Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 20 เบื้องหลังงานฟุตบอลประเพณี

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 20 เบื้องหลังงานฟุตบอลประเพณี

     

     

    กลับมาแล้ว หลังจากหายไปสักพักใหญ่จาก Blog KM จะให้ยุ่งจากงานประจำวันอย่างไร ก็ไม่ลืมที่จะแวบเข้ามาที่ KM เมื่อมีโอกาส

     

    ช่วงที่เขียน Blog เรื่องนี้ ใกล้กับวันพระราชทานปริญญาบัตรของสามพระจอม ผู้เขียนก็ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ มจธ. ทุกคนด้วยนะคะ เหนื่อยจากเรียนมานาน ได้รางวัลเป็นปริญญาบัตรพระราชทานจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเชียวนะ

     

     

    สำหรับ Blog เรื่องนี้ก็ย้อนไป (ไกล๊...ไกล) สมัยเรียนหนังสือตอนปริญญาตรีเหมือนกัน สืบเนื่องมาจากตอนที่แล้ว ที่เล่าเรื่องความประทับใจในการทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท (ตอนที่ 18) ผู้เขียนยังมีอีกกิจกรรมหนึ่งที่เคยร่วมทำตลอด 4 ปีที่เรียน คือ หลังจากกลับจากค่ายอาสาฯ มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว จะเห็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัยที่คึกคักเป็นพิเศษในการเตรียมงานอันยาวนาน จัดเป็นประจำทุกปี และต้องใช้กำลังคนจำนวนมากจากความสมัครใจและความสามัคคี นั่นคือ งาน "ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์"

     

     

    แนะนำกันก่อน

     

    imageimage

     

    งานฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเป็นประจำปีทุกปี โดยแต่ละสถาบันจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ ปีไหนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ก็จะเรียกงานนั้นว่า "ฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬา" ขบวนพาเหรดของจุฬาฯ จะเดินออกสนามก่อน จะได้ร้องเพลงมหาวิทยาลัยเมื่อผู้แทนพระองค์มาถึงงานก่อน และเจ้าภาพจะต้องนั่งบนอัฒจรรย์ฝั่งที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเผชิญแดดเต็มๆ (เธอผู้เสียสละ!) เพราะงานเริ่มจัดตอนบ่ายสอง แดดเปรี้ยงแค่ไหนคิดดู เสร็จจากงานฟุตบอลประเพณีทีไร แขนก็ดำเป็นถ่าน และหน้าลอกใหม้  ปีเว้นปี ตามปีที่เป็นเจ้าภาพ !!! แต่เสียงแหบนั้นจะเป็นทุกปี

     

    image

     

     

    การแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะจัดขึ้นในวันเสาร์กลางเดือนหรือปลายเดือนมกราคมของทุกปี สนามฟุตบอลที่จัดงานในสมัยผู้เขียนเรียนนั้นไปเจอช่วงสนามศุภชลาศัยปิดซ่อม เลยจัดที่สนามจุ๊บ (สนามฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 2 ครั้ง และได้จัดที่สนามศุภฯ อีก 2 ครั้ง ขนาดของสนามต่างกันเยอะ แต่ความสนุกไม่แตกต่าง

     

     


    ผู้เขียนร่วมงานฟุตบอลประเพณีตลอดทั้ง 4 ปี ไม่ใช่เรื่องของสปิริดอะไรมากมาย แต่เป็นเรื่องของความสนุก ความอยากมีส่วนร่วมมากกว่า และไม่เสียตังค์ด้วย (ถ้าเป็นคนไปนั่งชมงาน ก็ต้องเสียค่าตั๋วเข้าไป 200 บาทมั้ง) ที่ มธ. ไม่มีระบบรับน้องแบบโซตัส มีแต่ความเป็น "เพื่อนใหม่" เลยไม่เคยมีประสบการณ์การโดน "ว้ากกกก" ไม่เคยถูกบังคับให้ไปทำโน่นทำนี่ ใครใคร่ทำอะไรก็ก็ทำ ใครไม่ทำไม่ร่วมก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ผู้เขียนไปนั่งแปรอักษรร้องเพลงเชียร์บนอัฒจรรย์ทุกปี ยกเว้นตอนปี 3 ขอเปลี่ยนบทบาทไปเป็นฝ่ายปฏิคม เสิร์พน้ำและขนมบนอัฒจรรย์ให้กับกองเชียร์

     

     

    ผู้เขียนสังเกตเองว่าได้เรียนที่ มธ. สีเหลืองแดง พอจบแล้วได้มาทำงานที่ มจธ. สีแสดเหลือง คล้ายๆ กันเลย พื้นที่ของมหาวิทยาลัยทั้งที่ มจธ. และ มธ. ที่สนามหลวง ก็ใกล้เคียงกันเลย ไม่กว้างใหญ่ เดินแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว!

     

     

    ซ่อมอุปกรณ์การเชียร์

    ในเทอม 2 ที่ชมรมเชียร์ ตึกกิจกรรมนักศึกษา จะคึกคักคับคั่งด้วยนักศึกษาที่มาช่วยกันซ่อมแซมอุปกรณ์การเชียร์และแปรอักษร ผู้เขียนและเพื่อนๆ แม้จะไม่ใช่สมาชิกชมรมเชียร์ ก็เต็มใจไปช่วยซ่อมอุปกรณ์เชียร์และแปรอักษร เพราะบอบช้ำจากการใช้เมื่อครั้งที่ผ่านมา และจากการเก็บไว้นานจนชำรุด

     


    อุปกรณ์เชียร์หลักๆ ที่อยากแนะนำให้รู้จักมีดังนี้ 

     

     

    image

     

    แผ่นกระดาษแข็งสีขนาดใหญ่ มีสีแต่ละด้านต่างกัน กองเชียร์จะได้รับคนละ 1 แผ่นเพื่อใช้แปรอักษรรหัส 1 ต่อ 1

     

     

     

    imageimage

     

     

    เพลทแปรอักษร 1 ต่อ 9 ที่เป็นแผงไม้อัดขนาด A 2 ในเพลทหรือแผงไม้อัดนั้น จะมีสมุดกระดาษีสีขนาดเล็กพับครึ่งเรียงอยู่ 3-4 แถวๆ ละ 3-4 เล่ม แต่ละเล่มก็จะมีหลายสี ไล่โทนสีกันไป ที่มุมบนของสมุดกระดาษสีแต่ละแผ่นสีจะมีตัวเลขเขียนไว้ด้านบน และเหนือสมุดกระดาษสีแต่ละเล่ม ก็จะมีหนังยางวงใหญ่ 1-2 เส้นยึดไว้กับตะปูตัวเล็ก 1 ตัวที่ตอกติดแผงไม้ด้านบนตรงกลางของสมุดสี เพื่อใช้ยึดและเปิดสมุดสีไว้ เป็นอย่างนี้ทั้ง 2 ด้านของเพลท เพราะเมื่อแปรอักษรไปแล้ว อีกด้านที่อยู่ด้านในของเรา ก็เตรียมเปิดสมุดสีตามรหัสเพื่อแปรอักษรรูปต่อไป เพื่อความรวดเร็ว

    เดี๋ยวนี้เห็นเป็นเพลทที่ละเอียดมากขึ้น คงเป็น 1: 16 แล้ว แถมยังเป็นโครงเหล็ก น่าจะเบากว่าเดิม

     

    เพลท 1 ต่อ 9 ส่วนใหญ่จะใช้แปรอักษรเป็นภาพ เพราะละเอียดมีเฉดสีหลายสีจนเห็นเป็นภาพสวยงาม ดังนั้น การเปิดสมุดสีทุกเล่มในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะตรงกลางแสตนด์เชียร์ รหัสสีจะหลากหลายมาก เปิดหลายสีในเพลทเดียว แทบไม่ทัน ไม่เหมือนคนนั่งริม จะเปิดรหัสสีเดียว ง่ายกว่าเยอะ เพราะมักเป็นภาพฉากหลัง ไม่ใช่ภาพหลักแบบคนที่นั่งตรงกลาง

     

    เมื่อซ่อมแซมอุปกรณ์การเชียร์เสร็จแล้ว จะวางเรียงไว้ แล้วเอาอุปกรณ์แต่ละชิ้นใส่ในถุงพลาสติคใสขนาดใหญ่และหนา ภายในถุง นอกจากจะมีอุปกรณ์ขนาดใหญ่แล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ใช้เป็นอุปกรณ์เชียร์ด้วย เช่น ร่มกระดาษขนาดเล็ก แผ่นสังกะสีกลมๆ เก็บพับริมแล้วขนาดเท่าฝากระป๋องคุ้กกี้อาร์เซนอลไซส์ใหญ่แบบแบน (ตอนนี้เห็นในเว็บว่าเขาใช้แผ่นดิสก์แบบติดก้นช้างมาวางเรียงกันหลายๆ อันบนแผ่นไม้อัดแล้วหยิบขึ้นส่อง ไฟฉายขนาดเล็ก พู่สีทำจากเชือกไนล่อน ถุงมือ หนังสือเพลงเชียร์เล่มกะทัดรัด และแจกหมวกด้วย ฯลฯ

    ที่สำคัญคือ สมุดโค้ด หรือสมุดรหัสการแปรอักษรที่จะเป็นโค้ดประจำที่นั่งบนอัฒจรรย์ แต่ละที่นั่งจะได้โค้ดไม่เหมือนกัน จะเป็นโค้ดประจำตำแหน่งที่นั่ง จะแลกกับเพื่อนไม่ได้ เพราะจะทำให้ภาพออกมาผิดพลาด สมุดโค้ดจะเป็นรหัสที่ทำให้ทั้งอัฒจรรย์สามารถสร้างตัวหนังสือหรือรูปภาพได้  

    หมายเหตุ ต้นกำเนิดของการแปรอักษร ต้องยกเครดิตให้กับฟุตบอลจตุรมิตร ของโรงเรียนชาย 4 แห่ง (โรงเรียนอัสสัมชัญ สวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ และกรุงเทพคริสเตียน)

     

     

    ซ้อมเชียร์

    ช่วงเตรียมงาน พวกนักฟุตบอลและเชียร์ลีดเดือร์เขาก็ซ้อมของเขาไป (ซ้อมหนักมาก) ส่วนนักศึกษาก็จะซ้อมเชียร์ตามวันเวลาที่ชมรมเชียร์ประกาศไว้ที่โรงอาหารหรือแจกแผ่นพับใบปลิว ผู้เขียนกับเพื่อนๆ ตอนปี 1-2 ก็ไปเข้าห้องซ้อมเชียร์เป็นประจำ (ตอนปีแก่ๆ ไม่ไปแล้ว เพราะรู้แล้วว่าเพลงร้องยังไง ต้องทำอะไรอย่างไร) ชมรมเชียร์จะเปิดห้องประชุมขนาดใหญ่ตอนเที่ยงกว่าๆ หลังกินข้าวเล็กน้อย ใครสนใจก็เข้าไป ซ้อมร้องเพลง ฟังคำอธิบายวิธีการเชียร์ การใช้อุปกรณ์ต่างๆ วันดีคืนดีจะมีเชียร์ลีดเดอร์มาร่วมซ้อมด้วย ถ้าไม่ไปซ้อมเชียร์ ก็จะมีการอธิบายในวันงานให้เข้าใจอีกครั้ง

     

     


    image

     

     

    พอใกล้ถึงวันงาน ชมรมเชียร์เส้นใหญ่เปิดหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใช้ซ้อมเชียร์ใหญ่เลยทีเดียว ผู้เขียนกับเพื่อนซึ่งคณะอยู่ใกล้กับหอประชุมใหญ่มากที่สุดจะไปจองที่นั่งตรงกลาง 2-3 แถวหน้าสุด ผู้เขียนและเพื่อนโดดเรียนเลยล่ะ เป็นผู้หญิงแถวหน้าแทบทุกปี (ถ้าคิดเป็นราคาตั๋วดูคอนเสิร์ทก็คงเป็นที่นั่งราคา 5 พันบาทเลยทีเดียว) งานเริ่ม 9 โมงเช้าจัดไปทั้งวันถึงเย็นทุ่มสองทุ่ม ช่วงเที่ยงก็วางแผนสลับกับเพื่อน โดยให้เพื่อนจองที่ไว้ รีบแวบออกไปกินข้าวที่โรงอาหารอย่างด่วน ทำธุระเข้าห้องน้ำให้เสร็จสิ้น แล้วกลับมาหอประชุมแตะมือเปลี่ยนเพื่อนไปกินข้าวบ้าง เพราะไม่อยากพลาดโปรแกรมดีๆ สนุกๆ ขนาดนั้นจริงๆ! 

    ชมรมเชียร์เขาจัดรายการซ้อมเชียร์ใหญ่ได้สนุกทุกปี โดยจะเชิญศิลปินนักร้องนักแสดงมาร้องเพลงให้ฟัง มีการสาธิตการเชียร์สลับกันไป ก็ทำให้ได้เห็นดารานักร้องเยอะแยะไปหมดเลย ตื่นเต้นๆ สำหรับนักศึกษาธรรมดาอย่างพวกเรา

     

     

    วันงานฟุตบอลประเพณี

    ขึ้นแสตนด์เชียร์

    ถ้าจำไม่ผิด ตอนเช้าของวันงานหรือก่อนหน้าวันงาน จะมีการแข่งขันของทีมฟุตบอลอาวุโส "โดมชรา จามจุรีโรย" อย่างสนุกสนานด้วย 

    านเริ่มบ่ายสองก็จริง แต่คนเชียร์ต้องไปถึงสนามฟุตบอลแต่เนิ่นๆ เพราะใช้คนจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เวลา และเป็นเพราะไม่มีการบังคับ ชมรมเชียร์คงเสียวๆ เหมือนกันว่าจะมีเพื่อนๆ ไปนั่งให้เต็มอัฒจรรย์เชียร์หรือไม่ เพราะถ้าคนน้อยจะแปรอักษรไม่สวยเลยล่ะ

     

     

    imageimage

     

     

     

    ประตูสนามบอลเปิดตอนสิบโมง ตอนซ้อมเชียร์ทางชมรมเชียร์จะประกาศชื่อหรือหมายเลขของประตูทางเข้าสนามให้ทราบ จะได้ไปถูกฝั่ง ไปถึงแล้ว จะนั่งต่อกันให้เต็มเป็นฝั่งเป็นแถว ก็นั่งตากแดดไปเรื่อยๆ รอเพื่อนๆ กองเชียร์ที่ทยอยกันมา ก็คุยกันเพลินๆ ได้สำรวจและจับอุปกรณ์เชียร์ทุกชิ้น แค่บ่ายกว่าๆ ก็แดงหรือชมพูกันเต็มอัฒจรรย์เชียร์แล้ว

     

     

     imageimage

     

     

    เชียร์ลีดเดอร์

     

     

    imageimage

     

     

    สำหรับเชียร์ลีดเดอร์ แม้จะรู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะมีการประกาศเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ มีการออกทีวีด้วย (ยุคผู้เขียนเจอดาราที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ มีคุณกวาง กมลชนก คุณหน่อย บุษกร กับคุณต้น ตระการ...ว้าว...นานมาแล้วจริงๆ...) แต่เรื่องของชุดเชียร์ลีดเดอร์จะเป็นความลับสุดยอด แม้คนในมหาวิทยาลัยเองก็ยังไม่เห็น เพราะไม่อยากให้เล็ดลอดไปให้อีกฝ่ายรู้ แล้วก็เปลี่ยนกันหลายชุดด้วยสิ

     


    เชียร์ลีดเดอร์มีประโยชน์เหมือนเป็นวาทยากรเลยนะ กองเชียร์ทุกคนต้องดูที่ "มือ" ของเชียร์ลีดเดอร์ที่จะวาดมือไปมาเป็นจังหวะ ให้เราร้องเพลงและตบมือพร้อมกัน ไม่เร็วไม่ช้า เพราะคนหมู่มาก ถ้าไม่มีใครให้จังหวะแล้วจะควบคุมยาก

     


    นอกจากนี้ ในช่วงแข่งบอล เชียร์ลีดเดอร์ก็ยังใจดีวิ่งไปที่อัฒจรรย์คนดูทุกฝั่ง ให้คนชมงานได้ร่วมสนุกร้องเพลงเชียร์ด้วย มีกระทั่งสลับเชียร์ลีดเดอร์ไปเยือนฝั่งตรงข้ามแลกเปลี่ยนกันด้วย ก็ดีไปอีกแบบ ทำให้กองเชียร์ได้เห็นเชียร์ลีดเดอร์ของฝ่ายตรงข้ามด้วย และได้ร้องเพลงเชียร์ของอีกฝ่ายด้วย (ทั้ง 2 ฝ่ายต่างร้องเพลงเชียร์ของกันและกันได้ ในสมุดเพลงก็พิมพ์ไว้ด้วย)

     

     

    เริ่มพิธีการ


     

    คนดูมากันเยอะ แม้จะเป็นอัฒจรรย์ฝั่งคนดู ส่วนใหญ่ก็จะนั่งแบ่งฝั่งเหมือนกัน แต่บางแถวนั่งปนกันทั้งสีเหลืองแดงและสีชมพูก็มี

     

     

    imageimage

     

     

    งานก็เริ่มจากขบวนอัญเชิญ "พระเกี้ยว" ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ "ธรรมจักร" ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     

     

     

    imageimage

     

     

    ตามด้วยขบวนพาเหรดล้อการเมือง เสียดสีเหตุการณ์ปัจจุบัน ในช่วงนี้ อัฒจรรย์ก็เริ่มแปรอักษรล้อเลียนการเมืองด้วย สอดคล้องกับขบวนพาเหรด

    เมื่อผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถึงเป็นประธานในพิธี ก็จะเริ่มงานด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

    รายการต่อมา กองเชียร์แต่ละฝ่ายผลัดกันร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัย โดยมีการแปรอักษรไปในขณะร้องเพลง

     

    จากนั้นก็เริ่มเตะฟุตบอลกันเลย ช่วงนักบอลเริ่มเขี่ยลูกบอล ศึกการแปรอักษรปะทะวาทะกันกับฝ่ายตรงข้ามก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมันมาก สักพัก 5-10 แปรอักษรแซวกัน พอหอมปากหอมคอ แล้วค่อยแปรอักษรรูปอื่นๆ และร้องเพลงเชียร์กัน

     

     

     
    image

     

     

    พักครึ่งเวลาก็จะมีการแสดงที่สนามบอล เช่น ลิเกหรืองิ้วธรรมศาสตร์ และการแสดงจากจุฬาฯ เมื่อหมดเวลาฟุตบอล 90 นาที ฝ่ายที่ชนะก็จะขึ้นไปรับถ้วยพระราชทานไปครอง (ในรูปจะเห็นอดีตอธิการบดี 2 ท่านจาก มธ. และ จุฬาฯ มอบถ้วยรางวัลที่ครองร่วมกัน - ผลบอลที่เสมอกันเมื่อปีที่แล้ว - คืนแก่ผู้แทนพระองค์เพื่อมอบให้ผู้ชนะในปีนี้) 

     

    วิธีการแปรอักษร


     

    image

     

     

    ประธานและกรรมการของชมรมเชียร์จะอยู่ข้างล่างตรงพื้นสนามของลู่วิ่ง และจะมีลำโพงขยายเสียงไม่ดังมากหันจ่อเข้าไปที่อัฒจรรย์เพื่อสื่อสารกับทุกคนบนอัฒจรรย์และบอกโค้ดแปรอักษร พวกเราก็จะฟังคำบอก หรือจะดูป้ายคำสั่งก็ได้ (ประโยคที่เป็นตัวอักษรสีน้ำเงิน เป็นคำพูดที่ประธานสื่อสารกับกองเชียร์) เช่น

     

    ช่วงเริ่มงาน


     image

    - หยิบคันฉ่อง (แผ่นสังกะสีกลมๆ) ขึ้นมาครับ ทุกคนเขย่าไปมา ขยับขึ้นลงด้วยครับ โบกสะบัดไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ สวยมาก กระทบแดดแล้วสะท้อนไปมา แยงตาฝ่ายตรงข้ามแล้วครับ... อ้าว เอาลงได้

      

    imageimage

     

     

    -ต่อไปหยิบร่มขึ้นมาครับ เปิดสมุดโค้ด ดูโค้ด 1 ต่อ 1 หน้า 3 จะแปรอักษรเป็นคำว่า "..." หรือเป็นรูป "..." ที่นั่งไหนมีโค้ด x ให้หุบร่ม ใครเป็นโคด 0 ก็ให้กางร่มออก 

    มีรหัสแปรอักษรตัววิ่งด้วยร่มด้วย ต้องทำอย่างรวดเร็วตามที่ประธานบอกรหัส

    -ตอนนี้มาร้องเพลงเชียร์กัน วางอุปกรณ์เชียร์ลง เปิดสมุดเพลงหน้า... เราจะร้องเพลง "..." นะ ดูเชียร์ลีดเดอร์ด้วย

    (แล้วเชียร์ลีดเดอร์ก็ให้สัญญาเริ่มร้องเพลง)

     

     

    ช่วงล้อเลียนการเมือง

    imageimage

    -ทุกคนยกเพลท 1 ต่อ 9 ขึ้นมาวางที่ตัก ใช้โคดหมายเลข "..." เสร็จหรือยัง คนไหนไม่เสร็จโบกมือออกมา เสร็จหมดแล้วนะ 1 2 3 พลิกออกมาพร้อมๆ กัน ผลักทางขวาออกนะครับ

      

    -สวยครับ เราแปรอักษรเป็นภาพของ "..." สวยมากครับ ถือไว้นิ่งๆ ก่อน โทรทัศน์กำลังจับภาพการแปรอักษรบนอัฒจรรย์ของเรา โอเค เราเตรียมการแปรอักษรรูปต่อไป ใช้โค้ด "..." ต่อนะครับ

    ขณะที่โชว์เพลทไปด้านหน้าแล้ว กองเชียร์ก็ต้องเตรียมแปรอักษรภาพอื่นอีก ไม่ได้นั่งเฉยๆ นะเนี่ย แต่ว่าตอนเอาเพลทวางตักนั้นสามารถบังแดดได้ดีเหมือนกัน แต่ตอนที่ฟุตบอลเริ่มเตะกันแล้ว หรือมีการแสดงพักครึ่งเวลา เพลทก็เป็นอุปสรรคบังการมองเห็น ทำให้ดูกิจกรรมไม่ชัด จนข้าง่ล่างต้องเตือนว่าอย่ายื่นหน้าออกมา

     

     

    ช่วงประธานในพิธีมาถึง

    ภายในงานจะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี กองเชียร์ 2 ฝ่ายจะแปรอักษรรูปในหลวงและพระราชวงศ์

     

     

    imageimage

     

     

    - ทุกคนยกเพลท 1 ต่อ 9 ใช้โคดหมายเลข "..." เป็นรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นะครับ ถือนิ่งๆ อย่ายื่นหน้าออกมา

     

     

    ช่วงร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัย

     

    image

     

     

    ถ้าธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพก็ให้ฝั่งจุฬาฯ ร้องเพลง "มหาจุฬาลงกรณ์" ก่อน กองเชียร์ของทั้ง 2 ฝั่งก็จะแปรอักษรเป็นภาพที่เกี่ยวกับจุฬาฯ  พอถึงเพลง "ธรรมศาสตร์" ที่พวกเราเรียกกันว่าเพลง "ยูงทอง" ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะแปรอักษรเป็นภาพที่เกี่ยวกับธรรมศาสตร์

     


    ก่อนเพลงใกล้จะจบ ประธานเชียร์จะกระซิบเบาๆ ผ่านไมโครโฟนแต่พอได้ยินว่า

    -เมื่อเพลงมหาวิทยาลัยจบแล้ว เราขึ้น "วี้ดบูม" ทันที ร้องดังๆ เลยนะ

    แล้วศึกปะทะเสียงเชียร์บนอัฒจรรย์ทั้ง 2 ฝั่งก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้ง 2 ฝั่งแย่งกันร้องเพลงเชียร์ของตัวเองเสียงดังพร้อมๆ กัน ทางจุฬาฯ จะตะโกนร้องเพลง "บาก้า" ฝั่งเราจะตะโกนร้องเพลง "วี้ด บูม"  โดยไม่มีใครฟังใคร เหมือนทะเลาะกันเลย!

     

     

    imageimage

     

    จากนั้นกองเชียร์ทุกคนของทั้ง 2 ฝั่งจะรีบหยิบกระดาษสี 1 ต่อ 1 เตรียมศึกปะทะวาทะกัน เพื่อ "เหน็บ-แซว" กันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้หนังยางเกี่ยวตะปู 9 ครั้งแบบเพลท 1 ต่อ 9 โดยสามารถหยิบกระดาษสีเพียงแผ่นเดียวที่มีสีต่างกัน 2 ด้าน พลิกไปมาก็อ่านเป็นตัวหนังสือได้ทันใจแล้ว ประธานเชียร์จะบอกว่า


    - เร็วๆ เข้า เปิดโคด 1 ต่อ 1 หมายเลข "..."  เราจะเหน็บจุฬาฯ ว่า "..." นะ

    (ทางฝั่งจุฬาฯ ก็จะใช้ 1 ต่อ 1 เหน็บธรรมศาสตร์กลับมาเช่นกัน)


    -ถือไว้ก่อน เตรียมเปิดโคดหมายเลข "..." ต่อ ... เร็วๆ นะ อ้าว...1 2 3 พลิก อ่านว่า "..."

     

     


    imageimage

     

     

    แล้วสองฝ่ายก็จะเหน็บไปมาสักพักหนึ่งเพอเจ็บๆ คันๆ มันสนุกตรงที่ต้องรีบพลิกและรีบเปลี่ยนคำเหน็บใหม่ ยิ่งหลายคำยิ่งมัน พอฝั่งนั้นเขาเหน็บมา เราก็ โห...ไม่ได้ๆ ต้องโต้กลับอีก แล้วก็มีการคุยข้ามกันไปมาแบบน่ารักๆ ด้วย

     

     

    ช่วงเตะบอล

     


    imageimage

     

     

    เมื่อนักฟุตบอลเข้ามาในสนาม มีการแนะนำนักฟุตบอล โยนเหรียญเลือกฝั่งแล้วเริ่มเขี่ยบอลแล้ว กองเชียร์สองฝ่ายก็จะแปรอักษรให้กำลังใจ และก็ร้องเพลงเชียร์ เอาเพลทลง แล้วก็เชียร์แบบอื่นๆ ใช้ถุงมือสลับสีตบมือบ้าง ใช้ไฟฉายถือแกว่งไปมาบ้าง เอาพู่มาสะบัดไปมาบ้าง ก็สนุกดี  หรือไม่ก็ร้องเพลงเชียร์อย่างเดียว ปากร้องเพลงไป ตาก็ดูบอลได้ หรือดูการแสดงช่วงพักครึ่งได้ ช่วงนี้สามารถพักได้ ฝ่ายปฏิคมก็จะแจกน้ำแจกขนมปังให้กิน ให้หายเหนื่อย ใครจะไปห้องน้ำก็ต้องบอกปฏิคม เพื่อปฏิคมจะไปนั่งแทรกให้ก่อน ถ้าไม่ทัน บางทีคนข้างๆ ก็ต้องแปรอักษรแทนเพื่อนที่หายไป แล้วยกเพลทขึ้นพร้อมกัน 2 อัน จะได้ไม่ฟันหลอเมื่อถูกสั่งให้ต้องแปรอักษรกะทันหัน

     

    ช่วงเสร็จพิธี

     

     

    imageimage

     

     

    เมื่อมอบถ้วยรางวัลกับทีมฟุตบอลที่ชนะแล้ว ผู้แทนพระองค์กลับแล้ว อธิการบดี ผู้บริหาร (ศ.ดร.นงเยาว์ ชัยเสรี อธิการบดีหญิงคนแรกของประเทศไทย และ ศ.ประภาศน์ อวยชัย เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ในขณะนั้น) ผู้หลักผู้ใหญ่ ศิษย์เก่า ดารานักร้อง ที่นั่งเชียร์อยู่บนฝั่งอัฒจรรย์มีหลังคาใกล้ที่นั่งผู้แทนพระองค์ก็จะลงมาที่สนามมาที่อัฒจรรย์กองเชียร์ มาร้องเพลงเชียร์ธรรมศาสตร์ด้วยกันหลายต่อหลายเพลง เป็นบรรยากาศที่ซึ่งและประทับใจมาก ไม่ว่าผลบอลจะออกมาชนะหรือแพ้ก็ตาม รายการสุดท้าย จะเป็นการกล่าวขอบคุณจากใจของประธานเชียร์ ประมาณ 1-2 ทุ่มก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนกรรมการต่างๆ รวมถึงปฏิคมก็จะอยู่คอยเก็บอุปกรณ์เชียร์กลับมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในปีต่อไป

    จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่งและจัดงานฟุตบอลประเพณีที่สนามจุ๊บ รุ่นพี่ศิษย์เก่าของทั้ง 2 สถาบันก็ใจดี๊ใจดีเลี้ยงข้าวกองเชียร์ทุกคนด้วย โดยประกาศให้ข้ามถนนไปฝั่งสนามหญ้าหน้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ไปกินข้าวเย็นฟรี พวกเราก็ไปไม่ให้เสียน้ำใจ ได้ข้าวกล่องมานั่งกินกันที่สนามหญ้าเต็มไปด้วยเสื้อสีชมพูและเสื้อสีเหลืองแดง

    imageimage

     

     

    งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์เป็นกิจกรรมที่ดีในการส่งเสริมความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ทำให้นักศึกษาร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมร่วมกัน และยังสร้างความสัมพันธ์อันดีข้ามสถาบันด้วย เหมือนกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่ได้มีการจัดกีฬาประเพณี เช่น กีฬาสามพระจอม ของ มจธ. มจพ. และ สจล. เป็นต้น

     

    ขอขอบคุณรูปภาพที่ดาวน์โหลดมาใช้ประกอบการเขียน Blog นี้ทุกภาพที่ช่วยทำให้เรื่องน่าอ่านและดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

     

     

    (6 พฤศจิกายน 2553)

     

     

    หุหุ ตามมาดูเชียร์ลีดเดอร์ก่อนเลยนะครับ เนี่ย ^^

    Admin#2 2591 days ago

    มีลุ้นทุกปีว่าเชียร์ลีดเดอร์จะสวยซักขนาดไหน และสงสารกองเชียร์เป็นที่สุด ไหนจะต้องจำรหัสโค้ต ต้องตรงต่อเวลา ต้องทำงานเป็นทีม แถมยังต้องตรากตรำ และหน้าดำอีกต่างหาก

    pratoomporn.ton 2591 days ago

    1 people liked this comment.

    แต่จะสวยมากนะครับพี่หงส์ เพราะผมว่าสีสันนอกจากเชียร์ลีดเดอร์ กับ ฟุตบอล แล้วก็คือการแปรอักษรของกองเชียร์นะครับ

    ดูแล้วสนุกตามน่ะครับ ^^

    Admin#2 2590 days ago

    เชียร์ลีดเดอร์สวยและหล่อจริงๆ ด้วยค่ะ เป็นที่รวมของ "แมวมอง" ก็ลองสังเกตดูสิคะว่าได้เป็นดารากันตั้งหลายคน

    อย่างที่หงส์ว่าการแปรอักษรต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม และอดทน แต่เพราะชอบและรู้สึกสนุกมาก จึงขึ้นแสตนด์เกือบทุกปี มันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อยากพลาดค่ะ

    แฟนานุแฟนของผู้เขียนทุกคน จงอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะโอกาสเช่นนั้นอาจจะไม่หวนกลับคืนมาอีก...

     

    **ซ้ (Suang)** 2583 days ago

    1 people liked this comment.