Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 16 หนังสืออ่านเล่นสมัยเด็ก

    "หนังสืออ่านเล่นสมัยเด็ก" ที่จะเล่าในลำดับที่ 16 นี้ มีที่มาที่ไปจากเว็บ KM ของ มจธ. ที่มีคำถามชิงรางวัลเกี่ยวกับการแนะนำหนังสือเมื่อหลายเดือนที่แล้ว เลยทำให้ผู้เขียนได้หวนนึกถึงสมัยเด็กว่าเราเริ่มต้นอ่านหนังสืออ่านเล่นที่ไม่ใช่ตำราเรียนตั้งแต่เมื่อไร ภาพเก่าๆ ก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย จนอดไม่ไหวที่จะต้องรีบระบายเป็นตัวหนังสือใน Blog นี้

    จึงนึกสนุกว่าอยากจะให้แฟนานุแฟน Blog ของผู้เขียนที่มีอายุผ่านมามากกว่า 30 กว่าฝนขึ้นไปได้อ่านแล้วอมยิ้ม ได้ทบทวนสิ่งเก่าๆ ที่อาจจะเจอคล้ายๆ กัน (กลายเป็นคนแก่เล่าเรื่องอดีต!!!) และทำให้แฟนวัยเยาว์ที่เกิดไม่ทันเรื่องที่จะเล่านี้ได้ลองจินตนาการนึกตามไปด้วย

    ผู้เขียนสมัยเด็กไม่กล้าขอเงินพ่อแม่ไปซื้อหนังสืออ่านเล่น เพราะครอบครัวใหญ่ พี่น้องเยอะ ได้ไปโรงเรียนเรียนหนังสือและมีตังค์กินขนมบ้างก็นับว่าโชคดีแล้ว

     

    click to zoomimage

     

    ผู้เขียนตอน ป.1 ป.2 ไม่รู้จักหนังสืออ่านเล่นเลย ยามว่างถ้าไม่เล่นก็ดูโทรทัศน์ จนเมื่อพี่ชาย (ลูกของลุง - ต้องขอยกเครดิตให้) ซื้อการ์ตูนมาให้อ่าน เป็น “ชัยพฤกษ์การ์ตูน” ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พอได้อ่านแล้วตลก สนุก เลยทำให้ชอบอ่านแต่นั้นมา พยายามเก็บตังค์ซื้อแต่ไม่ทุกเดือน ส่วนหนังสือ "ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์" ไม่ค่อยซื้อ เพราะรูปภาพน้อย หลายเรื่องอ่านแล้วไม่เข้าใจ คงยังเด็กเกินไป !

     

    TOOKTA-2532-102m.jpg image by omega3900imageimage

     

    ยังมีการ์ตูนอีกหลายเล่มที่ชอบอ่าน เช่น หนังสือการ์ตูน "ตุ๊กตา" ที่มีตัวการ์ตูนประจำเล่มเป็นพี่น้องอ้วนๆ 4 คน ชื่อ หนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย และหนูแจ๋ว หนังสือการ์ตูน “เบบี้”  และ “หนูจ๋า” ของอาวัฒน์ก็ได้อ่านบ้างเป็นครั้งคราว การ์ตูนเหล่านี้ คงไม่มีขายตามแผงหนังสือแล้วละมัง ส่วนหนังสือการ์ตูน “ขายหัวเราะ” ได้มาอ่านเอาตอนโตแล้ว เป็นเล่มบางแต่รูปเล่มใหญ่กว่า (ปังปอนด์ และ หนูหิ่น ยังไม่เกิด!)

      
    imageimageimage

     

    ตอนเด็กๆ หนังสือ "การ์ตูนเล่มละบาท" ฮิตมาก ก็เหมือนเดิม ไม่ได้ซื้อ แต่ขอยืมเพื่อนกลับบ้านอ่านครั้งละหลายๆ เล่ม เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องผีหรือไม่ก็จักร์ๆ วงศ์ๆ ส่วนที่ร้านศึกษาภัณฑ์ก็มีการ์ตูนขายเล่ม 1-2 บาท เป็นเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ เนื้อหาจะเป็นนิทานเด็ก สอนให้เป็นเด็กดี ได้แวะไปทีไรก็ทยอยซื้อมาอ่านครั้งละ 2-3 เล่มอยู่เสมอ เพราะเป็นราคาที่ซื้อไหว 

    นอกจากนี้ ยังมีหนังสือการ์ตูน "แคนดี้จอมแก่น" ซึ่งเป็นการ์ตูนในทีวี พิพม์เป็นเล่มให้อ่านด้วย ต่อมาก็มีหนังสือการ์ตูน "โดราเอมอน" ฮิตขนาดได้ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในขณะนั้นด้วย ก็เป็นที่มาของการเปิดร้านเช่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหลากหลายสไตล์ที่ทำให้เด็กเดี๋ยวนี้ติดกันงอมแงม...

     

     

    ตอนประถม อ่านหนังสือออก ก็ได้อ่านหนังสือพิมพ์ให้แม่ฟังประจำ พออ่านข่าวถึงยศตำรวจทหารยาวๆ และชื่อสังกัดที่เป็นอักษรย่อของตำรวจทหารผู้นั้น ก็บอกแม่ขออ่านข้ามไป ขี้เกียจ ไม่เข้าใจด้วย ขออ่านเนื้อหาอย่างเดียว แม่ก็โอเค... พอน้องๆ โตขึ้น ก็สลับกับน้องอ่านข่าวให้แม่ฟัง พอโตขึ้น หวนนึกถึงแล้ว ชอบจังเลย ได้เห็นถึงความอบอุ่นของครอบครัวที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน แถมยังได้ฝึกทักษะการอ่านโดยไม่รู้ตัว หลังๆ โตขึ้น ลูกการบ้านเยอะ แม่รอไม่ไหวเลยไปดูข่าวทีวีแทน !


    สมัยก่อนมีรายการโทรทัศน์ชื่อ รายการ “เสาร์สโมสร” ทางช่อง 5 เป็นรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กของกระทรวงศึกษาธิการ ออกทุกเที่ยงวันเสาร์ มีการให้ส่งไปรษณียบัตรสมัครเป็นสมาชิกฟรีและจะแจกหนังสือ “วิทยุศึกษา” ส่งให้ถึงบ้านทุกเดือนๆ ละ 1 เล่ม ก็ได้รับมาตั้งหลายปี ตอนนี้ยังเก็บไว้ (หารูปจากเว็บไม่เจอ) แม้เป็นเล่มเล็กๆ ขนาดครึ่ง A4 มีประมาณสิบกว่าหน้า ไม่มีรูปเลย แต่ก็ได้รับความรู้ได้ประโยชน์จากหนังสือเรื่องมาเยอะเชียว เริ่มต้นรู้จักธรรมะก็จากหนังสือเล่มนี้ เพราะสมเด็จพระญาณสังวรณ์ สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานเขียนให้อ่าน และยังมีความรู้ทั่วไป กับตารางการจัดรายการของสถานีวิทยุศึกษา (แทบไม่เคยเปิดฟังเลย เพราะไม่มีวิทยุ)

     

     

     

    image

     

    นอกจากนี้ ผู้ชมรายการทำอาหารทางช่อง 3 ชื่อ "แม่บ้านที่รัก" สามารถเขียนไปรษณียบัตรสมัครเป็นสมาชิกรายการ “แม่บ้านที่รัก” ของอายิโนะโมะโต๊ะ และจะได้รับตำราทำอาหารฟรี ขนาดเล่มพอดีมือ ภาพสีสวยเชียว แต่ละเล่มจะมีรายการอาหารคาวหวานสิบกว่าอย่าง รวบรวมได้หลายเล่ม ขอเพราะอยากได้ฟรี แม้ตอนนั้นยังเด็กและทำกับข้าวไม่เป็นก็ตาม แต่ก็เคยเอาไปให้แม่ทำกับข้าวตามตำราให้กินด้วย อร่อยดีเหมือนกันล่ะ!

     

    imageimageimage

     

    มีอยู่ 1 เล่มที่ผู้เขียนยอมสมัครเป็นสมาชิกแบบเสียเงินรายครึ่งปีหรือ 1ปี ต้องเก็บตังค์เกือบแย่ โดยไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อซื้อตั๋วแลกเงินส่งไปเพื่อขอรับหนังสือ “สตรีสารภาคพิเศษ” ถ้าใครซื้อนิตยสาร "สตรีสาร" ฉบับเต็มก็จะมี "สตรีสารภาคพิเศษ" อยู่ตรงกลางเล่มด้วย แต่เด็กๆ ชอบอ่านเฉพาะการ์ตูนที่เป็นเนื้อหาเฉพาะส่วนกลางๆ ของเล่มเท่านั้น ก็เลือกซื้อได้ มีประมาณ 8-10 หน้า เป็นการ์ตูน นิทานสั้นๆ เกมส์ต่างๆ และตุ๊กตากระดาษที่ตัดออกมาแปะกับกระดาษแข็งจับแต่งตัวใส่เสื้อผ้าเล่นกับน้องกับเพื่อน  !!!

     

    imageimageimage

     

    โตขึ้นมาหน่อย เริ่มที่จะซื้อหนังสือดารามาอ่าน เช่น “โลกดารา” และ “ดาราภาพยนตร์” รวมทั้งนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” กับ “ต่วยตูน” (เป็นเล่ม Pocket Book) และ "ต่วยตูน พิเศษ" เล่มบางขนาด A4 เพราะราคาไม่แพง ช่วงนั้นก็ทำให้บ้ากษัตริย์ฟาโรห์ สฟิงซ์ มัมมี่ ปิรามิด ของอียิปต์ไปพักหนึ่ง 

     
    ถ้าเป็นช่วงปิดเทอม แม่จะพาไปบ้านยายที่ต่างจังหวัด อยู่นานเป็นเดือน ลูกของลุงได้ซื้อหนังสือไว้เยอะ เช่น “ขวัญเรือน” “สตรีสาร” (เล่มเต็ม) “สกุลไทย” "หญิงไทย" "กุลสตรี" “บางกอก” “ฟ้าเมืองไทย” ไปทีไร ก็ได้อ่านหนังสือเหล่านี้อย่างจุใจ แต่ก็เลือกอ่านเฉพาะบางคอลัมน์ เพราะส่วนใหญ่เป็นนิยาย ไม่ได้ติดตาม  

     

     imageimage

    หลายสิบปีที่แล้ว K-Pop ยังไม่เกิด เพราะเป็นยุคของดาราฝรั่ง ดาราจีนฮ่องกง และดาราญี่ปุ่น หนังสือที่ตอบสนองวัยรุ่นช่วงนั้นเพื่อจะได้รู้ถึงประวัติหรือผลงานของดาราเหล่านี้ได้ ก็ต้องซื้อนิตยสาร "ทีรีวิว" และ "รีวิวทีวี" ไม่รู้มาจากสำนักพิมพ์เดียวกันหรือเปล่า ก็ยืมเพื่อนมาอ่านเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยรู้จักดาราเท่าไร เลยไม่ลงทุน !

     

      

    imageimageimage

     

    ช่วง ม.ปลาย หนังสือนิยายเรื่องสั้นเล่มเล็กของ “ศุภักษร” ประเภทชีวิตรักนักศึกษา และนิตยสาร "บงกช" กับ "เธอกับฉัน" ขายดีมาก แต่ไม่เคยซื้อ ชอบยืมเพื่อนอ่าน เพราะทำให้ฝันว่าได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตามนิยายเขียน!

    เชื่อหรือไม่ ขนาดหนังสือเพลงยังขายได้และขายดี ช่วงนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต เด็กวัยรุ่นที่ชอบร้องเพลง แกะโน้ตเล่นกีตาร์ก็ชอบที่ซื้อหนังสือเพลงเอาไว้ร้องเพลงกันในห้องเรียน เป็นหนังสือรวมเพลงของทุกคนทุกค่ายทุกเพลง คุ้มดีเหมือนกัน

     

    imageimageimage 

    พอโตแล้ว ก็มาชอบอ่านนิตยสาร “แม่บ้าน” ที่เป็นนิตยสารเกี่ยวกับการทำอาหารมาอ่าน นานๆ ซื้อที เลือกซื้อเฉพาะปกที่เห็นแล้วน้ำลายหก  และก็ชอบอ่านนิตยสารแฟชั่น เช่น “ลลนา” (ไม่มีขายแล้ว) “เปรียว” “ผู้หญิง” “แพรว” “แพรวสุดสัปดาห์” (ตั้งแต่พิมพ์เป็นเล่มขนาดเล็ก ประมาณครึ่ง A4 หนา 1 ซม.ตอนนี้มีแต่เล่มใหญ่) "พลอยแกมเพชร" และ “ดิฉัน” นิตยสารกลุ่มนี้ราคาแพงมาก ซื้อไม่ไหว ต้องไปแถวสนามหลวง (สมัยนั้น) เพื่อไปซื้อนิตยสารเหล่านี้ที่เป็นฉบับเก่าหรือเป็นมือสองมาอ่าน แค่เล่มละ 5 บาท 10 บาท ไม่ได้ขายราคาเต็ม แถมตัวเล่มหนังสือก็ยังใหม่อยู่ด้วย

     

     

    imageimageimage

     


    พอเป็นนักศึกษา ได้เปลี่ยนความชอบมาเป็นอ่านนิตยสารประเภทกึ่งสาระ ได้แก่  “อนุสาร อสท.” "เพื่อนเดินทาง" เพราะชอบภาพสวยๆ อ่านแล้วฝันเหมือนได้ไปเที่ยวจริง ชอง "บ้านและสวน" ได้ฝันถึงการจัดบ้านและสวนสวยๆ และหันมาชอบอ่านหนังสือ “สารคดี” “มติชนสุดสัปดาห์” “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” “เนชั่นรายสัปดาห์” ด้วย (พี่ชายคนที่ซื้อชัยพฤกษ์การ์ตูนคนนั้นอีกนั่นแหละที่ซื้อมาทิ้งไว้ให้อ่านที่บ้าน เลยชอบ) ก็ซื้อตามแผงหนังสือบ้างแต่ก็ไม่ซื้อบ่อย พยายามหาอ่านในห้องสมุดเอา นอกจากจะชอบอ่านดูเหมือนเป็นเทรนด์ของเด็กเรียนกฎหมายและเป็นไปตามช่วงวัยแล้ว เนื้อหาของนิตยสารเหล่านี้ก็ยังถูกจริตด้วย


    ตอนไปเรียนต่างประเทศ (เกือบสิบปีที่แล้ว) เนื้อหาของนิตยสาร "มติชนสุดสัปดาห์" "ศิลปวัฒนธรรม" "เทคโนโลยีชาวบ้าน" "เส้นทางเศรษฐี" ของเครือมติชน ได้เผยแพร่ลงในอินเทอร์เน็ตด้วย แม้จะลงไม่ครบทุกคอลัมน์ แต่ก็สามารถติดตามสถานการณ์บ้านเมืองของไทยและทำให้หายคิดถึงบ้านไปได้บ้าง โดยเฉพาะ "มติชนสุดสัปดาห์" ติดตามเป็นประจำ จะรู้ว่าเล่มใหม่จะโพสต์ลงทุกคืนพฤหัสบดี และเปิดอ่านคอลัมน์ "หนุ่มเมืองจันท์" "หลวงเมือง" และ "ปรายพันแสง" ก่อนเรื่องอื่นๆ รองลงมาก็ดูดวง!!! ตอนหลังจะอ่านออนไลน์ต้องเสียค่าสมาชิกถึงจะเข้าอ่านได้ ก็เลิกอ่านไป อ่านเฉพาะหนังสือพิมพ์ออนไลน์แทน

    ที่ประเทศอังกฤษ หากอยากอ่านนิตยสารไทย ก็ยังหาซื้อได้ โดยไปร้านขายของชำที่เจ้าของร้านเป็นคนไทยหรือคนจีน ราคา 2-5 ปอนด์ ที่เคยเห็นและเห็นบ่อยก็มี หนังสือพิมพ์ไทยหัวเขียว (ไทยรัฐ) หัวชมพู (เดลินิวส์) “คู่สร้างคู่สม” “มติชนสุดสัปดาห์” และหนังสือดาราบางเล่ม


    ตอนโตรวมถึงตอนนี้ มีสตางค์ซื้อไหวแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อนิตยสารมาอ่านเลย ใช้วิธีหาอ่านตามมุมหนังสือของร้านอาหาร ร้านตัดผม เพราะหันมาชอบอ่านและซื้อสะสม Pocket Book แทน เพราะรูปเล่มเหมาะมือ เนื้อหาหลากหลาย ไม่ยาวเกินไป ใช้เวลาอ่านไม่นาน พกไปไหนมาไหนสะดวก อ่านเพลิน อ่านได้ทุกเวลา ช่วงสัปดาห์หนังสือก็ไปต้อนซื้อมากองไว้ และวางทิ้งไว้!!! เพราะไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย พอถึงบ้านถึงเตียงก็หลับปุ๋ยแล้ว จะได้อ่านเต็มๆ ยาวๆ ต่อเมื่อพกไปตอนเดินทางด้วยเท่านั้น !!!

     

     

    (27 สิงหาคม 2553)

     

     

     

    พี่ซ้วง ไปหารูปประกอบมาได้เยอะมากเลยคะ :)  เคยอ่าน "แคนดี้จอมแก่น" เหมือนกันคะ  ไปจิ๊กพี่สาวมา แต่ต้องสละไปตอนย้ายบ้านเรียบร้อยแล้ว

    [P][L][E] 2661 days ago

    หนังสือเล่มหนึ่งที่พออ่านแล้วรู้สึก อยากจัดบ้านให้สวยงามเหมือนบ้านคนอื่นเค้าก็คือ หนังสือ บ้านและสวนล่ะครับ

    การ์ตูนที่รู้จักทั้งหมด มีเรื่องเดียวครับ คือ โดราเอม่อน ^^

    Admin#2 2661 days ago

    ขอบคุณเปิ้ลมากค่ะที่ทักเรื่องรูปภาพ รูปเยอะดีเพราะไปโหลดจากเว็บไซต์ต่างๆ แต่ลืมเขียนขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ ก็ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

    ยังดีที่แชมป์เคยอ่านหนังสือการ์ตูน "โดราเอม่อน" กับ "บ้านและสวน" เพราะยังมีขายอยู่ เพิ่งสังเกตว่าผู้ชายไม่ค่อยชอบอ่านนิตยสารของผู้หญิงใช่ไหมคะ?

    **ซ้ (Suang)** 2660 days ago

    ขอยืมอ่านบางเล่มบ้างสิครับพี่ซ้วง  ^ ^

    Surapong 2651 days ago

    อยากให้น้องเอยืมจังเลยค่ะ ได้เก็บไว้หลายเล่มเลยนะ ทั้งการ์ตูน หนังสือดาราตามที่เขียนเล่าไว้ ฯลฯ (เฉพาะที่ซื้ออ่านเองนะ) และหนังสือเรียนสมัยเด็กบางเล่มที่ชอบ รวมถึงหนังสือกฎหมายด้วย  แต่ไม่รู้อยู่ในกล่องไหนและมุมไหนของบ้านแล้วล่ะสิตั้งแต่ย้ายบ้านมา! ต้องขออำภัยด้วยค่ะ...

    **ซ้ (Suang)** 2648 days ago