Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 18 ใครเคยไปค่ายอาสาฯ ...ยกมือขึ้น!!!

     

    ใครเคยไปค่ายอาสา...ยกมือขึ้น!

    สืบเนื่องมาจากตอนที่แล้วอีกเหมือนกัน ที่ทำให้คิดถึงอดีต (อีกละ!) ว่าสมัยเรียนปริญญาตรีได้เคยทำอะไรยังไงบ้าง

    และพอดีถึงช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมเล็กของมหาวิทยาลัยด้วย เลยทำให้หวนนึกไปถึงกิจกรรมหนึ่งเมื่อตอนเรียนปี 2 และปี 3 ว่าในช่วงปิดเทอมเล็กนั้นได้ไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทรวม 2 ครั้ง นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ประทับใจ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม ยังเห็นเป็นภาพหลั่งไหลออกมาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง (แต่ที่จริงมันเกิดขึ้นมานานมั่กๆ แล้วล่ะ)

    ใครเคยไปค่ายอาสามาแล้ว...ยกมือขึ้น! แล้วมาแลกเปลี่ยนกันนะว่าค่ายอาสาพัฒนาชนบทของแต่ละคณะหรือแต่ละมหาวิทยาลัยคล้ายกันหรือเปล่านะคะ...

     

    รับสมัครไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท
    ไปค่ายอาสามา 2 ครั้ง แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยเป็นกรรมการค่าย (จะแบ่งหน้าที่กัน มีประธานค่าย เลขาค่าย เหรัญญิกค่าย ฝ่ายโครงงานก่อสร้าง ฝ่ายสันทนาการ ฝ่ายอาหาร ฯลฯ ได้แต่เป็น "ลูกค่าย"  หรือ "ชาวค่าย"  ก็เลยไม่รู้ว่าขั้นตอนการเตรียมค่ายเขาทำกันยังไงบ้าง มารู้ก็ตอนที่คณะประกาศรับสมัครออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทแล้ว


    ครั้งแรกไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งของอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ (ประทับใจแต่จำชื่อไม่ได้) อีกครั้งไปที่หมู่บ้านดอนสีนวล อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท  ในแต่ละครั้ง ใช้เวลาออกค่ายถึง 10 วันเต็ม แต่ละที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา ความช่วยเหลือจากรัฐยังเข้าไปไม่ถึงเลย

    ที่ มจธ. ก็มีป้ายประกาศค่ายอาสาพัฒนาชนบทของนักศึกษา มจธ. ของเรา เข้าใจว่าจัดโดยชมรมค่าย (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) สำหรับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนปี 2529 เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์ ยังไม่มีการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์รังสิต การจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบทช่วงปิดเทอมเล็กและปิดเทอมใหญ่จะมีป้ายไม้ใหญ่ ประชาสัมพันธ์ค่ายเยอะแยะทั่วมหาวิทยาลัย เพราะนอกจากชมรมค่ายอาสาฯ จะจัดแล้ว เกือบทุกคณะก็จะจัดค่ายอาสาฯ ของตัวเองด้วย

    ผู้เขียนไปค่ายอาสาฯ ของคณะนิติศาสตร์ คณะที่ตัวเองเรียน แค่กรอกใบสมัครที่ กศน. (คณะกรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์) เสียค่าสมัคร 99 บาท รับจำนวนจำกัดแค่ 30-40 คนเท่านั้น มีเอกสารแนะนำสถานที่ โครงงานที่ไปทำ การจัดของส่วนตัวที่จำเป็น  แค่นี้ก็เสร็จพิธี ตั้งใจสอบให้เสร็จ แล้วเตรียมตัวไปค่ายอาสาพัฒนาชนบทกันได้เลย

     

    วันเดินทาง

    imageimage

     

    ชาวค่ายทุกคนรวมตัวกันที่คณะก่อน แล้วช่วยกันหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าและขนข้าวของของค่ายไปที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ตอนดึก (แต่ตอนไปชัยนาทไปด้วยรถสองแถวจ้างจากสนามหลวงไปกันเลย) รถไฟไปถึงสถานีอุทุมพรพิสัยยังเช้ามืด ตอนอยู่บนรถไฟก็วางแผนกันเรื่องการขนของลงจากรถไฟให้หมดและเร็ว โดยให้คนส่วนหนึ่งอยู่บนรถคอยขนของลงทางหน้าต่าง อีกส่วนรีบลงไปรับของจากข้างล่าง เพราะรถไฟจอดตามเวลาปกติ ไม่ได้จอดนานให้เราขนของ ก็ต้องรีบทำเวลา ตื่นเต้นดี เพราะกลัวทั้งคนและของติดรถไฟไปสถานีต่อไป

     

    image

     

    จากนั้นก็นั่งรถสองแถวที่เช่าไว้เดินทางต่อไปถึงหมู่บ้านในอำเภอราษีไศล เข้าไปในหมู่บ้าน ไกลอยู่เหมือนกัน ไปถึงที่หมาย ซึ่งเป็นบริเวณวัด มีศาลาไม้โล่งๆ ขนาดใหญ่ ยกพื้นสูง ไม่มีผนังกำแพง มีแต่ไม้ล้อมเป็นราวกั้นไว้และหลังคาสังกะสีเท่านั้น (คล้ายๆ ศาลาตามรูป)

     

     

    imageimage 

     

    ทุกคนก็ขนของขึ้นไปเก็บบนศาลา แล้วเริ่มงานค่ายกันเลย เพราะเวลา 10 วันจะทำงานไม่ทัน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเลย สลับเวียนหน้าที่กันทุกวัน โดยกลุ่มแรกจะไปเริ่มโครงงาน (ค่ายแรกไปทำวงซีเมนต์เก็บน้ำฝน ค่ายที่สองไปสร้างศาลาอ่านหนังสือ) และอีกกลุ่มหนึ่งจะทำอาหาร

     

     

    กลุ่มโครงงาน

    imageimage

     

    เชื่อว่าก่อนที่จะไปค่าย กรรมการค่ายจะต้องศึกษาแล้วล่ะว่าถ้าจะทำวงซีเมนต์เก็บน้ำหรือศาลาอ่านหนังสือจะต้องเตรียมซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะและกองกิจการนักศึกษา พอไปถึงค่ายก็มีอุปกรณ์พร้อม ไม่ว่าจะเป็นไม้ ปูน ทราย และมีคู่มือในการผสมปูน วิธีอัดดินทำพื้นศาลา ฯลฯ ไม่งั้น เด็กกฎหมายคงไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้

     


    พวกผู้ชายก็ผสมปูนเทใส่เข้าไปพิมพ์หล่อเหล็ก ผู้หญิงก็ช่วยขนแบกหยิบโน่นผสมนี่ ตอกตะปู ทาสี ง่ายหน่อย พักเที่ยงกลับศาลาไปกินข้าว แล้วออกไปทำงานใหม่จนสี่ห้าโมงเย็นก็กลับ

     

     

    กลุ่มทำอาหาร

    imageimage

     

    กรรมการฝ่ายอาหารได้เตรียมเสบียงไว้ตั้งแต่แรก มีซื้อช่วงกลางค่ายบ้าง ก็มีเนื้อสัตว์ที่ต้องรีบรวนสุกไม่ให้เน่าเสียง่าย ซื้อผักที่ทนช้ำ เช่น กะหล่ำปี กะหล่ำดอก ฟักทอง ซื้อของแห้งเช่นพริกกระเทียม ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำพริก เครื่องปรุงต่างๆ แต่ละมื้อจะทำกับข้าวแค่ 2-3 อย่างแต่ทำอย่างละมากๆ บางมื้อทำก๋วยเตี๋ยวผัดมาม่ากินก็สะดวกหน่อย บางมื้อมีขนมด้วย (ถั่วเขียวหรือมันเทศต้มน้ำตาลน่ะ) ทำกันใต้ศาลาที่พัก จากนั้น ก็มีหน้าที่ล้างถ้วยล้างชาม

    ตอนสาย คนกลุ่มอื่นไปทำโครงงานแล้ว คนกลุ่มนี้ก็จะช่วยกันซักผ้าของทุกคนในค่าย ก็ทำแถวบ่อน้ำใกล้ๆ ศาลา แล้วก็ไปตากผ้า  เช็ดถูศาลา ประชุมกลุ่มระดมความเห็นพูดถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ตอนเย็นก็เก็บผ้า พับผ้า กองไว้ตรงกลาง เสื้อผ้าของใคร ก็มาเก็บเอาไป

     

     

    กลุ่มสันทนาการ


    imageimage

     

    ทุกวันเว้นวันในตอนเย็นหลังกินข้าวอาบน้ำเสร็จ กรรมการฝ่ายสันทนาการจะจุดเทียนรอบศาลา ดูสว่าง โรแมนติกจัง พี่ป้าน้าอาลูกหลานชาวบ้านจะขึ้นมานั่งบนศาลาด้วย ชาวค่ายก็ประชุมค่ายกัน สรุปงานที่ทำของแต่ละกลุ่มในภาพรวม

    แล้วก็เล่นกีต้าร์ร้องเพลงค่าย เพลงเพื่อชีวิต ใครไม่เคยฟัง ลองหาฟังดูนะคะ มีเพราะๆ ตั้งหลายเพลง เป็นเพลงของวงคาราวาน คาราบาว โฮบ คนด่านเกวียน รวมถึงเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ จรัล มโนเพชร  จิ้น กรรมาชน และวงใต้ดินต่างๆ เช่น คีตาญชลี โคมฉาย ฯลฯ

    เพลงที่ร้องประจำจนจำได้ก็มีเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา แม่ คนสร้างบ้าน ดอกไม้ มหาวิทยาลัย เพื่อมวลชน อยากให้ความรักแก่คนทั้งโลก รางวัลแด่คนช่างฝัน เปิบข้าว คนกับควาย (ที่บางคนอาจจะพอเคยได้ยินกันบ้าง) ไปใหม่ๆ ผู้เขียนเงี่ยหูฟังอย่างเดียว เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน วันต่อมาร้องตามได้เลย สนุกดี คืนนั้นจะนอนหลับฝันดีเป็นพิเศษ

     

     

    การอาบน้ำ

    image

     

    ฟังดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไร แต่การอยู่ค่ายก็ต้องมีระเบียบวินัย เพราะอยู่กับคนหมู่มาก พื้นที่ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปาด้วย แถมเดือนตุลาคมก็เป็นเดือนที่อากาศเริ่มเย็นแล้ว


    ในเรื่องของการอาบน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ก็ต้องตอกเสาไม้เอาผ้าใบมาขึงเป็นห้องสี่เหลี่ยมรอบๆ บ่อน้ำ อยู่ใกล้ศาลาที่พัก ผู้หญิงก็นุ่งผ้าถุงเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน 5-6 คนเลย โยนกระป๋องน้ำที่มีเชือกลงไปในบ่อ สาวเชือกขึ้นมา เทน้ำใส่ถังตักอาบ ทุกคนต้องรีบอาบน้ำก่อนมืด เพราะอากาศจะหนาว และการจุดเทียนอาบน้ำหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วก็ไม่งาม เพราะจะเห็นเงาของคนอาบ วาบหวิวเกินไป หนาวด้วย และจะทำให้อาบไม่สะอาดด้วย ส่วนพวกผู้ชายก็นุ่งผ้าขาวม้าไปอาบน้ำอีกบ่อหนึ่งท่ามกลางธรรมชาติ

    ส่วนห้องส้วมมี 2 ห้องของวัด ใครปวดห้องน้ำตอนกลางคืนก็จะปลุกเดินไปเป็นเพื่อนกัน เพราะอยู่ห่างจากศาลาที่พักนิดหน่อย ช่วงคืนเดือนมืดจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าเลย ส่วนตอนเช้าไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องอาบเพราะหนาวและจะเสียเวลาทำงาน! ล้างหน้าแปรงฟันก็พอ !!!

     

    ที่นอน
    ศาลากว้างๆ นั่นล่ะ นอกจากจะเป็นที่ประชุม ที่ร้องเพลงแล้ว ยังเป็นที่นอนของชาวค่ายทั้งชายและหญิงด้วย โดยผู้หญิงนอนด้วยกันด้านใน ส่วนผู้ชายนอนด้านนอกศาลา ไม่มีมุ้ง แต่มีผ้าห่มสีเทาๆ และหมอนขิดสี่เหลี่ยมของวัด ครอบครองกันคนละชุด บางคืนนอนไม่หลับ ไม่ได้แปลกที่ แต่เพราะลมหนาวโชยพัดผ่านเข้ามา (ก็ไม่มีผนังกำแพงศาลาน่ะสิ) บางคืนก็ได้ยินเสียงดังกุกกัก มารู้ตอนเช้าว่าเป็นเจ้าตูบที่วัดตะกุยประตูทางขึ้นศาลานั่นเอง แทบทุกเช้า แทบไม่อยากลุกจากที่นอนเลย อากาศหนาวน่านอนต่อจริงๆ

     

     

    กลุ่มสัมพันธ์ชาวบ้าน
    ช่วงกลางค่ายจะมีกลุ่มสัมพันธ์ชาวบ้าน โดยในมื้อเย็น หลังอาบน้ำเสร็จ จะถือจานข้าวและกับข้าวไปบ้านชาวบ้านตามที่กรรมการกำหนด ไปกันบ้านละ 2-3 คน เพื่อเอาไปกินกับชาวบ้านด้วย
    ซึ่งลุงป้าน้าอาในบ้านที่เราไปค้างด้วย (ไม่ค่อยมีคนหนุ่มคนสาวนะ เพราะเข้าเมืองทำงานกันทั้งนั้น หมู่บ้านจึงเหลือแต่คนแก่และเด็ก) ก็จะทำอาหารเลี้ยงเราอย่างอร่อย ได้กินปลากระป๋องและไข่เจียวร้อนๆ ก็สุดยอดแล้ว แถมยังได้กินแตงโมหวานอร่อยมากๆ ด้วย

    แปลกแต่จริงนะ...ในอดีต ภาคอีสานไม่ได้มีชื่อเสียงด้านผลไม้ แต่แตงโมศรีสะเกษหวานหอมเหลือเกิน เนื้อตกทรายอร่อยจัง ปัจจุบัน ลองติดตามข่าวดูนะคะว่าจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากจะมีชื่อเสียงเรื่องหอมกระเทียมแล้ว ยังสามารถปลูกยางพารา เงาะ ทุเรียน และผลไม้ต่างๆ ได้ด้วย ยอดเยี่ยมจริง!

    จากนั้นก็นั่งคุยเล่นกันหรือจะปรึกษากฎหมายกันแล้วแต่ (ไม่มีโทรทัศน์ให้ดูเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ บางบ้านมีฐานะหน่อยก็ปั่นไฟเปิดทีวีดู เด็กๆ ก็จะไปมุงอยู่กันที่บ้านนั้น) ตกดึกก็จะจัดที่นอนให้เรา 2-3 คนนอนอุ่นในห้องเป็นอย่างดี กางมุ้งให้ด้วยสิ (อุ่นกว่านอนที่ศาลาอีก) เช้าขึ้นก็ร่ำลาเดินมาที่ค่ายล้างหน้าแปรงฟัน ทำงานต่อไป

     

     

    imageimage

     

    ผู้เขียนเป็นนชอบนอนดึกตื่นสาย ขนาดไปค่ายได้นอนหัวค่ำก็ยังไม่อยากตื่นเช้าเพราะอากาศเย็น อยากซุกอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างเดียว แต่เมื่อบังคับตัวเองให้ตื่นได้แล้วนะ ชอบมากๆ เลย อากาศยามเช้าเย็นสดชื่นดีจัง ต้องสูดเข้าไปเต็มปอด บรรยากาศรอบข้างก็สวยงามแบบธรรมชาติ เห็นหมอกจางๆหรือไม่ก็เป็นควันไฟจากในครัว เสียงนกร้องเสียงไก่ขันไพเราะเพราะพริ้งจัง บางวันเคยหนีไปเที่ยวทุ่งนากับเด็กๆ ในหมู่บ้านด้วย คนกรุงเทพฯ อย่างผู้เขียนก็เลยเคยเดินตกคันนามาแล้ว !

     

     

    อาจารย์เยี่ยมค่าย
    ช่วงกลางๆ ค่าย อาจารย์ที่คณะ 2-3 ท่านจะมาถึงค่ายมาเยี่ยมพวกเรา และยังนำข้าวปลาอาหารมาเพิ่มให้พวกเราด้วย นอกจากจะดีใจที่ได้พบอาจารย์แล้ว ยังดีใจที่ได้กินของสดมีโปรตีนจำนวนมากกันอีกครั้ง อาจารย์มาดูความเป็นอยู่ มาตรวจงาน และค้างกับพวกเรา 1 คืนที่ศาลา ก่อนที่จะกลับไปในวันรุ่งขึ้น

     

     

    บายศรีสู่ขวัญ

    image 

     

    วันสุดท้ายของค่าย วงซีเมนต์เก็บน้ำเป็นบ่อปูนซีเมนต์สูงประมาณ 3 เมตร 2 อันเสร็จแล้ว แต่ยังไม่แห้งสนิท  ส่วนอีกค่ายที่สร้างศาลาอ่านหนังสือจนเป็นรูปเป็นร่างใช้งานได้ ก็ทำพิธีมอบงานให้กับชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

    คืนวันนั้น ชาวบ้านก็จะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้พวกเราบนศาลา  และต่อด้วยร้องเพลงรำวงกันบนศาลากับชาวบ้านอย่างสนุกสนานซาบซึ้งและประทับใจ คืนนี้ประธานค่าย (ไม่เก๊ก ไม่ดุ!) ยอมให้นอนดึกกว่าปกตินิดนึง

     

     

    วันกลับบ้าน

    image  

    ตอนเช้าทุกคนช่วยกันเก็บข้าวของให้เรียบร้อย เคลียร์สถานที่ให้เหมือนเดิม เอาผ้าใบที่ขึงเป็นห้องน้ำออก ปัดกวาดเช็ดถูศาลา คืนพื้นที่ให้สะอาดเหมือนเดิม ถึงเวลาเดินทางกลับ ชาวค่ายถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ถ่ายรูปกับชาวบ้านที่มาส่ง มีการมอบของที่ระลึกเป็นหมอนขิดแบบสี่เหลี่ยมใบใหม่ที่ชาวบ้านทำใช้เองมาให้พวกเราคนละ 1 ใบ

    ทุกคนร่ำลากัน หลายคนน้ำตาไหลด้วยความคิดถึง การรู้จักกันย่อมมีวันที่พลัดพรากจากกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นสิมันไม่ธรรมดา!

     

    ในค่ายแรก ก่อนที่จะขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ ผู้พิพากษาและอัยการที่เป็นศิษย์เก่ารุ่นพี่ในจังหวัดศรีสะเกษก็ใจดีเลี้ยงข้าวเย็นชาวค่ายด้วย ไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง แต่ผู้เขียนกินเยอะเหมือนปอบสิงเลย คงเป็นเพราะกินข้าวในค่ายไม่อิ่มและไม่เจริญอาหารเท่าไร (ก็ฝีมือเราและเพื่อนเราเองทั้งนั้น) อาหารที่สั่งก็เป็นอาหารปกตินะ เช่น ต้มยำ ผัดกะเพรา แต่รู้สึกว่าอร่อยจังเลย กินเยอะจนเพื่อนตกใจ!

    ผู้เขียนได้อะไรจากการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทมากมาย แม้จะต้องเสียตังค์ไปค่าย แถมยังต้องตื่นเช้า ทำงานหนักทุกวัน แล้วไปทำไมให้ลำบาก...


    แต่สิ่งที่ได้รับมานั้นคุ้มค่ากว่าเงินอันน้อยนิดที่เสียไปและแรงอันน้อยนิดที่ได้ทำลงไป

     

    เพราะเป็นเรื่องของประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้

    เพราะเราได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนร่วมชาติในพื้นที่หนึ่งของแผนที่ประเทศไทย

    เพราะได้รู้วิธีการใช้ชิวิตของคนส่วนมากของประเทศ

    (ที่จริงแล้ว คนกรุงเทพฯ เป็นเพียงแค่คนกลุ่มน้อยของประเทศเองนะ แต่มีอิทธิพลมากเหลือเกิน...)

     

       

    ในแง่มุมหนึ่ง การไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ก็ไม่ใช่ความลำบาก เพียงแต่ทำให้การดำรงชีวิตไม่สะดวกสบายเท่านั้น


    พวกเขาก็สามารถมีความสุขแบบง่ายๆ ได้เหมือนกัน เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือแบ่งปัน ไม่ต้องซื้อหา อาจจะมีความสุขมากกว่าคนกรุงเทพฯ ซะอีก

     

    และที่สำคัญที่สุด ผู้เขียนได้ฝึกการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ได้รับรู้นิสัยของคนหลายๆ แบบ ได้รับมิตรภาพ และได้เห็นแง่มุมอันสวยงามของมนุษย์และธรรมชาติ ประทับใจมาก จะเป็นความทรงจำที่ดีตลอดไปโดยไม่ลืม

     

     

    ขอบคุณทุกรูปภาพที่ดาวน์โหลดมาใช้เป็นภาพประกอบใน  Blog นี้ เพราะทำให้เรื่องเล่าชาวค่าย (อาสา) น่าอ่านมากยิ่งขึ้น

     

    (1 ตุลาคม 2553)

     

     

    เยี่ยมไปเลยคะพี่ซ้วง

    [P][L][E] 3298 days ago

    ขอบคุณ "หนูเปิ้ล" และ "ฝุ่นละออง" ที่ชอบค่ะ

    **ซ้ (Suang)** 3288 days ago