรงงาน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัยติดต่อกัน (ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 1997-2005)

     

    imageimage

    Princess Diana, (Princess of Wales) สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้น เพิ่งอยู่ที่อังกฤษได้ไม่ถึงเดือน ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ฟังเพื่อนเล่าไม่ค่อยเข้าใจ แถมไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงด้วย (31 สิงหาคม 1997 รวมพระชนมายุได้ 36 พรรษา)

     

     

    imageimage

    Prince Edward (Earl of Wessex) พระโอรสองค์สุดท้องใน Queen Elizabeth II ทรงอภิเษกสมรสกับ Sophie Rhys-Jones เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 1999

     

    imageimage

    Princess Margaret (Countess of Snowdon) (พระขนิษฐา - น้องสาว ของ Queen Elizaabeth II) สวรรคตเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2002 พระชนมายุ 71 พรรษา

     

    imageimage

    Queen Mother หรือ Queen Mum (พระราชชนนีของ Queen Elizabeth II) เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2002 พระชนมายุ 101 พรรษา

     

    imageimage

     

    งานฉลอง Queen Elizabeth II ทรงครองราชย์ครบ 50  ปี  (Golden Jubilee) เมื่อเดือนมิถุนายน 2002 มีการสวนสนามของทหารรักษาพระองค์และการจัดคอนเสิร์ทบริเวณสวนหลังพระราชวังบัคกิ้งแฮม มีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ BBC ตลอดทั้งงานด้วย

     

    imageimage

     

    ปีไหนจำไม่ได้แล้ว ผู้เขียนได้เห็น Prince Philip (Duke of Edinborough) พระสวามีของ Queen Elizabeth II พระองค์จริงๆ ในขณะที่ผู้เขียนนั่งรอเพื่อนอยู่หน้าประตูพระราชวังวินเซอร์ ได้เห็นพระองค์ทรงขับรถจิ๊บเข้าประตูวังพอดี โชคดีจัง...

    เหตุการณ์สำคัญนอกประเทศอังกฤษก็จะมีเครื่องบินชนตึก World Trade ในเหตุการณ์ 911 เมื่อปี 2001 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์สงครามอิรัก 2003  และโรคซารส์ ไข้หวัดมรณะ 2003-2004

    ในช่วงเกือบ 6 ปีที่ผู้เขียนเรียนอยู่ ได้มีโอกาสพบ อาจารย์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร (อธิการบดีในขณะนั้น) ที่ประเทศอังกฤษถึง 3 ครั้ง ประมาณ 2 ปีครั้งก็ได้


    ครั้งแรกพบอาจารย์ที่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย กรุง London แค่แป๊บเดียว


    ครั้งที่ 2 ไปพบอาจารย์ที่เมือง Manchester มาบรรยาย แล้วอาจารย์ก็รีบกลับ พวกเรานักเรียนไทยต้องเดินเร็วๆ ไปส่งอาจารย์กันที่สถานีรถไฟอย่างเหนื่อยหอบ อาจารย์เดินไวจริงๆ แทบตามไม่ทัน


    ครั้งสุดท้าย อาจารย์ตั้งใจมาพบผู้บริหารของ The University of Sheffield และ Sheffield Hallam University อาจารย์โทรฯ เข้าโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นผู้เขียนอยู่ที่ห้องสมุดจึงปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ (มีมือถือแล้ว น้องคนไทยให้มาตอนเรียนปริญญาเอกปี 2) อาจารย์ฝากข้อความบอกว่ามาถึงที่ Sheffield แล้ว อยู่ที่โรงแรมโนโวเทล  เลยโทรฯไปหา อ.สิริพร (คณะพลังงานฯ) อ.สุรศิษฐ์ (ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ) และ อ.สราวัณ (ภาควิชาวิศวกรรมระบบควบคุมและเครื่องมือวัด) ให้ทราบ
    จากนั้น ผู้เขียนก็วิ่งจู๊ดรีบไปพบอาจารย์ที่ล็อบบี้โรงแรมเลย ได้พบ รศ.ดร.สุวิทย์ เตีย (ภาควิชาวิศวกรรมเคมี) รศ.ดร.อภิชิต เทอดโยธิน (คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ) และ รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร (ผอ. JGSEE) ด้วย ดีใจมากๆ

    เย็นวันนั้นอาจารย์ 3 คนที่โทรฯ ไปหาก็มาพบอาจารย์กฤษณพงศ์และคณะกันครบ อาจารย์เลี้ยงข้าวเย็น ผู้เขียนพาไปที่ร้านอาหารแขกใกล้ๆ โรงแรม ไม่ต้องเดินไกล อาจารย์จะได้พักผ่อน และพาเข้าเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต Somerfiled ด้วย รุ่งขึ้นไปส่งอาจารย์ที่สถานีรถไฟกลับ London ด้วย

    ทุกครั้งที่ได้พบอาจารย์ รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเหมือนญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยมเยียน


    ต้องขอขอบคุณรูปภาพทุกรูปจากเว็บไซต์ทุกเว็บที่ผู้เขียนได้ดาวน์โหลดมาใส่ไว้ ซึ่งทำให้ Blog น่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

    และที่ลืมไม่ได้ ผู้เขียนขอขอบคุณ มจธ. จริงๆ ที่ให้โอกาส ทำให้ได้ประสบการณ์คุ้มค่าในชีวิตนี้ ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนด้วยค่ะ

    ขอบคุณผู้อ่านชาว KM ที่ให้ความสนใจติดตามอ่านมาโดยตลอด


    ก็ขอจบตอน "มจธ. ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร" แต่เพียงเท่านี้

     

    ( 16 สิงหาคม 2553)

     

     

     

    ติดตามมานาน ชื่นชม และขอขอบคุณพี่ซ้วงที่สละเวลามาเล่าถึงประสบกาาณ์ดีดีให้ฟัง (ทั้งที่งานเยอะมากมาย) น่าชื่นใจแทน มจธ.ที่มีบุคลากรดีดีแบบนี้...ขอยกนิ้วให้ค่ะ Smile 

    PuK...IT 4 Rural School

    3234 days ago

    เห็นแ้ล้วอยากกินส้ม Grapefruit มากครับ สีสันดูน่าทานมาครับ

    หิมะๆๆๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีโอกาสไปสัมผัสหิมะเป็นๆ เลยครับ ถ้ามีโอกาสได้ไปคงต้องเตรียมเสื้อไปสัก 5 - 6 ตัวแน่นอนไม่งั้นแข็งตายแน่นอน หุหุ

    เห็นบรรยากาศสวยๆ แล้วก็อยากเดินทางไปท่องเที่ยว + เรียนต่างประเทศ ไปสัมผัสชีวิตต่างประเทศบ้างครับ

    ที่จะไม่ชอบก็อย่างเดียวคือวันหยุดล่ะครับเนี่ย หุหุ วันหยุดน้อยกว่าประเทศไทยมากกกกก

     

    สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ พี่ซ้วงมากครับ ที่นำเอาประสบการณ์ดีๆ เช่นนี้มาเล่าสู่กันฟังให้ชาว KM เสมอครับ :)

    Admin#2 3233 days ago

    ดีใจและขอบคุณที่น้องปุ๊กชอบและติดตามกันมาตลอดนะคะ ฝากบอกยายไฮด้วย ถ้ามีเวลา ให้เขียนมาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะคะ!

    แชมป์ก็เป็นอีกคนที่ให้กำลังใจมาโดยตลอดอีกคน และเชื่อว่าอีกหลายๆ คนก็คงlงใจมาให้เหมือนกัน แต่ไม่แสดงออก !!!

    ก็เพราะอย่างนี้น่ะสิ เลยทำให้ต้องหาเวลาเขียน หาเรื่องมาเล่าให้ฟังอีก ...

    **ซ้ (Suang)** 3224 days ago

    1 people liked this comment.