Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 43 เมืองหนังสือโลก ปี 2556

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 43 เมืองหนังสือโลก ปี 2556

     

     

    แฟนๆ ชาว Blog มจธ. เคยได้ยินหรือพอทราบไหมว่า เมืองหนังสือโลก ปี 2556 คือเมืองใด?

     

     

    image

     

     

    เฉลย... เมืองหนังสือโลก ปี 2556 คือ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

     

    ทำไมกรุงเทพมหานครจึงได้เป็นเมืองหนังสือโลกปีนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนอยากรู้ จึงขอตั้งเป็นหัวข้อ Blog เดือนแรกของปีเพื่อสวัสดีปีใหม่ 2556 แด่ผู้อ่าน และตามระยะเวลาเริ่มต้นของโครงการเมืองหนังสือโลกโครงการนี้

     

     


    image

     

     

    ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นแถลงว่า คณะกรรมการตัดสินเมืองหนังสือโลก ประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์นานาชาติ (IPA) สหพันธ์ผู้จำหน่ายหนังสือนานาชาติ (IBF) สหพันธ์สมาคมและสถาบันห้องสมุดนานาชาติ (IFLA) และองค์การยูเนสโก ได้มีมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2555 ที่ประเทศฝรั่งเศส คัดเลือกให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือโลก ในปี 2556 (World Book Capital 2013) โดยที่อีก 6 เมืองไม่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ กรุงไคโร สาธารณรัฐอาหรับแห่งอียิปต์ เมืองอินเชิน ประเสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เมืองเควซอน ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองควิโต ประเทศเอกวาดอร์ เมืองชาร์เรีย ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

     

     

     

     image

     

     


    "เหตุผลที่กรุงเทพฯได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลก เพราะกรุงเทพฯ มีความมุ่งมั่นที่จะนำผู้มีส่วนได้เสียในวงการหนังสือทุกส่วน รวมถึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมมือกันพัฒนาการอ่านโดยได้นำเสนอแผนโครงการที่มีความหลากหลายและแสดงออกถึงการมีพันธสัญญาในระดับสูงที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาการอ่านและหนังสืออย่างจริงจัง ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของภาคีการอ่าน กทม. ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 89 องค์กร ดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 เริ่มจากการรวมตัวครั้งแรกเป็นคณะกรรมการภาคี เชิญหน่วยงานลงนาม และร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านและสร้างวัฒนธรรมการอ่าน" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าว

     

     

     image

     

     

    นอกจากนี้ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือโลก กทม.จึงมีแผนปรับปรุงอาคารเก่าเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง หอสมุดเมือง พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย ฯลฯ โครงการทูตแห่งการอ่าน การตั้งเป้าให้คนกรุงเทพฯ อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 เล่มต่อปี ภายในปี 2556 จากเดิมปัจจุบันเฉลี่ยอ่านหนังสือเพียง 5 เล่มต่อปีเท่านั้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือ เด็กและเยาวชน

     

     

     

    image

     

    กรุงเทพฯ เป็นเมืองลำดับที่ 13 ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก 2556 โดยก่อนหน้านี้ มีเมืองหนังสือโลกที่ได้รับคัดเลือกดังนี้

    2555 เมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย 

    2554 กรุงบัวโนสไอเรส อาเจนตินา

    2553 เมืองลูเบียนา ประเทศสโลเวเนีย

    2552 กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน 

    2551 กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

    2550 เมืองโบโกตา ประเทศโคลัมเบีย

    2549 เมืองตูริน ประเทศอิตาลี

    2548 กรุงมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

    2547 เมืองอันท์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม 

    2546 กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

    2545 เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์

    2544 กรุงมาดริด ประเทศสเปน

    (ที่มา : "แถลงข่าวแสดงความยินดีที่กรุงเทพฯ ได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกในปี 2556"
    http://www.bangkokreadforlife.com/index.php/newsaevent/news-and-event/128-bangkok-world-book-capital-2013)

     

     

     

    imageimage

     

     

    ผู้เขียนทราบเรื่อง กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก ปี 2556 เมื่อปีที่แล้ว โดยขึ้นรถเมล์แอร์ยูโรสีส้มสาย 21 ไปทำงาน ที่ด้านหน้าของที่นั่งบนรถเมล์แถวแรกของประตูหลัง จะมีที่เสียบหนังสืออยู่หลายเล่ม พร้อมติดสติ๊กเกอร์เขียนไว้ว่า กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก ปี 2556 วันหนึ่ง ได้มีโอกาสนั่งรถเมลตรงที่นั่งแถวแรกของประตูหลังพอดี ก็ได้หยิบนิตยสารอ่าน ขณะรอรถติดก่อนเลี้ยวเข้าถนนประชาอุทิศ กับช่วงต้นถนนประชาอุทิศก่อนถึงพณิชยการเชตุพน ก็อ่านเพลินดีเหมือนกันเพราะรถติดนาน (มากๆ) กว่าจะถึงที่ทำงานก็สายเลย (ถ้าเพลิดเพลินอย่างนี้...ไม่เอาดีกว่า...) มาทราบภายหลังว่าเป็นโครงการ “Read on the Move” ที่กลุ่มภาคี ขสมก. เข้าร่วมโครงการกรุงเทพฯ เมืองหนังสือ โดยจัดจุดอ่านหนังสือและนิตยสารบนรถประจำทางนำร่อง 9 สายมุ่งเน้นให้ชาวกรุงเทพฯ เข้าถึงการอ่าน ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ในขณะเดินทางที่ต้องเสียเวลาอันมีค่าอยู่บนท้องถนน

     

     

     

    imageimageimage

     

     

    กรุงเทพมหานครยังได้เดินหน้าโครงการรักการอ่านบนรถแท็กซี่ จำนวน 500 คัน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมรักการอ่านและการเป็นเมืองหนังสือโลก มอบนโยบายให้สำนักการศึกษา เปิดห้องสมุดโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 50 แห่ง เพื่อให้บริการประชาชนทั่วไปในช่วงหลังเลิกเรียน หรือวันเสาร์-อาทิตย์ และเพิ่มจุดอ่านบริเวณที่พักรอของผู้มาใช้บริการภายในโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกแห่ง รวมถึงตั้งจุดบริการการอ่านบริเวณสำนักงานเขตและหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งจะร่วมกับภาคีเครือข่ายขยายพื้นที่การอ่าน อาทิ ห้องสมุดเรือนจำ สถานพินิจ โรงพยาบาล มูลนิธิ และจัดทำห้องสมุดเพื่อผู้พิการ เพื่อขยายโอกาสไปยังผู้ด้อยโอกาสในแต่ละกลุ่มอีกด้วย

     

     

     imageimage

     

     

    ผู้อ่านคงได้เคยเห็นโฆษณาโครงการดังกล่าวตามสื่อโทรทัศน์กันบ้างแล้ว โดยผู้แสดงทำหน้าตาฉลาดขึ้นเมื่อได้ถือหนังสืออ่าน ก็มีนักวิจารณ์ให้ความเห็นว่าเป็นโฆษณาที่สื่อได้ตรงหรือไม่ เพราะการดูดีหรือความฉลาดนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเท่านั้น

     

     

    imageimageimage

     

     

    เท่าที่สังเกตร้านหนังสือหลายแห่ง ทั้งร้านใหญ่และร้านเล็ก ต่างก็ทำธุรกิจหนังสือแบบใจกว้างและเปิดกว้างมากขึ้น โดยเปิดขายมุมกาแฟเล็กๆ ให้นั่งอ่านหนังสือพร้อมจิบแฟหอมๆ หรือไม่ก็เห็นเด็กๆ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ยืนอ่านหนังสือแน่นตรงชั้นหนังสือ นั่งพื้นอ่านก็มี บางร้านบริการจัดวางเก้าอี้ให้นั่งอ่านกันเลย จนบางครั้งทำให้ลูกค้าคนอื่นๆ ไม่สามารถเดินเข้าไปหาหนังสือที่ชั้นหนังสือได้ และหนังสือบนชั้นหลายๆ เล่มก็เปื๊อยเปื่อย ยับ ย้วย หรือเยินเชียว...ขายไม่ออก ก็ขอชมเชยร้านหนังสือเหล่านั้นที่ยินดีให้บริการลูกค้า แม้ไม่ซื้อแต่เข้ามาอ่านก็ยังดี!

     

     


    imageimageimageimageimage

     

     

    ในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งผู้คนเยอะมากแทบเดินไหลตามกันไป ผู้เขียนเลยเปลี่ยนแผนไปซื้อตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ตอนลดราคาดีกว่า เดินสะดวก บรรยากาศดี หายใจคล่องกว่า เพียงแต่ลดราคาไม่มากเท่า และไม่ได้ลดทุกเล่ม หรือการซื้อหนังสือตามเว็บ ก็เหมาะกับการสั่งซื้อหนังสือต่างประเทศ แต่ไม่สนุกแบบการได้ไปเดินดูหยิบอ่านตัวเล่มด้วยตัวเอง

     

     

     

      image

     

     

     

    โครงการส่งเสริมการอ่านในประเทศไทยเรามีมากมาย แต่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียน ให้มีหนังสือดีๆ ในบ้านเราให้มากๆ ก่อน เช่น รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "รางวัลซีไรต์" (South East Asian Writers Award) เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2522 เป็นรางวัลประจำปีที่มอบให้แก่กวีและนักเขียนใน 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ

     

     

     

    imageimageimage

     

     

    นอกจากนี้ ยังมีหลายหน่วยงานที่จัดการประกวดหนังสือดีๆ เช่น "โครงการประกวดหนังสือดีเด่น" เซเว่นบุ๊คอวอร์ด นานมีบุ๊คส์อะวอร์ด และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดตัว “100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน” ในงานมหกรรมสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นต้น

     

     

     

    imageimageimage

     

     

    ในรายการเจาะใจที่คุณโดม ปกรณ์ ลัม ร่วมกับคุณโหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง นิตยสารอะเดย์ (A Day) มีภารกิจสร้าง “ตู้สมุดฟุตบาท หรือ Street Library” ในโครงการ The Moment 3 เมื่อปลายปี 2555 โดยติดตั้งตู้หนังสือไม้ตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เช่น ถนนข้าวสาร ท่าพระจันทร์ หอศิลป์ฯ ดิจิตอลเกทเวย์ สถานีรถไฟหัวลำโพง และชุมชนเทอดไท84 มีเป้าหมายส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่าน โดยให้คนหยิบหนังสือไปอ่านแล้วคืนกลับที่เดิม หรือแลกหนังสือกัน หรือเป็นจุดบริจาคหนังสือ ซึ่งเป็นโครงการที่ดี แต่ไม่รู้ตอนนี้ โครงการยังอยู่หรือไม่ ทั้ง 2 คนหวังว่าอย่างน้อย หากหนังสือหายไปจากตู้โดยหยิบไปอ่านแล้วไม่มาคืนก็ยังดีเพราะจะเชื่อว่าเป็นการหยิบไปอ่าน แต่ในสังคมแบบไทยๆ กลัวว่าซาเล้งจะหยิบหนังสือไปขายชั่งกิโล หรือไม่ก็ตู้ไม้นั้นถูกแยกชิ้นส่วนไปใช้อย่างอื่นแล้วก็ไม่รู้!

     

     

     

     imageimage

     

     

    เมื่อตอนน้ำท่วมหนักกรุงเทพฯ ปี 2554 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น้ำท่วม หนังสือโดนน้ำเสียหายมาก จำนวนเกือบ 2 แสนเล่ม ขนาดช่วยกันรีบเก็บขึ้นแล้วก็ยังไม่ทัน เสียดายๆ

     

     

     

    imageimage

     

     

    หรือที่รายการ "คนค้นคน" ไปถ่ายทำรายการที่บ้านของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนไทย ช่วงหลังน้ำท่วมแล้วรู้สึกเสียดายกับหนังสือเก่าและหนังสือทรงคุณค่าหายากทั้งหลายที่ผู้เขียนท่านนี้เก็บสะสมไว้ต้องแช่น้ำ จมน้ำ ลอยน้ำจำนวนมาก เพราะขนย้ายหนีน้ำไม่ทัน ทางรายการก็ได้ช่วยเหลือในการช่วยซ่อมแซมรักษาหนังสือให้เท่าที่จะทำได้

     

     

      



    imageimage

     

     

    รศ.วิทยากร เชียงกูล หัวหน้าวิจัยโครงการ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย
    เปิดเผยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2551 ระบุว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป
    ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือมากที่สุด เฉลี่ย 46 นาที แต่หากเทียบกับประเทศอื่นยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก

     

     

     

    image

     

     

     

    ทั้งนี้จากการจัดลำดับพฤติกรรมการอ่านพบว่าใน 1 ปี เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 5 เล่ม ขณะที่เวียดนามอ่าน 60 เล่ม สิงคโปร์อ่าน 45 เล่ม และมาเลเซียอ่าน 40 เล่ม ขณะที่ผลการทดสอบ PISA ในปี 2552 เด็กไทยทั้งประเทศทำคะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่ในอับดับ 50 จากทั้งหมด 65 ประเทศ

    (ที่มา : "นักวิชาการห่วง เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ 5 เล่ม" http://news.mthai.com/general-news/198844.html)

     

     

     

    imageimage

     

     

    หนังสือให้ความรู้
    หนังสือให้ความเพลิดเพลิน

    หนังสือให้ข้อคิด
    หนังสือให้คำแนะนำ เป็นทางลัดทำตามได้โดยไม่ต้องไปประสบพบกับสิ่งที่ผิดพลาดเอง

    หนังสือเป็นเพื่อนที่ดี

     

    จำนวนหรือปริมาณการอ่านหนังสือน้อยตามข่าว จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยอ่านหนังสือไม่แตกฉาน จับใจความไม่เก่ง วิเคราะห์ไม่ได้ สะกดไม่ถูก และเขียนหนังสือไม่เป็น

     

     

    แต่ปริมาณก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว การอ่านหนังสือเชิงคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย หากซื้อหนังสือมาเก็บ อ่านเป็นตั้งๆ ขำๆ เพลินๆ เสร็จแล้ววาง อ่านแล้วลืม อ่านแล้วไม่ได้คิด อ่านแล้วไม่รู้จักเลือกนำสิ่งที่ดีไปปฏิบัติ การอ่านหนังสือนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร...

     

     

    ขอบคุณทุกรูปภาพที่ผู้เขียนดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ Blog ดูน่าสนใจน่าอ่านมากขึ้น

     

     


    (27 มกราคม 2556)

     

     

    สถิติจากย่อหน้ารองสุดท้ายนี่น่ากลัวนะครับ
    ทำอย่างไร ที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่เขารักการอ่านหนังสือนะครับ
    ...

    Surapong 2179 days ago

    สวัสดีค่ะน้องเอ แฟนคลับ Blog มจธ.

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้เราอยู่ในโลกของเทคโนโลยี ตามความเห็นส่วนตัวเห็นว่า...

    เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีตังค์ คงจะใช้เวลาไปช่วยงานพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่า หรือไม่คงเก็บตังค์นานกว่าจะซื้อหนังสืออ่านเองได้เล่มหนึ่ง หรืออยากเก็บตังค์เข้าร้านเกมส์เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

    เด็กรุ่นใหม่ที่มีฐานะ ก็คงซื้อการ์ตูน หรือไม่ก็มีเครื่องคอมพิวเตอร์ เล่นเกมส์ ค้นเน็ต หรืออยู่บนโลกสังคมเครือข่าย

    เด็กกลุ่มที่รักการอ่านหนังสือก็มี แต่เป็น "คนกลุ่มน้อย" จึงไม่สามารถช่วยเฉลี่ยทำให้จำนวนการอ่านของเด็กไทยสูงขึ้นได้

    ประเทศอืนก็อยู่ในโลกเทคโนโลยีเหมือนกับเรานี่นา แต่เด็กเขาได้แบ่งเวลาให้กับการอ่านหนังสือด้วย ไม่ได้อยู่กับเครื่อมคอมฯ อย่างเดียว จึงทำให้ประเทศของเขาเจริญเติบโตได้รวดเร็ว เพราะการอ่านหนังสือจริงๆ

    ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกองค์กรต้องช่วยเหลือกันในการส่งเสริมและปลูกฝังให้เด็กไทยรักการอ่าน สามารถทำได้ในทุกรูปแบบ ทั้งรูปเล่มหนังสือ อ่านในแท็บเล็ตที่เด็กได้รับแจก หรือบนเน็ต ตามเนื้อหาที่เหมาะสมกับช่วงวัย เชื่อว่าจะทำให้รักการอ่านมากขึ้น จนแทบไม่อยากละสายตามไปจากการอ่านเลยก็อาจเป็นได้...

     

    **ซ้ (Suang)** 2174 days ago

    1 people liked this comment.

    น่ากลัวมาก อ่านกันน้อยมาก

    Admin#2 2147 days ago

    นั่นน่ะสิคะ

    แต่พวกเราทุกคนสามารถช่วยได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ดีที่สุดค่ะ

    ช่วยกันปลูกฝังลูกหลานและลูกศิษย์ของเราด้วยนะคะ

    **ซ้ (Suang)** 2145 days ago

    1 people liked this comment.