Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 36 'Meg'

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 36 'Meg'

     

     

    จากตอนที่แล้วได้พูดถึงงานอดิเรกที่ไม่ได้ทำ คือ การเลี้ยงสัตว์ ซึ่งที่บ้านไม่พร้อมและพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยง
    จึงไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงในบ้านเลย และไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในบ้านมาเล่าให้ฟัง ยกเว้น "Meg"

     

     

    เหมือนที่ได้เคยเล่าไว้แล้วตอน blog เก่าๆ ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไปเรียนต่างประเทศครึ่งปีหลังไม่ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว เพราะเรียนเกินเวลาที่กำหนดคือปริญญาโท-เอกแค่ 4+1 ปี คือให้เรียน 4 ปี และขยายเวลาศึกษาต่อได้อีก 1 ปี แต่ผู้เขียนขยายเวลาเรียนไปอีกครึ่งปี ในครึ่งปีที่ยังเรียนไม่จบและไม่ได้รับทุนแล้ว ก็กลัวว่าจะอยู่ไม่ไหว เงินเก็บจะไม่พอ เลยต้องดิ้นรนหางานทำ ซึ่งช่วงขยายเวลาก็ไม่มีชั่วโมงเรียน และวิทยานิพนธ์ที่เขียนก็ใกล้เสร็จ เหลือแต่เรียบเรียง ตรวจความถูกต้อง ทำรูปเล่ม ส่งเล่ม รอแต่งตั้งกรรมการและสอบปากเปล่า ก็พอมีเวลาว่างหารายได้พิเศษบ้าง

     

     

    imageimage

     

     

    ครึ่งเช้าหนึ่งวันของสัปดาห์ไปทำความสะอาดบ้านของ Jill เป็นผู้หญิงสูงอายุวัยเกษียณอยู่บ้านคนเดียว ต้องนั่งรถเมล์ไปเพราะอยู่ไกล ส่วนอีกครึ่งวันของอีกวันหนึ่งก็เดินขึ้นเขาไปทำความสะอาดบ้านของ Jane ลูกสาวของ Jill ที่แนะนำให้ผู้เขียนไปช่วยทำความสะอาดบ้านให้ ทำบ้านละประมาณ 2 ชั่วโมงๆ ละ 10 ปอนด์ ซึ่งเจ้าของบ้านก็จัดอุปกรณ์ทำความสะอาดมาให้ครบ มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่เคยใช้ คือ การใส่ถุงมือ เพราะทำไม่ถนัด ฝรั่งคงรู้สึกอึ๋ยยย กึ๋ยยย...กับการทำความสะอาดมือเปล่าของผู้เขียนเหมือนกัน เพราะฝรั่งห่วงถึงความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีมากๆ กลัวว่ามือไม้จะพัง เดี๋ยวจะโดนน้ำยากัดเอา แต่หัวดำคนนี้ไม่สนใจ

     

     

    imageimageimage

     

     

     

    เสร็จแล้วก็ไปหาข้าวเที่ยงกินก่อนเข้าไปมหาวิทยาลัย ไปที่คณะไหนหรือตึกไหนก็ได้ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้ (เพราะได้ทยอยประกาศขายของใช้ไปบ้างแล้ว) ไปนั่งเขียนวิทยานิพนธ์ต่อ พอห้าโมงเย็นก็เดินไปร้านอาหารไทยทำงานกะดึกเป็นเด็กเสิร์พอาหาร ได้กินข้าวเย็นฟรี ประหยัดอีก 1 มื้อ แล้วทำงานเลือกทำเย็นวันจันทร์เพราะลูกค้าน้อยมาก ไม่สนใจทิป ขอเหนื่อยน้อยดีกว่า เกือบตีหนึ่งก็กลับบ้าน บางวันอาจได้ข้าวผัดไข่ที่ผัดเหลือ หรือหมูทอดฟรีกลับบ้านด้วยเพราะทุกวันจันทร์จะมีของสดมาส่งที่ร้าน หลายครั้งที่เจ้าของร้านโทรศัพท์ให้ไปช่วยเสิร์พในวันอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะมีลูกค้ากลุ่มใหญ่จองโต๊ะไว้ หรือเสาร์-อาทิตย์ คนไม่พอ ก็ขอให้ไปช่วย จะได้ทิปเยอะมากแม้จะแบ่งกันแล้วเกือบ 20 ชีวิตรวมถึงแม่ครัว เงินมากก็เหนื่อยมากเหมือนกัน

    เพราะได้ไปทำความสะอาดที่บ้านของ Jane แห่งนี้ล่ะที่ทำให้ผู้เขียนรู้จักกับ Meg

     

     

     

    imageimage

     

     

    Meg คือ สุนัขพันธุ์เลี้ยงแกะ (Sheep-dog) สีขาวปนลายดำเหมือนในรูปภาพ เป็นตัวเมีย

    วันแรกที่ไปทำความสะอาดที่บ้าน Jane เจ้า Meg มาทักเป็นตัวแรก เธอเห่าเสียงดังเพราะมีคนแปลกหน้าหัวดำไม่ใช่ฝรั่งกำลังเดินจากประตูรั้วบ้านเข้ามาที่หน้าบ้าน

     

     

     

    imageimage

     

     

    บ้านของ Jane เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ มีสนามหน้าบ้านกว้างขวาง ประตูรั้วหน้าบ้านไม่เคยปิดเลย (ลักษณะบ้านและสนามหญ้าหน้าบ้านคล้ายๆ กับในรูป) เปิดประตูรั้วบ้านทิ้งไว้ตลอด (บ้านเมืองนี้เขาปลอดภัยจริงๆ!) พอผู้เขียนเดินเข้าไปถึงประตูบ้าน Meg เห่าบอกเจ้าของว่ามีคนมา Jane ออกมารับเปิดประตูบ้านให้เข้าบ้าน Meg ยังคงเห่าอีกเล็กน้อย แล้วก็หยุด เดินหายไป วันแรกวันนั้นทำความสะอาดครัวที่เดียว เลยไม่ได้เห็น Meg อีก

     

     

     

    imageimage

     

     

    แรกๆ ไปทำความสะอาดวันเสาร์-อาทิตย์ ตอนที่ Jane และทุกคนอยู่ที่บ้าน จากนั้นอีก 2-3 ครั้ง Jane ให้ความไว้วางใจ
    บอกว่าให้มาทำตอนเช้าวันธรรมดาแทน จะไม่มีใครอยู่บ้านเพื่อจะได้ทำความสะอาดได้สะดวกขึ้น กุญแจประตูเข้าบ้านจะวางไว้ที่ใต้กระถางต้นไม้ตรงประตูบ้าน มาหยิบเปิดได้เลย พอทำความสะอาดเสร็จ ก็หยิบเงินค่าจ้างที่ Jane วางทิ้งไว้บนโต๊ะกินข้าว แล้วปิดประตูบ้านให้ก่อนเอากุญแจไปซ่อนไว้ที่เดิม ทำอย่างนี้ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันสุดท้าย

     

     


    ทุกครั้งที่เดินเข้าประตูรั้วบ้านของ Jane เจ้า Meg จะเห่าทักทายนิดหน่อย พอเป็นพิธี แต่ไม่เคยแยกเขี้ยวขู่หรือกัดเลย พอไขกุญแจเข้าบ้านก็ไม่เห่า ไปทำความสะอาดหลายๆ ครั้งเข้า Meg คุ้นเคย แค่เดินมายืนหน้าประตูด้านในและเห่าโฮ่งทักครั้งเดียวที่เปิดประตูเข้าไป แล้วก็เดินจากไป เธอไม่ได้ไปไหนไกล แค่ไปนั่งอยู่ที่ประจำคือบนโซฟายาวที่ห้องรับแขก

     

     

    ไปทำความสะอาดบ้าน Jane ทุกครั้งก็จะมีสิ่งมีชีวิตแค่ผู้เขียน 1 คน หมา 1 ตัว ในบ้านกับลูกแมว 4 ตัวที่หลังบ้านเท่านั้น

     

     

     

     

    imageimageimage

     

     

    เริ่มกิจกรรมแรกก็คือปัดกวาดเศษอาหารบนเตาบนโต๊ะอาหารที่ห้องครัว จากนั้นก็ดูดฝุ่นห้องอาหาร ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องนอน 2 ห้อง แล้วก็ถูพื้นเฉพาะห้องครัว เพราะห้องอื่นๆ ปูพรมหมด และไปทำความสะอาดห้องน้ำ 2 ห้อง สุดท้ายปัดกวาดระเบียงหลังบ้านที่มีเจ้าแมวเหมียวอยู่ ทั้งหมดใช้เวลา 2 ชั่วโมงพอดีๆ เนื่องจากอากาศเย็น เลยทำงานไม่เหนือยมาก แถมได้ออกกำลังกายและได้ตังค์ด้วย

     

     

     

    imageimage

     

     

     

    การดูดฝุ่นที่บ้าน Jane ส่วนใหญ่ไม่ใช่ฝุ่น แต่เป็นขนเจ้า Meg ซะ 80% และมีเต็มบ้านอยู่ในทุกห้องทุกซอกทุกมุมเลยยังดีนะที่ไม่แพ้ขนสัตว์ แต่ก็สนุกดีเหมือนกันที่ได้เห็นเครื่องดูดฝุ่นดูดขนหมาเข้าไปในเครื่องจนเกลี้ยงเห็นชัดว่าบ้านสะอาดจริง เราได้ทำความสะอาดให้จริงๆ

     

     

     

    image

     

     

    ขณะที่ผู้เขียนทำความสะอาดอยู่ เจ้า Meg อาจเดินมาสอดส่องดูบ้างว่าทำอะไรน่ะ เครื่องดูดฝุ่นเสียงดังจัง แล้วก็กลับไปนั่งที่เดิม ไปทำความสะอาดบนบ้านชั้น 2 ก็ไม่ตามขึ้นไป ไม่สนใจ

     

    พอเข้าไปดูดฝุ่นที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็นเจ้า Meg นั่งนอนอยู่ที่โซฟายาวเป็นประจำ เธอก็มองๆ มาแค่นั้น พอดูดฝุ่นไปถึงบริเวณโซฟา ก็ไม่ทันต้องบอกต้องไล่ Meg ลุกให้เลย ค่อยๆ เดินไปที่อื่น เพื่อให้ผู้เขียนดูดฝุ่นบนโซฟาให้ พอทำความสะอาดเสร็จ กำลังออกจากห้องนั่งเล่น เจ้า Meg ก็จะเดินสวนกลับมานั่งที่เดิม เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนแปลง

     

     

    คนไม่เคยเลี้ยงหมาอย่างผู้เขียนแรกๆ ก็กังวลเล็กน้อยว่าจะสื่อสารกับน้องหมาน้องแมวบ้านนี้อย่างไรดีหนา ถึงจะทำความสะอาดได้ ต้องพูดภาษาอังกฤษกับหมาแมวด้วย พูดกับคนยังยากเลย หมาแมวจะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงไทยอย่างฉันเข้าใจไหมเนี่ย!

     

     

    แล้วก็ไม่ต้องกังวลเลย Meg น่ารักมากถึงมากที่สุดที่ไว้ใจและเข้าใจ Cleaner คนนี้ แทบไม่ต้องอ้าปากเลย

     

     

    imageimage


     

     

    หลังๆ ผู้เขียนก็พูดคุยกับ Meg ด้วยนะ ฝึกทักษะการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ Meg ก็มองหน้าเฉยๆ ไม่เห่าไม่ว่าอะไร คงไม่รู้เรื่อง ^^ แต่ที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปหลังจากผ่านไปได้ระยะเวลาหนึ่ง คือ ความรู้สึกเหมือน Meg เป็นเด็กเป็นเพื่อน มองตาแล้วเข้าใจ ตากลมดำแป๋วแหววมันสื่อสารกับเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ เกิดความรู้สึกผูกพัน เลยเข้าใจความรู้สึกของคนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแล้วว่าทำไมถึงรัก ถึงหลงไหล ถึงผูกพัน ขนาดผู้เขียนกับ Meg เจอกันแค่อาทิตย์ละครั้งยังรู้สึกดี ชอบมองตาเจ้า Meg มากๆ ลูกตากลมดำของเธอมันสื่อ รู้ว่าเข้าใจกัน ไว้ใจกัน และรักกัน มันสื่อได้อย่างนั้นจริงๆ

      

     

    ไม่ได้พูดถึงแมวเหมียวมากนัก เพราะเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจอะไร บางครั้งที่ทำความสะอาดอยู่หลังบ้านก็เข้ามาเกะกะ อยากรู้อยากเห็นว่าทำอะไรอยู่น่ะ ทำให้ทำความสะอาดลำบาก บางครั้งก็ไม่อยู่ที่ระเบียง หายไปไหนไม่รู้ บางครั้งผู้เขียนลืมเปิดประตูหลังบ้านทิ้งไว้ก็เข้าบ้านเฉยเลย ต้องจับกลับไปหลังบ้านที่เดิม กลัว Meg จะมันเขี้ยวเจ้าลูกแมวเหมียว

     

     

    imageimage

     

     

    ช่วงคริสต์มาสได้ตั้งใจไปหา Jill และได้ไปหาครอบครัวของ Jane ในวันหยุดเพื่อจะได้เจอเอาของขวัญคริสต์มาสไปให้คนและซื้อกระดูกปลอมที่ทำขึ้นเพื่อให้สุนัขแทะเล่นไปให้ Meg ด้วย ก็เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่เพิ่งรู้ถึงความรู้สึกดีใจของหมา ทีแรกยื่นให้ Jane บอกว่ามอบเป็นของขวัญคริสต์มาสให้ Meg ซึ่ง Jane ก็ขอบคุณดีใจที่เรารักหมาของเขาด้วย และ Jane ก็บอกว่าเอาไปยื่นให้ Meg เลย ผู้เขียนก็แกะถุงพลาสติกออกยื่นแท่งกระดูกให้ Meg เธอดีใจมากๆ คาบไปและส่ายหางใหญ่เลย Jane บอกว่า Meg ชอบมากนะ แล้วเราก็ถ่ายรูปกันกับครอบครัว Jane ลูกๆ ของ Jane และเจ้า Meg ที่ใต้ต้นคริสต์มาส

     

     

     

    imageimage

     

     

    ใน 1-2 เดือนสุดท้ายที่ทำงานบ้านให้ Jane พอผู้เขียนทำความสะอาดเสร็จ ก็ยังไม่กลับทันที จะนั่งเก้าอี้หินหน้าบ้านพักเหนื่อย สูดอากาศเย็นสบายๆ ก่อน แล้วก็ปล่อยให้ Meg ออกมาวิ่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านด้วย รู้สึกได้เหมือนกันว่า Meg มีความสุขที่ได้วิ่งเล่นออกกำลังกาย ได้อึได้ฉี่ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์หนาวเย็นสดชื่นจากภายนอก สัก 5-10 นาทีก็ตะโกนเรียก Meg เข้าบ้าน Meg ก็จะทำเป็นไม่ได้ยิน เถลไถลเล็กน้อย สักพักก็ยอมวิ่งเข้าบ้านโดยดี แล้วก็ล็อคบ้านเก็บกุญแจไว้ที่เดิม โบกมือบ๊ายบายกับ Meg แล้วก็เดินกลับ Meg จะมองมาที่หน้าต่างส่งผู้เขียนเกือบทุกครั้ง

     

     

    imageimage

     

     

    แต่มีวันหนึ่งหลังจากปล่อย Meg ออกไปวิ่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านแล้ว จู่ๆ ก็วิ่งออกจากประตูรั้วหน้าบ้านไปที่ถนนเลย ผู้เขียนตกใจตะโกนเรียกและวิ่งตามไป แต่ก็ไม่เจอแล้ว ทำไงดีหว่า ไม่เคยเลี้ยงหมา ไม่รู้จะตามยังไง จะเรียกยังไงดีล่ะ ถ้าหมาเขาหายไปจะทำยังไง Jane ไม่ได้สั่งซะหน่อยว่าให้ปล่อย Meg ออกมาเดินเล่น ทำนอกหน้าที่ ทำนอกคำสั่ง ก็ได้แต่นั่งใจไม่ดีอยู่สักครู่ใหญ่ แล้ว Meg ก็วิ่งกลับเข้ามา โล่งอกเลย รีบเรียก Meg เข้าบ้าน และล็อคประตูบ้านทันทีเลย ไม่ให้วิ่งเล่นต่อแล้ว ขอทำโทษฐานทำให้ผู้เขียนตกใจ !

     

     

    imageimage

     

     

    วันสุดท้ายที่ทำงานที่บ้าน Jane รู้สึกหดหู่ ห่อเหี่ยว และใจหวิวเหมือนกัน ทำความสะอาดบ้านเสร็จ ก็หยิบเงินที่โต๊ะ นอกจากค่าแรงแล้ว Jane ก็ให้เงินขวัญถุงเป็นของขวัญเป็นพิเศษนอกเหนือจากค่าแรงด้วย เหมือนกับ Jill ก็ให้มาด้วยเช่นกัน แม้ไม่เจอเจ้าของบ้านแต่ผู้เขียนก็วางการ์ดขอบคุณไว้ให้ ขอบคุณครอบครัวนี้มากที่ไว้ใจ ให้งานทำ ทำให้ผู้เขียนมีเงินใช้ มีความเป็นอยู่ที่ไม่เดือดร้อน และรู้สึกเหมือนมีเพื่อนมีญาติอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้

     

    วันนั้นพอทำความสะอาดเสร็จ ก็ปล่อย Meg วิ่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่วันนั้น Meg เองก็แปลก
    ไม่ค่อยวิ่งเล่นเหมือนเคย เดินไปเดินมาใกล้ๆ ผู้เขียนก็เลยเรียกเข้ามาหา เอาขนมบิสกิตที่ติดตัวมาด้วยให้เจ้า Meg กิน
    เธอก็กินจากมือ กินจนหมด ผู้เขียนก็พูดคุยสัพเพเหระ ระบายกับ Meg ไปเรื่อยเปื่อย Meg จะฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่เป็นไร วันนั้น นั่งด้วยกันอยู่นานเหมือนกัน อยากเก็บภาพความทรงจำให้กับตัวเองมากๆ นานๆ เพื่อจะบอกลาบ้านหลังนี้ แล้วก็บอกลา Meg ...

     

     

     

    imageimage

     

     

    ผู้เขียนเข้าใจเองว่า Meg คงรู้ว่าเป็นวันสุดท้ายที่มาทำงาน (เดาเองเพราะได้เล่าให้ Meg ฟังคงรู้เรื่อง) คน 1 คน หมา 1 ตัวที่ผูกพันกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะจากกันจึงรู้สึกไม่ค่อยดี เมื่อถึงเวลาเรียก Meg เข้าบ้าน Meg ก็เดินเข้าไปในบ้านอย่างเชื่อฟัง ผู้เขียนก็ล๊อคกุญแจบ้าน เก็บกุญแจไว้ที่ซ่อนที่เดิม ตอนนี้ความรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรไม่รู้จุกที่อกที่คอ ตาจะเริ่มชื้นๆ ร้อนๆ รู้สึกเศร้าจังที่จะต้องลาจากกัน ไม่ชอบการจากลาเลย เป็นความรู้สึกที่แย่และทรมานมาก ตอนที่เดินออกมา ได้หันกลับไปมองที่บ้าน ก็ได้เห็น Meg ส่งสายตามองจากหน้าต่างที่ห้องรับแขกมาส่งเหมือนกับทุกวัน แต่วันนี้ความรู้สึกมันไม่เหมือนทุกวัน เพราะนัยน์ตาของ Meg ที่มองมา มันประมาณแบบรูปที่นำเสนอเลย ...โห มันยิ่งจุก น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าตาเลย รีบโบกมือลาบ๊ายบายให้ Meg อย่างคิดถึงจริงๆ

     

    หลังจากนั้น เกือบ 2 ปี ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับไปรับปริญญาที่มหาวิทยาลัย ในวันสุดท้ายของการเดินทางครั้งนั้น กำลังจะกลับเมืองไทย ได้ไปหา Jill และ Jane และเจ้าของบ้านหลังสุดท้ายที่ผู้เขียนเคยไปเช่าอยู่แบบไม่ต้องทำสัญญาเช่า โดยเอาขนมไทยไปฝากทั้ง 3 คนที่บ้าน ตอนที่ได้ไปบ้านของ Jane ไม่พบ Jane แต่พบลูกๆ ของ Jane และเจอเจ้า Meg ด้วย เจ้า Meg เห่าทักทายและกวัดแกว่งหางไปมาแบบสุดๆ ลูกของ Jane บอกว่า Meg ยังจำผู้เขียนได้นะ ก็ดีใจมากๆ เลย แต่ไม่มีเวลาอยู่คุยนาน ต้องรีบกลับ วันนั้นจึงเป็นวันสุดท้ายที่ได้พบได้เจอกับ Meg

     

     

    ไม่ว่าจะป็นคนหรือสัตว์ หากมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ไม่ว่าจะรู้จักกันสั้นหรือยาวนานแค่ไหน ก็ย่อมเกิดความรู้สึกดีๆ มีความผูกพันเป็นธรรมดา มันเป็นความสุขที่ปนกับความทุกข์ด้วย ก็เพราะ Meg ที่ทำให้รู้และเข้าใจถึงความรู้สึกของคนรักสัตว์ ต้องขอขอบคุณ Meg มาก ขอบคุณที่เรารู้จักกันด้วย (ยินดีที่ได้รู้จัก ได้รู้จัก!)

     

     

    เท่าที่สังเกต หมาประเทศนี้เจ้าของเขาเลี้ยงดี ปากไม่เปราะ ไม่เห่าสะเปะสะปะ เห็นเจ้าของพาเดินเล่น วิ่งเล่นที่สวนบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยได้ยินเสียงเห่าให้รำคาญ ยิ่ง Meg นี่ได้ใจของผู้เขียนไปเลย รักและคิดถึงมากนะ ยังจำลูกตากลมๆ คู่นั้นของ Meg ได้อยู่เลยนะ

     

     

    imageimageimageimageimageimageimage

     

     

     

    ยิ่งได้อ่านเรื่องของความน่ารัก ความขี้อ้อน ความซื่อสัตย์ ความรัก ความจงรักภักดี และความกตัญญูของสุนัขที่มีต่อเจ้านายของมันในหลายๆ เรื่อง จากหลายๆ ประเทศก็ยิ่งทำให้รักในนิสัยของสุนัขทุกตัวไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ (เว้นแต่สุนัขพันธุ์ดุที่เป็นนิสัยของมันอยู่แล้ว หรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้า) เช่น ย่าเหล ของในหลวงรัชกาลที่ 6 หรือสุนัขอีกหลายตัวที่เจ้าของได้สร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงเหล่าสุนัขไว้ทั้งในประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความน่ารักของสัตว์เลี้ยงของมนุษย์อย่างเจ้าสุนัขเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

     

     

    ผู้เขียนพยายามหารูปภาพที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เล่า ก็ต้องขอขอบคุณทุกรูปภาพที่ทำให้ blog น่าสนใจทำให้น่าอ่านมากขึ้น

     

     

    (18 มีนาคม 2555)

     

     

    เห็นแล้วอยากกลับไปเลี้ยง สุนัข มั่ง แต่ก่อนเคยเลี้ยง ไว้เฝ้าบ้าน กลับบ้าน ที มันแทบรอบบ้านแล้วกระโดดใส่

     

    แถมยังโหดกะคนนอกบ้านมากกก ใครหลุดจะแอบเข้าบ้านมีวิ่งไปขย้ำ เพื่อนๆมาทีต้องลากไปเก็บเข้ากรง

     

    แต่ตอนนี้เลี้ยงไม่ได้ซะล่ะ เนื่องจาก เกรงว่าจะวิ่งไปชนคุณยายล้มได้ เพราะเจ้าพวกนี้ยิ่งตัวโตยิ่งแข็งแรง

     

    เดินไปเดินมาแทบจะมาชนเราล้มซะล่ะ = =

     

    ตัวสุดท้าย ซื้อมาพันธ์ไซบีเรีย ผสม บางแก้ว ตอนแรกยายจะเลี้ยง แต่เผอิญไม่เห่า เลยต้องเอาไปคืนร้าน น่ารักและเสียดายมากกก = =

     

    image

     

    หน้าตาประมาณนี้เลย = = แต่ตาสีฟ้า ไม่เห่า แต่กัดเจ็บอย่าบอกใคร ขนาดใส่ถุงมือของผู้รักษาประตู ยังเกือบจะเข้าเนื้อน่ะครับ

    Admin#2 2771 days ago

    เจ้าตัวนี้น่ารักนะ เป็นพันธุ์ขนยาวหรือขนเกรียนคะ โตขึ้นจะปุกปุยใหม แต่ที่แน่ๆ น่าจะสูงใหญ่ ยิ่งกัดเก่งอย่างแชมป์พูด มีสายพันธ์ผสมบางแก้วด้วย บ้านนี้ปลอดภัยแน่นอน ^^

    **ซ้ (Suang)** 2771 days ago