Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 24 KMUTT @ Omkoy Centre

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 24 KMUTT @ Omkoy Centre

     

     

    ชาว มจธ. ทุกคนจะรู้ไหมว่า นอกจาก มจธ. ที่บางมด บางขุนเทียน ราชบุรี และ Bangkok CODE แล้ว มจธ. ยังมีศูนย์นอกพื้นที่ที่นอกเหนือจากวิทยาเขตเหล่านี้อีก

     

    หลายคนคงทราบหากได้ติดตามผลงานของ มจธ. หรือได้อ่านรายงานประจำปีของมหาวิทยาลัย หรือได้อ่านบทความจาก "ยายไฮ" ในหนังสือพิมพ์อินไซด์ มจธ.

     

    ศูนย์นอกพื้นที่ต่างๆ ของ มจธ. มีแทบทุกภาค ทั้งภาคเหนือมีที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดน่าน ในภาคอีสานก็มีที่จังหวัดเลย ภาคใต้มีศูนย์ที่จังหวัดพังงา ซึ่งผู้เขียนรู้เพียงคร่าวๆ หากผู้อ่านสนใจเรื่องศูนย์ต่างๆ ของ มจธ. สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ "ยายไฮ" และบุคลากรของศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม (ศวช.) สวท. ชั้น 7 อาคารสำนักงานอธิการบดี

     

    สำหรับชื่อเรื่องของบทความนี้ ขอใช้ภาษาอังกฤษเล่นๆ ขำๆ ซึ่งศูนย์ของ มจธ. แห่งนี้ ไม่ได้อยู่ต่างประเทศหรอก แต่คือสำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง

     

    สำนักงานอยู่ในพื้นที่ของอมก๋อยรีสอร์ท อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอำเภอนี้แม้จะอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย แต่การเดินทางไปถึงอมก๋อยนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน แม้ถนนจะมีสภาพดีเป็นถนนราดยาง เพราะอำเภอนี้ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองของเชียงใหม่เกือบ 3 ชั่วโมงทางรถยนต์ และจะยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีกถ้าไปติดตามงานในพื้นที่พระราชดำริหลายๆ ศูนย์ใน อ.อมก๋อย ซึ่งสำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อยมีพื้นที่ในการติดตามงานมากมายหลายศูนย์ ถนนหนทางกว่าจะเดินทางไปถึงช่างยากลำบากยาวนานยิ่งกว่าการเดินทางไปต่างประเทศซะอีก ซึ่งจะเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการเดินทางไปอมก๋อยของผู้เขียนครั้งนี้ในบทความลำดับถัดไป

     

    ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตาม รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี รศ.ดร.สุวิทย์ เตีย รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ  รศ.ดร.วนิดา พวกุล ที่ปรึกษาอธิการบดี และ ผศ.ดร.ทิพวรรณ ปิ่นวนิชย์กุล รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน พร้อมด้วยคณะอีกหลายคนได้ร่วมเดินทางติดตามงานในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ขุนตื่นน้อย-บราโกร ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2554 

     

     

     

    imageimage

    ถ่ายรูปจากด้านหน้าและด้านหลังของสำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อย

     

     

    imageimage

    โต๊ะทำงานและกระดานจดบันทึกงานภายในสำนักงาน

    กับมุมสวยๆ ด้านข้างสำนักงาน (ได้ลงไปเดินเล่น แต่แล้วต้องย่องเบาๆ รีบขึ้นสำนักงานทันทีเพราะคุณโย่งร้องว่าพื้นไม้กระดานผุ!)

     

     

    imageimage

    ที่นอนและห้องครัว (ที่พักและปากท้องของคนในสำนักงาน)

     

    บุคลากรของสำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อย ทำงานกันไม่กี่คน มีพนักงานประจำเพียง 1 คน ที่เหลือคือลูกจ้าง

    สำนักงานเป็นเรือนไม้โปร่งชั้นเดียว เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้เป็นที่ทำงานและที่กินที่พักอาศัย รวมอยู่ในอาคารหลังนี้หลังเดียว

    การทำงานของสำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อย ไม่ได้ทำงานเพียงคนของ มจธ. ฝ่ายเดียว แต่เป็นการทำงานแบบเครือข่ายมีหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น สวทช. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา  ลำปาง และกรมต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมใจเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาในถิ่นทุรกันดารให้ดีขึ้น

     

     

    image

     

    ไปถึงวันแรกก็เย็นย่ำค่ำมืดแล้ว คุณโย่ง (คุณบวรศักดิ์ เพชรานนท์ พนักงานประจำ มจธ. เพียงคนเดียวของที่นี่) ได้บรรยายสรุปการดำเนินงานให้อธิการบดีและคณะผู้ติดตามทราบหลังอาหารเย็น โดยขึงผ้าขาวผืนใหญ่เป็นจอสำหรับฉาย PowerPoint เป็นการเฉพาะ ได้เล่าถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้เราได้รู้จักพื้นที่อมก๋อยมากขึ้น

     

     

     imageimage

     

    เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มเดินทางเข้าไปในพื้นที่ การติดตามงานของท่านอธิการบดีในครั้งนี้เป็นเส้นทางไปแม่ตื่นและบราโกร ไปกันหลายคันรถเป็นคาราวาน และรถที่ใช้จะต้องเป็นรถประเภท 4 wheel drive เท่านั้นจึงจะไปไหว!

    (อมก๋อยมีพื้นที่ๆ ต้องติดตามกิจกรรมจำนวนมาก ครั้งนี้ไปแค่ 2 พื้นที่เท่านั้นซึ่งมีชาวบ้านเป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงหรือที่เรียกว่า "ปกากะญอ")

     

     

    imageimage

    ด้านหน้าอาคารเรียนของโรงเรียนขุนตื่นน้อย

     

     

     imageimage

    แปลงผัก แปลงพืชสาธิต เช่น กาแฟและใบยาสูบ และห้องครัวของคุณครูโรงเรียนขุนตื่นน้อย

     

     

     

    imageimage

     สนามเด็กเล่นของเด็กๆ โรงเรียนขุนตื่นน้อย

       

     

    จุดแรกไปโรงเรียนขุนตื่นน้อย กว่าจะถึงก็หลังเที่ยง คุณครูและเด็กๆ มาต้อนรับ ได้เห็นแปลงปลูกผัก โรงครัว เห็นโรงเรียนที่มีเพียงอาคารหลังเดียวสอนเด็กทุกชั้นปีในระดับอนุบาลและประถมศึกษา

     

     

    imageimage

     

    อ.วนิดาและอาจารย์ท่านอื่นๆ ไปแจกขนมและตุ๊กตาให้กับเด็กๆ เนื่องจากวันนั้นเป็นวันเด็ก ทำให้เด็กๆ ดีใจมาก

    ส่วน อ.ศักรินทร์ และ อ.สุวิทย์ พร้อมคณะทำงานก็ประชุมภายในอาคารกับคุณครูและเยี่ยมชมบริบทชุมชนและการจัดการเรียนการสอนของ ศศช. ขุนตื่นน้อย  

     

     

    imageimage

    ชาวบ้านขุนตื่นน้อยเชื่อฟังคุณครูและผู้นำหมู่บ้านในการล้อมรั้วบ้านด้วยไม่ไผ่สานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

    และมีการใช้แผงเซลแสงอาทิตย์ในแต่ละบ้านด้วย

     

     

      imageimage

     อาจารย์และคณะทำงานไปช่วยดูกังหันน้ำของหมู่บ้านที่โดนทรายอุดจนทำงานไม่เต็มที่

     

     

     imageimageimage

     

    จากนั้น ระหว่างเดินทางไปบราโกร ได้ไปสถานที่ทางศาสนาที่คิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารและผู้คนยากจนเช่นนี้ ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของพุทธศาสนิกชน "วัดโฆ๊ะพะโต๊ะ" ได้สร้างขึ้น จากเดิมมีแต่การเรียงกำแพงหินตั้งแต่สมัยครูบาศรีวิชัย ต่อมาในภายหลังได้มีการสร้างเจดีย์ทองสวยงามใหญ่โต เล่ากันว่าได้ใช้เฮลิคอบเตอร์ในการขนอุปกรณ์ก่อสร้างมาก่อสร้างวัดสวยงามแห่งนี้ด้วย

     

     

    imageimage

    ป้ายหน้าโรงเรียนบราโกร และที่โรงเรียนมีโทรศัพท์แบบใช้บัตรให้ชาวบ้านได้ใช้ (โทรเข้าได้ด้วยนะ)

     

     

    ไปถึงบ้านบราโกรก็เย็นแล้ว คุณครูที่โรงเรียนก็ทำกับข้าวให้กิน พวกเราก็ช่วยกันตั้งเต๊นท์นอนภายในโรงเรียนซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวสอนทุกชั้นปีเหมือนกัน ส่วนอาจารย์ผู้ชายก็ไปกางเต๊นท์นอนที่โบสถ์คริสต์ ทยอยกันไปอาบน้ำหรือวิ่งผ่านน้ำก่อนที่จะมืดค่ำเพราะหนาว อากาศที่บราโกรจะไม่หนาวมากเพราะพื้นที่ค่อนมาทางใต้ของเชียงใหม่ที่ใกล้จังหวัดตากแล้ว แต่น้ำที่อาบก็ยัง...เย้นนนนน...เย็น....(ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่มีไฟฟ้าใช้ก็เก่งแล้ว)

     

     

     imageimage

     

    มานั่งกินข้าวเย็นกันด้านนอกโรงเรียนกัน อิ่มแล้ว ก็จัดเป็นโต๊ะประชุมในตอนหัวค่ำซึ่งอธิการบดีและคณะทำงานก็ประชุมพบปะกับคุณครู ชาวบ้าน และเยาวชน ศศช. บราโกรภายใต้แสงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่จากโซล่าเซลนั่นเอง

     

     

    imageimage

     

    หลังจากประชุม มีการเล่นดนตรีด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองโดยชาวปกากะญอ จากนั้น ชาวเมืองโดยคณะอาจารย์ก็มาเล่นกีตาร์ร้องเพลงแก้เหงาต่อ ทั้ง 2 กลุ่มร้องเพลงแก้เหงาคลอด้วยน้ำยอดข้าวที่มีสีเหมือนแฟนต้าน้ำแดง!

     

     

     imageimage

      

    เช้าวันต่อมาหลังอาหารเช้า ได้แยกกัน 2 กลุ่มไปดูสวนของชาวปกากะญอ

     

    imageimage

     

    ผู้เขียนได้ไปดูสวนบนเขาของ "พะตี่" คนหนึ่ง (ภาษาปกากะญอ แปลว่า ลุง) เป็นสวนที่ปลูกพืชหลายชนิดที่ขึ้นได้งอกงามมาก โดยเฉพาะต้นกล้วยที่ลำต้นสูงหนา ออกกล้วยเครือใหญ่อวบอ้วน น่ากิน (แต่ยังเขียวไม่สุกเลยไม่ได้ชิม) และมีการบ่มกล้วยด้วยวิธีการนำเครือกล้วยไปวางไว้ที่ซอกต้นกล้วยแล้วนำใบตองแห้งไปทับด้านบน นอกจากเป็นบ่มกล้วยตามธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการเก็บกล้วยโดยไม่มีใครเห็นและขโมยไปได้!

     

     

    imageimage

     

    นอกจากนี้ สวนของพะตี่คนนี้ยังได้ปลูกพืชประเภทอื่นด้วย เช่น ยาสูบ กาแฟ และยังมีบ่อเลี้ยงปลาโดยขุดดินเป็นบ่อไม่กว้างมากนัก และใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำระบบระบายน้ำเข้า-ออกจากบ่อ โดยขุดรูด้านข้างบ่อแล้วใช้ไม้อุดไว้ พอจะระบายน้ำก็ดึงจุกไม้ออก (ตามรูป) พะตี่ได้ปลูกเพิงไว้ข้างบ่ออปลาสำหรับพักผ่อนนอนหลับด้วย (ต้องมาเฝ้าสวนบ้างเพราะมีขโมยเหมือนกัน)

     

     

    imageimage

     

    หลังชมสวนเสร็จแล้ว ก็นั่งรถไปสนามกีฬาวัดโฆ๊ะพะโต๊ะ แม้เป็นวันอาทิตย์ แต่กลุ่มขุนตื่นใหม่ก็ได้จัดงานวันเด็กขึ้นโดยมีพี่ๆ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนแม่ตื่นวิทยาคมไปช่วยจัดงาน เด็กๆ นั่งล้อมวงตากแดด (พ่อแม่ผู้ปกครองหรือโรงเรียนเป็นคนพาเด็กมา) มีการแสดงของนักเรียนขุนตื่นน้อยที่พบเมื่อวานนี้ และเล่นเกมส์ต่างๆ โดยอธิการบดีให้เกียรติแจกรางวัลแก่เด็กๆ ที่ร่วมกิจกรรม แล้วก็เตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ

     

     

    ข้อมูลที่ผู้เขียนได้จากการร่วมเดินทางในครั้งนี้ รวมถึงจากการสอบถามและจากการบอกเล่าของอาจารย์ทุกท่าน จากคุณโย่ง น้องหมี น้องผึ้ง น้องตัวเล็ก ฯลฯ ที่เป็นบุคลากรของพื้นที่ศูนย์ มจธ. อันไกลโพ้นนี้ มีข้อมูลที่เป็นความรู้ ที่เป็นข้อคิดที่น่าสนใจ และที่สัมผัสได้เป็นความรู้สึกที่ได้รับต่างๆ ก็ขอสรุปไว้ดังนี้ค่ะ

     

    • สำนักงาน มจธ. สาขาอมก๋อย 1 แห่ง มีบุคลากรไม่กี่คน แต่ต้องดูแลพื้นที่ในอมก๋อยมากมาย กว่าจะเดินทางไปถึงพื้นที่แต่ละหมู่บ้านก็แสนห่างไกล และมีอุปสรรคด้านภาษาในการสื่อสาร

     

    • คุณครูในพื้นที่เป็นที่รักเคารพของนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นบุคคลที่เสียสละเป็นอย่างยิ่ง ต้องสอนเด็กเกือบทุกชั้นปีและต้องทำอาหารกลางวันให้นักเรียนกินด้วย นักเรียนหลายคนกินข้าวเที่ยงไม่หมด ไม่ใช่เพราะไม่หิว แต่เป็นเพราะต้องเก็บข้าวไว้ให้พ่อแม่และน้องที่อยู่ที่บ้านได้กิน

     

    • นมโรงเรียนที่เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้แจกเด็กนักเรียนนั้น กว่าจะมาถึงพื้นที่ก็บูดเปรี้ยวกินไม่ได้ซะแล้ว ถ้ากินได้ นมเหล่านั้นก็ใสแจ๋วเกือบเหมือนน้ำเปล่า และเด็กๆ ก็ไม่ชอบดื่ม บอกว่าไม่อร่อย! 

     

    image

    • ชาวปกากะญอแต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่เพาะปลูกหลายแปลง ประมาณ 3 - 8 แปลง เมื่อแปลงหนึ่งได้ผลผลิตแล้ว จะไปปลูกแปลงอื่น ทิ้งแปลงเดิมไว้เพื่อพักดินให้อุดมสมบูรณ์ ก่อนที่จะกลับมาปลูกอีก

     

    • มจธ. และเครือข่ายคณะทำงานได้พยายามส่งเสริมให้ชาวปกากะญอปลูกพืชโปรตีน เช่น ถั่ว และสอนให้เลี้ยงปลา ไม่รอไปจับปลากินอย่างเดียว

     

    • สอนให้ปลูกพืชกินเองในครอบครัว ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อกับรถขายของที่คนในเมืองขับขึ้นไปขาย และถ้าเหลือจะได้ขายให้โรงเรียนด้วย เช่น ส่งเสริมการปลูกข้าวไร่ (เม็ดกลมๆ สั้นๆ คล้ายข้าวญี่ปุ่น) กล้วยหลายพันธุ์ (ภาษาปกากะญอเรียกกล้วยว่า "ตะกุย" มีทั้งตะกุยว้า ตะกุยไข่ ตะกุยหอม) สับปะรด พริก มันสำปะหลัง ยาสูบ กาแฟ ฯลฯ

    • สำหรับกล้วย ก็พยายามหาทางใช้ประโยชน์จากกล้วยให้มากที่สุด นอกจากทำอาหารและทำขนมแล้ว (แต่ทอดไม่ได้เพราะไม่มีน้ำมันพืชและไม่มีเครื่องปรุงมากมายนัก) อ.วนิดาช่วยให้ความเห็นทำกล้วยตากก็ดี ใบตองห่ออาหาร หยวกกล้วยสับเลี้ยงหมู เปลือกต้นกล้วยก็สาวเป็นเส้นๆ ตากแห้งทำเชือกกล้วย

     

    • อาจารย์นักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมอาหารและ สรบ.ของ มจธ. (อ.มุก อ.สุ และ อ.ยุ้ย) ไปครั้งนี้ ตั้งใจจะไปช่วยเรื่องถนอมอาหาร แต่ตอนนี้ต้องเพิ่ม ผลผลิตก่อนเพราะยังไม่เพียงพอ

     

    • เชื่อหรือไม่...พริกกะเหรี่ยงที่มีชื่อเสียงสำหรับชาวกรุง และชาวกะเหรี่ยงก็ชอบกินพริกชนิดนี้มาก แต่กลับกลายเป็นว่าชาวกะเหรี่ยงปลูกเองไม่ได้ เพราะอากาศเย็นทำให้ต้นกล้าไม่แข็งแรง เมื่อดูแลไม่ดีทำให้ต้นพริกกะเหรี่ยงตาย ต้องซื้อพริกกินปีละเป็นแสนบาท (ชาวเราจึงต้องไปช่วยเรื่องปลูกพริกกะเหรี่ยงด้วย!)

     

    • ไก่ไข่ (ไก่พันธุ์เลี้ยงให้ไข่) จะโตไม่เต็มที่ในที่ๆ มีอากาศเย็น ชาวกะเหรี่ยงจึงเลี้ยงไก่ไม่โตและไม่มีไข่กิน เช่นเดียวกับปลาในลำธารที่น้ำเย็นจัด ปลาก็ไม่โตเต็มที่เช่นเดียวกัน

     

    • เกิดปัญหาทรายทับถมลำน้ำ ทำให้ตื้นเขิน ปลาตามธรรมชาติหายไป ทรายไปอุดการทำงานของกังหันวิดน้ำ ทำให้กังหันน้ำเสียหายเร็ว

     

    • สอนให้ทำเตาประหยัดพลังงานจากดินบ้าง ปี๊บขนมบ้าง ซึ่งประหยัดพลังงานได้ดีกว่า ให้ตั้งไว้นอกบ้าน เพื่อไม่ให้เกิดควันไฟภายในบ้าน แต่ด้วยความเชื่อดั้งเดิมของชาวปกากะญอจะไม่คุ้นเคย เพราะต้องก่อไฟไว้ที่กลางบ้านด้วยหิน 3 ก้อนที่บรรพบุรุษทำสืบทอดกันมานาน นอกจากทำกับข้าวแล้ว ยังช่วยให้บ้านอุ่นหายหนาว ทำให้อาหารที่ตากไว้บนขื่อแห้ง แต่ก็ทำให้สุขภาพไม่ดีจากการดมควันไฟทุกวัน

     

    image

     

    • สอนการติดตั้งแผงเซลแสงอาทิตย์ให้กับบ้านทุกหลังเพื่อจะได้มีไฟฟ้าใช้ แต่สายไฟยาวไม่พอ ทำให้บางส่วนของแผงอยู่ใต้หลังคาหรือใต้ต้นไม้ ถูกเงาบัง รับแสงอาทิตย์ได้ไม่เต็มที่ และปัญหาอีกประการหนึ่งคือเมื่อแผงเซลแสงอาทิตย์เสีย ก็ไม่มีช่างไฟที่สามารถซ่อมแซมได้

     

    • ชาวปกากะญอไม่ใส่รองเท้า เด็กๆ กินและเล่นกับพื้น ทำให้เป็นโรคพยาธิ (คุณโย่งเล่าว่าตอนกลางคืนเด็กนอนหลับ พยาธิไชออกจากปากเด็กๆ นึกว่าเส้นมาม่า เลยเคี้ยวใหญ่!!!) ซึ่งต้องพยายามใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและสอนสุขศึกษาในการแก้ไขปัญหา เพราะสถานีอนามัยไม่มีคุณหมอหรือพยาบาล กว่าคนป่วยจะไปหาหมอได้ต้องเดินทางไกลแสนไกลและกระแทกกระทั้นไปตลอดทางเพราะขนคนป่วยไปด้วยรถเครื่อง (มอเตอร์ไซด์)

     

    • ชาว มจธ. สาขาอมก๋อยพยายามสอนให้ชาวบ้านทำนำยาล้างจานขึ้นใช้เอง เพื่อจะได้ล้างจานให้สะอาด ไม่ใช้เพียงน้ำเปล่าที่ไม่อาจกำจัดไข่พยาธิได้ โดยสามารถทำได้สำเร็จจากพืชหรือขี้เถ้าอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ชาวเขาเริ่มคุ้นชินแบบคนเมืองที่น้ำยาล้างจานต้องมีฟอง ทำให้ต้องซื้อหัวเชื้อสารเคมีทำฟองไปใช้ก่อน (ตอนนี้กำลังศึกษาการใช้พืชอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติสร้างฟองไปผสมกับน้ำยาล้างจานที่ทำขึ้นเอง คงสำเร็จได้ในเร็วๆ นี้)

     

    • สิ่งที่ชาวปกากะญอทำเป็นและทำได้ดีคือการจักสานของผู้ชายกะเหรี่ยง และการทอผ้าของผู้หญิงกะเหรี่ยง

     

    • ชาวปกากะญอแต่งงานเร็วมาก อายุ 14-15 ปีก็แต่งงานแล้ว เพราะครอบครัวต้องการเขยเป็นแรงงาน สาวจะแต่งงานต้องมีหมูและไก่ให้หนุ่มเป็นของหมั้นด้วย และแต่ละครอบครัวก็มีลูกมาก แต่ที่เห็น สาวชาวปกากะญอทำงานหนัก ต้องออกหาไม้ ใช้แรงงานผ่าไม้ทำฟืนเก็บไว้ และเลี้ยงลูก แต่หนุ่มๆ นั่งจักสาน ปลูกผักสวนครัว!

     

     

    ผู้เขียนเคยไปสำนักงาน มจธ. สาขาบ่อเกลือ จังหวัดน่านเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ก็ประทับใจในการทำงานของบุคลากรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเราที่ต้องเสียสละเหมือนกับศูนย์นอกพื้นที่อื่นๆ ของ มจธ. ความเป็นอยู่ของบุคลากรตามศูนย์นอกพื้นที่เหล่านี้ค่อนข้างลำบาก ต้องเสียสละทั้งการทำงานและชีวิตครอบครัวที่ทำให้ต้องอยู่ไกลจากลูกเมียหรือพ่อแม่เป็นเวลานาน บางทีเป็นเดือนกว่าจะได้เจอกัน เหมือนอย่างที่ไปครั้งนี้ บุคลากรในพื้นที่และอาจารย์ที่ไปดูงานก็ต้องตามงาน ทำให้ไม่ได้กลับบ้านพาลูกๆ ไปเที่ยวงานวันเด็กเหมือนครอบครัวอื่นเขา!!!

     

    มจธ. ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่สังคมจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ผู้อ่านทุกท่านสามารถร่วมกับ มจธ. ในการให้โอกาสหรือให้ความช่วยเหลือแก่โครงการต่างๆ เหล่านี้ได้ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจ กำลังกาย หรือกำลังทรัพย์

     

    ประเทศไทยยังมีพื้นที่อีกมากมายนักที่พวกเรายังไม่เคยเห็น หรือไปไม่ถึง มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก และยังรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่...

     

     

    (19 กุมภาพันธ์ 2554)

     

    อาจารย์ซ้วงปล่อยของอีกแล้ว ^^  นั่งอ่านไปยิ้มไปกับอมก๋อย แต่ว่ารอบหน้า request บ่อเกลือหน่อยครับ ผมไม่ได้ไปมา 4 ปีแล้ว ^^ เห็นพวกนี้แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงภาพเก่าวันวานที่อยู่ที่บ่อเกลือ แต่ความเสียดายตอนนั้นคือ ไม่ค่อยได้เก็บรูปภาพเอาไว้ให้จบจำ แต่ได้เก็บภาพเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ ตลอด 3 เดือนที่ไปฝึกงานที่โครงการหลวง  

    เจ้าไม้ขีดไฟตัวน้อย 3160 days ago

    เพราะของมันดี... เลยมีของให้ปล่อยจ้ะ  ^_^

    เพิ่งรู้ว่าน้องมัตเคยฝึกงานที่โครงการหลวงด้วย น่าจะหาเวลาเล่า (เขียน) ให้พวกเราฟังนะคะว่าสนุก ภูมิใจ หรือเหนื่อยยากลำบากแค่ไหน พวกเราไปก็ได้แต่เห็นผลงานปลายทางแล้ว : ดอกไม้เมืองหนาวสีสรรสดสวย สตรอเบอรี่แดงฉ่ำสุดอร่อย ผักปลอดสารพิษที่ก้านและใบโตๆ ปลาเทราต์เนื้อแน่นหอมหวาน ฯลฯ แค่นั้นเอง

    เสียดายเหมือนกันค่ะที่พี่ไปศูนย์บ่อเกลือของ มจธ. เมื่อคราวที่แล้วไม่ได้พกกล้องติดตัวไปด้วย แต่ยังมีความทรงจำอันประทับใจอยู่นะ ไว้จะเล่าให้ฟัง (จะขอไปหาไดอารี่ที่จดไว้ให้เจอก่อนด้วย จะได้มีข้อมูลเขียนแน่นขึ้น ไม่งั้นจะเขียนแต่เรื่องกินเรื่องเดินทางตอนไปบ่อเกลืออย่างเดียว!)

     

    **ซ้ (Suang)** 3158 days ago

    2 peoples liked this comment.