Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 28 ตอนที่ 3 ดูโทรทัศน์

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 28 ตอนที่ 3 ดูโทรทัศน์

     

     

    ในยุคสมัยหนึ่ง ผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วงที่มีเครื่องพิมพ์ดีดใช้ เพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กลายมือไม่สวย ไมได้ฝึกทักษะการคัดลายมือ ต่อมาเป็นห่วงเมื่อมีโทรทัศน์ เพราะกลัวว่าเด็กจะดูทีวีและไม่อ่านหนังสือ ตอนนี้ขยับความเป็นห่วงมาเป็นเรื่องการเล่นคอมพิวเตอร์ นอกจากจะกลัวว่าเด็กจะไม่อ่านหนังสือแล้ว ก็กลัวไม่ได้ออกกำลังกาย และยังกลัวจะถูกหลอกลวงเป็นอันตรายด้วย  (ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังต้องให้เป็นห่วงเหมือนเด็กเหมือนกัน!)

    imageimage

     

     

    พูดถึงโทรทัศน์ ผู้เขียนเกิดมาทันดูโทรทัศน์ขาวดำนะ  ซึ่งในยุคนั้นคงจะเริ่มมีโทรทัศน์สีแล้วแต่ราคาคงแพง จอโทรทัศน์จะเป็นแก้วนูนออกมาจากตัวทีวีที่ทำด้วยไม้ (ทีวีรุ่นแรกๆ ของที่บ้าน มีขาตั้ง 4 ขาติดกับตัวทีวีด้วย) และมีเสาอากาศที่ตั้งไว้บนตัวทีวีเพื่อปรับให้ภาพชัด แต่ละช่องจะมีองศารับภาพชัดที่ต่างกัน ต้องปรับเสาทีวีหันไปมาให้ตรงกับทิศที่ตั้งของสถานี ส่วนปุ่มต่างๆ ทั้งเสียง ภาพ และการเปลี่ยนช่อง เป็นแบบ manual แรกๆ เป็นแบบหมุนไปมา ต่อมาเป็นแบบกด แต่ทั้ง 2 อย่างต้องไปหมุนหรือกดที่ตัวเครื่องโทรทัศน์ และที่เปลี่ยนช่องจะมีหมายเลขไม่เกิน 10 เพราะแต่ก่อน สถานีโทรทัศน์มีไม่กี่ช่อง  

     

     

     

     imageimageimage

     

     

    สมัยนี้ ตัวทีวีดูทันสมัย ไม่เชย จอภาพไม่นูน เป็นจอบาง LCD หรือ Plasma ตัวทีวีมีหลายขนาดทั้งแบบตั้งโต๊ะและติดผนัง มี Remote control ควบคุมทีวีในการเปิดปิดปรับเปลี่ยนได้ภายใน 1 ตัว ที่คนทำรายการทีวีจะกลัวมาก เพราะกลัวจะไม่ติดตามรายการ คนดูไม่อดทน จะเปลี่ยนช่องทันทีอย่างรวดเร็ว แถมยังดูที่ไหนก็ได้ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือในรถก็ดูทีวีได้

     

     

    เหมือนครอบครัวปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ยอมให้ลูกหลานดูทีวีดึก ผู้เขียนตอนเด็กก็ได้ดูทีวีแค่ 1-2 ทุ่ม หลังจากนั้นต้องเข้านอนแล้ว แต่จะได้ดูทีวีเต็มที่ก็ตอนวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ จำได้ว่า พอตอนสายๆ เป็นรายการให้ความรู้เรื่องเกษตรและกล้วยไม้ของ อ.ระพี สาคริก รายการธรรมะ ที่พระสงฆ์จะมาเทศนาออกทีวีให้ฟัง (จะเห็นหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ จากวัดชลประทานรังสฤษณ์ในทีวีบ่อยๆ) และรายการมวยไทยถ่ายทอดสด ก็จะปิดทีวี เพราะดูไม่สนุก ไม่เข้าใจ

     

     

    ขอเล่าให้ฟัง ชื่อรายการโทรทัศน์สมัยก่อน แม้ผู้อ่านรุ่นเยาว์จะไม่เคยดู แต่ขอเขียนไว้ให้อ่านสนุกๆ และสำหรับคนวัยใกล้เคียงจะได้อ่านแล้วอมยิ้ม

     

     

    imageimage

    ไอ้มดแดง มดเขียว วีต่างๆ / เจ้าหุ่นคอมพิวเตอร์

     

     

    • รายการการ์ตูน เช่น ไอ้มดแดงอาละวาด (และมด v ต่างๆ เป็นหมายเลข เช่น มดเขียว v 3)  จัมโบ้เอ หน้ากากเสือ ผึ้งน้อยพเนจร แคนดี้จอมแก่น เจ้าหุ่นคอมพิวเตอร์ เซซามิสตรีท หุ่นมหาสนุก (The Muppet Show)
    • รายการเด็ก เช่น นางฟ้า น้องหนู เสาร์สโมสร สโมสรผึ้งน้อย

     

     

     

    imageimage

     แก้วหน้าม้า / หุ่นไล่กา

     

     

    • ละครไทยจักรๆ วงศ์ๆ เช่น นางอุทัยเทวี ยอพระกลิ่น พระทินวงศ์ ขุนแผนผจญภัย
    • ละครทั่วไป เช่น เจ้าต๋องจอมยุ่ง หุ่นไล่กา บาปบริสุทธิ์ บ้านทรายทอง ผู้กองยอดรัก ซึ่งแต่ก่อนจะได้ยินคนบอกบทอยู่หลังฉากเพื่อให้ตัวละครพูดตาม

     

     

     

    imageimageimage

    เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ / เคนโด้ / หนูน้อยบีเวอร์

     

     

    • หนังจีน เช่น กระบี่ไร้เทียมทาน เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ฤทธิ์มีดสั้น จอมโจรจอมใจ (ส่วนใหญ่เป็นหนังฮ่องกง)
    • หนังญี่ปุ่น เช่น เคนโด้ ยอดหญิงสิงห์เทนนิส แม่ศรีเรือน  โอชิน
    • หนังฝรั่ง เช่น หนูน้อยบีเวอร์ นางฟ้าชาลี บ้านเล็กในป่าใหญ่ แลสซี่ โลมาเพื่อนรัก อีกเรื่องที่จะลืมไม่ได้คือ แม่มดเจ้าเสน่ห์ หรือ Bewitched นางเอกชื่อซาแมนตา แต่งงานกับคนธรรมดา เป็นลูกสาวของแม่มด ตัวเองและลูกก็เป็นแม่มด นางเอกใช้เวทย์มนต๋ด้วยการทำจมูกยุกยิกๆ และความสัมพันธ์ของแม่ยายกับลูกเขยก็สนุกมาก ขนาดดูตอนเด็กๆ ยังสนุก ได้ดูอีกทีที่อังกฤษ เอากลับมาฉายใหม่ ยิ่งสนุกค่ะ

    imageimageimage

     

     

     

     

    ไฟล์:Matannad29-5.jpgimageไฟล์:Taamdo-271607.jpg

    มาตามนัด / โลกดนตรี / ตามไปดู

     

     

    • รายการเกมส์โชว์ เช่น บันไดดารา นาทีทอง ประตูดวง และรายการชิงโชคจับรางวัลต่างๆ
    • รายการคอนเสิร์ท เช่น โลกดนตรี คอนเสิร์ทหลุดโลก รวมดาวสาวสยาม  
    • รายการอื่นๆ เช่น ตามไปดู เพชฌฆาตความเครียด แบบว่าโลกเบี้ยว ฝันที่เป็นจริง

     

     

    ตอนเด็ก ไม่ได้ดูข่าว เพราะถูกไล่ให้เข้านอน โตมาอีกนิด ก็ไม่ชอบดูข่าวเลย มาดูเมื่ออยู่ ม.1 เพราะอาจารย์วิชาสังคม "ประเทศของเรา" บังคับให้ดูข่าวแล้วไปเล่าให้ฟังในห้อง ทำให้เริ่มดูข่าวตั้งแต่นั้นมา

     

     

    การเปิดโทรทัศน์สมัยก่อนไม่ได้เปิดปุ๊บติดปั๊บนะ ต้องรอประมาณ 2-3 วินาที ภาพจะเป็นจุดเล็กๆ ตรงกลาง แล้วค่อยๆ ใหญ่ขึ้นจนเต็มจอ เพราะโทรทัศน์เป็นระบบหลอดภาพและมีจอภาพ เครื่องรับโทรทัศน์เลยต้องเป็นกล่องสี่เหลี่ยม  จำได้แม่นว่า ตอนประถม ได้เปิดดูทีวีนานทั้งวัน อยู่ดีๆ ภาพก็ดับไป โทรทัศน์คงใกล้จะเสียแล้ว ต้องใช้มือทุบตบตัวโทรทัศน์ให้เกิดภาพ! และครั้งสุดท้าย ดูจนไฟลุกออกจากด้านหลังตัวทีวีเลย ตะโกนเรียกพ่อกับแม่มาดับไฟแทบไม่ทัน จริงๆ นะ!

     

    ต่อมา มีโทรทัศน์สี ตื่นเต้น สวยสดใส จำได้ว่า ผู้ประกาศตอนเปิดสถานีจะประกาศว่าโทรทัศน์เป็นระบบ 425 เส้น คมชัดกว่าเดิมที่เป็นระบบ 325 เส้น (จำนวนเส้นของจอภาพที่ทำให้ละเอียดขึ้น และไม่มีเส้นขวางจอภาพแบบภาพล้มรบกวนการดู)

     

     

    เดี๋ยวนี้ บ้านเรามีช่องทีวีปกติ (Free TV) ถึง 6 ช่อง และรายการตามเคเบิ้ลทีวีอีกมากมายหลายเจ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีรายการครบทุกประเภททั้งสาระและบันเทิง ดูรายการโทรทัศน์ของไทยที่ต่างประเทศก็ได้ ดูรายการทีวีของต่างประเทศที่ไทยก็ได้ ดูรายการย้อนหลังก็ได้ด้วย

     

     

    สมัยเรียนที่ต่างประเทศ เคยเล่าให้ฟังใน Blog หลายตอนว่าดูทีวีเยอะมาก เพราะนั่งเขียนงาน (วิทยานิพนธ์) อยู่ที่บ้านถ้าไม่เปิดวิทยุก็จะเปิดโทรทัศน์ ทำงานไปด้วย ฟังวิทยุหรือดูทีวีไปด้วย ที่สำคัญคือ ได้ฝึกภาษาอังกฤษ ซึ่งได้ผลกับตัวเองจริงๆ เพราะได้จำประโยคตัวอย่างไปใช้ไปพูด (แต่จะจำได้ดีต่อเมื่อตั้งใจดู ชอบใจประโยคไหน ก็จะจดลงใส่สมุดเล่มเล็กวางข้างตัว กันลืม)

     

     

    ฟรีทีวีที่อังกฤษมี 5 ช่อง คือ BBC1, BBC2, ITV, Channel 4 และ Channel 5 ซึ่ง 2 ช่องหลังจะมีโฆษณาให้ดู และรายการทีวีหลายรายการของที่นี่จะออกอากาศไปตลอดครึ่งปี หมดครึ่งปีแรก ก็จะเวียนเอารายการครึ่งปีหลังที่ทำใหม่มาออกอากาศ เวียนแบบนี้สลับกันไปในแต่ละปี

     

     

    imageimageimage

    ละครเรื่อง East Enders / Who Wants to be a  Millionnaire / Can't Cook Won't Cook

     

     

    ไม่เชื่อว่าตัวเองก็ติดละครด้วย! ละครฝรั่ง (Soap opera) เรื่อง East Enders ช่อง BBC1 ที่เล่นมานานเป็นสิบปี (เข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต ตอนนี้ก็ยังเล่นอยู่ แต่ตัวละครเปลี่ยนไป) เป็นเรื่องของคน London ที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเทมส์ เปรียบได้กับคนฝั่งธนบุรีของไทยที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่ง 2 ฝั่งที่อีกฝั่งคือฝั่งพระนคร และชอบดูรายการเกมส์โชว์ เช่น Who Wants to be a Millionnaire, The Weakest Link  ชอบดูรายการอาหาร เช่น Can't Cook Won't Cook และติดตามรายการ Reality เช่น The Big Brothers และ The Idols ประกวดร้องเพลง กับรายการ Euro Song Vision ประกวดเฉพาะประเทศในแถบยุโรปปีละครั้ง

     

     

     

    imageimageimage 

    Look North รายการข่าวภูมิภาคของภาคเหนือ / สารคดีชีวิตสัตว์ BBC / Queen Victoria


     

    ต้องชมเชยรายการข่าวของทุกสถานีที่อังกฤษ นอกจากจะมีข่าวในและต่างประเทศแล้ว จะมีรายการข่าวของแต่ละภูมิภาคแทรกด้วยทุกครั้งๆละ ครึ่งชั่วโมง ผู้ชมอยู่ภาคไหน ก็จะได้ดูข่าวของภาคนั้น เช่น ที่เมือง Sheffield อยู่ทางเหนือของประเทศ หลังข่าวเที่ยงหรือเย็นของช่อง BBC1ก็จะได้ดูข่าวภูมิภาค Look North เช่นเดียวกับคนในมณฑล Yorkshire ซึ่งอยู่ทางเหนือเหมือนกัน ที่ชอบดูที่สุดอีกอย่างคือรายการสารคดี ชอบรายการชีวิตสัตว์ เขาลงทุนและใช้เวลาถ่ายทำได้อย่างพิถีพิถันดีมาก นอกจากนี้ ฝรั่งเขาเก็บฟิล์มเก่าๆ ได้ยอดเยี่ยมไปเลย สามารถนำมาฉายเป็นสารคดี เช่น ได้เห็นภาพเคลื่อนไหวในรายการสารคดีเกี่ยวกับประวัติ Queen Victoria (ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) ตื่นเต้นขนลุกเลย เพราะไม่เคยได้ดูมาก่อน และหลายเรื่องหาดูยากมากๆ สำหรับสารคดีสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งก็ไม่ต้องพูดถึง ได้ดูอย่างเต็มอิ่ม ได้เห็นภาพเก่าๆ ที่มีชีวิตและได้ความรู้ด้วยๆ  ชอบมากค่ะ!

     

     

    ส่วนช่อง ITV และช่อง 4 มีการทำรายการที่รวบรวมข้าวของเรื่องราวของผู้คนในยุค 1950, 1960, 1970, 1980 ของประเทศอังกฤษ ก็เลยทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษตั้งแต่อดีต เรียนอยู่ห้าปีกว่า แต่เหมือนได้อยู่ประเทศนี้มานาน เพราะรู้เรื่องเก่าๆ ของคนอังกฤษที่ย้อนไปหลายสิบปี  อันนี้ก็ชอบมากๆ

    ปัจจุบัน ไม่ค่อยมีเวลาดูโทรทัศน์ ละครก็ไม่ติด ยิ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ ใครคุยเรื่องละครเกาหลี ก็จะคุยด้วยไม่ได้เลย เพราะไม่เคยดูเลยแม้แต่เรื่องเดียว ชื่อดารานักร้องก็จำยากเรียกยาก รู้จักจริงๆ ก็มีเพียง Rain คนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้จักเพลงของเขาสักเพลง แต่ได้ยินเพลง "โนบาดี โนบาดี บัทยู้..." และถ้าจะจำชื่อเกาหลีได้ก็จะเป็นชื่อล้อเลียนตลกๆ อย่างเช่น กวนมึนโฮ ยุงชุมจัง วอนนอนคุก อะไรประมาณนี้ หากกลับจากทำงานตอนค่ำหรือวันเสาร์อาทิตย์ที่ได้อยู่บ้าน ก็จะดูรายการตลกๆ หรือรายการที่จบในตอน ละครหรือหนังยาวจะแทบไม่ได้ดูเลย  

    การดูโทรทัศน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสีย คือ เสียเวลา เสียสายตา ไม่ได้ออกกำลังกาย เปลืองไฟ ฯลฯ ก็ต้องใช้ทางสายกลาง ถ้ารู้จักเลือกดูรายการโทรทัศน์อย่างเหมาะสม ดูเมื่อมีเวลา ก็จะเป็นประโยชน์ แม้บางรายการจะไม่ได้ความรู้ ไม่มีข้อคิดดีๆ ก็ยังได้รับความสุขจากมุขตลกขบขัน ได้ผ่อนคลายบ้าง ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีอย่างหนึ่ง!!!

     

    ขอบคุณทุกรูปภาพที่ผู้เขียนดาวน์โหลดมาใช้ประกอบ Blog นี้ ทำให้น่าสนใจและชวนอ่านมากยิ่งขึ้น 

     

     

    (30 มิถุนายน 2554)

     

     

     

    อ่านแล้วแอบอมยิ้มกับเรื่องราวต่างๆ ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันค่ะ

    =Su= 2902 days ago

    ฮ้า...อ.สุเข้า Blog ได้แล้ว

    ขอต้อนรับค่ะ และขอบคุณค่ะ ได้แฟนคลับเพิ่มอีก 1 คนแล้ว !

    **ซ้ (Suang)** 2887 days ago

    1 people liked this comment.