Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 48 โอมจงเงย...

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 48  โอมจงเงย...

     

     

    ในหลวง พระราชทาน ส.ค.ส. ปี 2557 แก่ประชาชนชาวไทยimageimage

     

     

    สวัสดีปีใหม่ 2557 แด่ชาว KM มจธ. ขอให้สุขภาพแข็งแรง การงานรุ่งเรือง ตำแหน่งก้าวหน้า ฐานะมั่งคั่ง ความสุขมากมาย ภายใต้ประเทศชาติที่สงบร่มเย็นตลอดไป

    โอมเพี้ยง.....

    (ขอเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญ ส.ค.ส. พระราชทานปี 2557 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ส.ค.ส. ปีม้าม้าพาให้เบิกบาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ทุกๆ คน)

     

     

    imageimage

     

     

    ส่วน โอม...จงเงย... เป็นคำแฟชั่น ผู้เขียนชอบคำนี้ เลยขอใช้มาเป็นชื่อบทความ ได้มาจากรายการ 9 entertain ที่คุณแป๋ว พิธีกรคนหนึ่งของรายการทำ scoop เรื่องนี้ไว้ และอีกครั้งก่อนหน้านี้ ได้เห็นโปสเตอร์งานคอนเสิร์ทของนักร้องชื่อ "แสตมป์" และเห็นคำนี้ ก็งง ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร และยังไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน


    ทีแรก ก็ไปเข้าใจว่าเป็นชื่อดาราเกาหลี หรือเป็นคำภาษาเกาหลีล้อเลียน เช่น ยุงชุมจัง ยุงบินชุม เมียคุมแจ วอนนอนคุก หรือเป็นศัพท์วัยรุ่นจำพวกพูดไม่ชัด เช่น จุงเบย บ่องตง อะไรประมาณนี้

     

     

    imageimageimage

     

    เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้ารวดเร็วมาก ตอนเรียนหนังสือที่อังกฤษเมื่อสิบปีที่แล้ว เห็นคนเดินพูดคนเดียวตามถนนหนทางและบนรถโดยสารต่างๆ หลายหน ก็ยังนึกในใจว่าคนเดี๋ยวนี้เพี้ยนมากขึ้น พูดไปยิ้มไปหรือโกรธไปกับตัวเองคนเดียวก็ได้ด้วย ค่อยมาร้องอ๋อถึงบางอ้อทีหลังว่าเขาใช้ Bluetooth กัน ก็เพราะไม่เห็นสายโยงยาวไปที่ตัวโทรศัพท์ และไม่ได้รู้จักอุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างนี้ เลยเข้าใจผิดไป

    หลายปีต่อมา ได้ไปประเทศญี่ปุ่น 2-3 ครั้ง ทุกครั้งที่ไปขึ้นรถไฟหรือรถไฟฟ้าก็เห็นเหมือนเดิม ขนาดไปต่างกรรมต่างวาระ นั่นคือ คนญี่ปุ่นทั้งชายและหญิงจ้องโทรศัพท์มือถือของตัวเอง มีทั้ง chat และอ่านหนังสือผ่านทางมือถือ ที่รู้เพราะแอบเสียมารยาทมองไปที่จอของหลายคน เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการอ่านหนังสือ e-book ภาษาญี่ป่น ก็เป็นสิ่งดีในการฆ่าเวลาการเดินทาง เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ไม่ต้องวางสายตาในที่ๆ ไม่ควร ทำให้ไม่มีเรื่องของการมองหาเรื่องแบบวัยรุ่นตีกัน

     

     

    imageimage

      

    จากที่ติดตามคุณแป๋วและแสตมป์จึงทราบว่า "โอมจงเงย" ไม่ได้เกี่ยวกับไสยศาสตร์หรือศาสนาใดๆ แต่เป็นคำที่เกี่ยวกับ "สังคมก้มหน้า" ที่เป็นสังคมของผู้ที่ใช้ smart phone คุยกัน แต่คุยกันมากไปจนละเลยสิ่งรอบข้าง ที่ประเทศออสเตรเลียจึงมีโครงการหนึ่งเรียกว่า Stop Phubbing คำว่า phubbing เป็นคำใหม่ เป็นคำผสมจากคำ 2 คำ ได้แก่ phone และ snubbing แปลว่าเมินเฉย โครงการ Stop Phubbing จึงต้องการให้ผู้คนให้อยู่กับความเป็นจริง จับต้องได้ และผ่อนคลาย

     

     

    image image

     

    Blog นี้ไม่ได้ต่อต้านการใช้ smart phone หรือ tablet ไม่ว่าจะยี่ห้ออะไร ก็ดีทั้งนั้น เปรียบเสมือนมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กขนาดพกพาประจำตัว ทำให้การติดต่อสื่อสารและการค้นหาข้อมูลสะดวกรวดเร็ว อุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสะดวกมาก กลายเป็นปัจจัยต้นๆ ของคนในสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างในปัจจุบันนี้

     

     

    imageimageimageimage

     

     

    มีผู้กล่าวว่า การสื่อสารมีมานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่การสลักแผ่นหิน การมีนกพิราบสื่อสาร ม้าเร็ว โทรเลข จดหมาย จนถึงอีเมล เพียงแต่เครื่องมือเปลี่ยนไป และเป็นกระบวนการที่ทำให้การสื่อสารรวดเร็วขึ้น ผู้บริโภคจำเป็นต้องเลือกรับสื่อ สื่อเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการสื่อสารได้รวดเร็วกว้างขวาง แต่ความน่าเชื่อถือก็ลดลงด้วย

     

    ข้อสังเกต :การสื่อสารที่รวดเร็วของสมัยก่อนกับปัจจุบันมีนกเป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน แต่ก่อนใช้นกพิราบสื่อสารส่งข้อความสั้นๆ หนีบไปกับขาของนก เดี๋ยวนี้ ใช้นกเหมือนกัน แต่เป็นการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านนก twitter

     

    imageimageimage

     

    ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เอาแค่ข้อสังเกตจากชีวิตตัวเอง ช่วงทำงานใหม่ๆ เห็นโทรศัพท์ไร้สายเครื่องใหญ่ ก็ตื่นเต้น แต่ไม่คิดอยากได้ พอถึงยุค pager / pack link/ phone link ไม่ทันเก็บเงินซื้อใช้ ก็ไม่มีใครใช้แล้ว เพราะโทรศัพท์มือถือขนาดย่อมเท่ากระติกน้ำเด็กอนุบาลเริ่มมีขาย แต่ราคาแพง

     

     

    imageimageimageimage

     

     

    และก่อนเดินทางไปเรียนที่อังกฤษ ก่อนยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดช่วงต้มยำกุ้ง ตอนนั้นก็มีอีเมลใช้กันแล้ว มี hotmail และอีเมลของมหาวิทยาลัยแล้วเหมือนกัน แต่บ้านเรายังพิมพ์ส่งกันไม่มาก ส่วนมากยังพึ่งพาโทรศัพท์ทางไกลมากกว่า ซื้อบัตรโทรฯ ข้ามประเทศ กดรหัสมากมายก่อนโทรฯ หากันได้ และใช้วิธีเขียนจดหมายส่งถึงพ่อแม่ที่บ้าน ตอนที่ใกล้เรียนจบ  เริ่มมี icq ให้พูดคุย แต่ยังไม่ทันใช้คล่อง ก็เปลี่ยนมาเป็น SMS, MMS, และ SKYPE ที่เห็นหน้าตาของคู่สนทนาของ 2 ฝั่ง ทันสมัยมาก ไม่แพงด้วย อยู่ห่างไกลต่างแดนก็ทำให้หายคิดถึงไปได้เยอะ 

     

     

    imageimageimage

     

     

    ตอนนี้ ผู้คนมี facebook / we chat และ line ไว้ใช้ติดต่อพูดคุยเป็นกลุ่มได้จำนวนมาก ผู้เขียนก็ถูกเพื่อนฝูงบ่นอยู่เสมอที่ไม่มีเหมือนกับคนอื่นๆ เพราะติดต่อไม่ได้ จะนัดกินข้าวหรือชวนไปไหนเราก็ไม่รู้ ต้องโทรฯ หาอย่างดียว ทำให้ตกข่าว ไม่ทันการ

     

    ผู้เขียนเห็นประโยชน์ของสังคมเครือข่าย ที่ผู้คนไม่รู้จักกันได้ช่วยเหลือกัน เช่น บริจาคเลือดด่วน หรือได้ความรู้แลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจซื้อขอบางอย่างหรือวางแผนไปเที่ยว และสามารถรวมตัวทางการเมืองต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การรวมตัวกันบำเพ็ญประโยชน์ อย่างเช่น วัน Big Cleaning Day หลังน้ำท่วมปี 2554 ได้เห็นความสามัคคีกลมเกลียวจากการรวมตัวกันทาง social network แล้วชื่นใจ


     

    แต่ต้องใช้ให้ถูกทาง ไม่เป็นช่องทางหรือเครื่องมือในการหลอกลวงผู้อื่น ซึ่งมีให้เห็นจากข่าวมากมาย แม้กระทั่งช่วงจดจ้องโต้ตอบทางโทรศัพท์จนไม่ได้สังเกตรอบตัวทำให้โดนขโมยฉกมือถือไปต่อหน้าต่อตาก็เป็นข่าวให้เห็นเยอะแล้ว...

     

     

    image

     

    ที่บ้านก็มีน้องและหลานๆ เป็นสังคมก้มหน้า พ่อแม่ของหลานๆ ซื้อ smart phone ให้ ตอนมาเยี่ยมบ้านปู่ย่า แต่ก่อนหลานๆ ติดการ์ตูนในทีวี ตอนนี้ติดคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ได้บอกให้หยุดเล่น ก็เชื่อฟังแต่โดยดี เป็นไปตามสัญญาตามเวลาที่กำหนดให้เล่น ก็ยอมเลิก ทีแรกแปลกใจ ทำไมหลานเชื่อฟัง เป็นเด็กดี ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าหลานมาเปิดมือถือเล่นเกมส์หรือ chat แทน พอบอกให้เข้านอน ก็ยอมเข้านอนโดยดี นึกว่าเชื่อฟังอีกเหมือนกัน ที่แท้ก็ไปเปิดมือถือเล่นบนที่นอน ก็ทำให้นอนดึกยิ่งกว่าปกติ ตื่นเช้าก็เปิดโทรศัพท์ทันที ขาดไม่ได้!!!

     

     

    imageimage

     

    ตอนที่ผู้เขียนได้สอนหนังสือใหม่ๆ ต้องขอความร่วมมือจากนักศึกษาในห้องเรียนอย่าเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขณะเรียน เพราะจะเปิดเน็ตดู เพื่อนๆ จะนั่งล้อมคนที่เปิดโน้ตบุ๊ค ไม่ตั้งใจเรียน พอผ่านมาเพียงไม่กี่ปี การขอความร่วมมือนี้ได้ผล เพราะล้าสมัยแล้ว นักศึกษาไม่ได้เอาโน้ตบุ๊คมาใช้ กลายเป็นว่าทุกคนมี smart phone เกือบทุกคนในห้องเรียน ยกเว้นนักศึกษาแถวหน้า เปิดมือถือในห้องเรียนทุกคน ขอความร่วมมือให้ช่วยปิดโทรศัพท์ บอกว่าหยุดการติดต่อกับโลกภายนอกสัก 3 ชั่วโมง หากมีธุระสำคัญก็ให้ออกไปคุยนอกห้องได้ อยากให้ตั้งใจเรียนตั้งใจฟัง จะทำให้ได้ความรู้มากมาย ตอนสอบก็ไม่ต้องอ่านหนังสือมากเพราะจำได้ ก็ไม่เป็นผล ก็ต้องปล่อยไป แต่จะยังไม่เหนื่อยกับการสอนให้มีมารยาททางสังคม มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นให้มากที่สุดต่อไป

     

     imageimageimage

     

    ข้อดีของเทคโนโลยีอุปกณ์สื่อสารเหล่านี้ คือ สะดวก รวดเร็ว ในการค้นหาข้อมูล ในการติดต่องาน ช่วยผู้สูงอายุลดอัลไซเมอร์ ด้วยการเล่นเกมส์ เพลิดเพลิน หายเหงา และติดต่อลูกหลานได้ทุกเวลา การคิดค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เป็นโลกเทคโนโลยีใหม่ ลูกเล่นใหม่ทันสมัย สร้างอาชีพใหม่ เช่น โปรแกรมเมอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ นักสร้างสรรค์ต่างๆ ผ่านคอมฯ เช่น เกมส์และนิยายบนเว็บ การสร้างระบบปฏิบัติการต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือ (Application)

     

     

    imageimageimage

     

     

    ข้อเสียของผู้ที่ใช้ smart phone และคอมพิวเตอร์มากๆ จะสายตาสั้น ปวดนิ้วมือ ปวดบ่าไหล่ สมาธิสั้นโดยที่ไม่รู้ตัวเอง อาจถูกหลอกลวง ล่อลวง เพราะไม่ได้อยู่ในโลกที่แท้จริง เกิดอาชญากรรมกับทุกเพศทุกวัย ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม การที่เทคโนโลยีแข่งขันกันทำให้ราคาถูกมากขึ้น เทคโนโลยีออกแบบมาให้ใช้งานได้ไม่นานก็เสีย ซื้อง่ายขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น ใช้มากขึ้น เปลืองพลังงาน เพราะเปลืองไฟ ต้องชาร์จทุกวัน เครื่องเสียไม่ต้องซ่อม ทิ้งง่ายขึ้น เกิดภาวะโลกร้อน เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์

     

     

    imageimage

     

    จากประโยชน์ต่อการทำงาน สังคมก้มหน้าขณะประชุมหรือขณะเรียนใช้ smart phone หรือ tablet เห็นประโยชน์ว่าช่วยได้มาก ทำให้สื่อสารได้โดยไม่รบกวนผู้อื่น เช่น ส่ง line ไปบอกเพื่อนว่า "อาจารย์กำลังเช็คชื่อแล้ว รีบเข้าห้องเรียนเร็ว" หรืออาจารย์ให้นักศึกษาส่งการบ้านผ่าน facebook หลังปีใหม่ ส่วนคนทำงานก็สามารถหาข้อมูลแจ้งที่ประชุมได้ทันที หรือมีการส่งข้อความ "ช่วยนำแฟ้มงานขึ้นมาห้องประชุมด่วน" หรือการส่งไฟล์งาน (แต่ไม่ค่อยเชื่อว่าใช้ในเวลางานเพราะส่งงานอย่างเดียว สามารถใช้นินทาไม่ให้ได้ยินเสียงแม้จะนั่งติดกันก็ได้) หรือการส่งสารไปหาเพื่อนร่วมงานต่างแผนกว่า "หัวหน้ากลับมาที่ห้องทำงานแล้ว โทรฯ หาได้แล้ว" เสียงโทรศัพท์ก็จะดังขึ้นทันทีที่หัวหน้าคนนั้นเดินเข้าห้องทำงานโดยที่ยังไม่ได้ทันนั่งเก้าอี้ให้หายเหนื่อยเลย ! รวดเร็วเป็นประโยชน์กับการทำงานจริงๆ...

     

    ประโยชน๋ที่ยิ่งใหญ่คือเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์องค์กร การทำให้เข้าถึงได้ง่าย user friendly ทั้งระบบง่าย เข้าถึงง่าย มีภาษาหลายภาษา เข้าใจง่าย ติดต่อกันง่าย

     

     

    image

     

    สำหรับข้อเสียของการจดจ่อกับโลกเทคโนโลยีสารสนเทศคือ มักจะกลายเป็นคนขี้เหงา ต้องการรับคนเป็นเพื่อนในจอมากๆ หรือกด lke มากๆ ไม่กล้ามองโลกภายนอก ไม่นอมรับเรื่องจริงของสังคม หลบตา พูดไม่เป็น กล้าด่าคนอื่นได้เพราะไม่เปิดเผยตัว แต่พอตัวเองถูกด่า กลับรับไม่ได้ ใช้ภาษาเขียนไม่ถูกไม่เป็นแล้ว เขียนไม่ครบไท่เต็มปะโยค เขียแบบที่ตัวเอเข้าใจคนเดียว ไม่มีการเกริ่น เพราะเห็นว่าเยิ่นเย้อ พอเขียนไม่หมด ก็ทำให้เข้าใจผิด เกิดความคลางแคลงใจ ไม่เข้าใจ คนอ่านคนรับสารเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง

    นอกจากนี้ ทำให้อยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่นมากขึ้น เสียเวลาไปติดตาม อ่านมาก รู้มาก เคืองมาก เสียใจมาก ผิดพลาดมาก มือไวคลิกเร็ว ไม่คิดก่อนทำ เสียใจภายหลัง มาคิดว่าไม่น่าส่งไปเลย ก็สายไปเสียแล้ว...

     

       

    imageimageimage

     

     

    มี facebook ตั้งประเด็นว่าทำไมคนเอเชียชอบถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ลง facebook ก็ตอบได้ว่าไม่ใช่แค่คนเอเชียหรอก ฝรั่งเองก็เป็น ขึ้นชื่อว่า "คน" ย่อมติดอะไรคล้ายกันไม่ค่อยแตกต่าง ถึงขนาดมีร้านอาหารบางร้านที่สหรัฐฯ จะลดราคาอาหารให้ถ้ายอมฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับร้านก่อน เพื่อต้องการให้กินอาหารอย่างอร่อย ไม่ให้มีไอทีมาขัดขวาง

     

     

    imageJury duty

    Juror gets sent to jail by judge for texting during a trial By Mike Flacy     April 20, 2013  

     
     
    และเชื่อหรือไม่ เมื่อต้นปี (เมษายน 2556) ฝรั่งชาวสหรัฐฯ จากรัฐโอเรกอนถูกจับข้อหาขโมย ตอนขึ้นศาล  เสียมารยาทโดยใช้โทรศัพท์มือถือกดส่งข้อความในระหว่างที่รอฟังศาลตัดสิน จึงถูกโทษพิพากษาลงโทษเพิ่มอีกกระทงฐานส่งข้อความทางโทรศัพท์ในศาล โดยไม่ตั้งใจฟังศาล ไม่เคารพศาล ถือว่าเป็นการใช้ที่ผิดกาลเทศะอย่างแรง


      

    อาการที่คนติดอะไรบางอย่าง มีทุกยุคสมัย แต่ไม่รุนแรงแบบ phubbing ยกตัวอย่าง ติดหนังสือนิยาย ไม่เป็นอันกินอันนอน ซุกไว้ใต้หมอนอ่านตลอดคืนยันเช้า ตื่นมาก็อ่าน พกไปที่ไหนๆ ก็อ่าน นั่งรถก็อ่าน แม้กินข้าวก็อ่าน แต่เป็นการกินข้าวคนเดียว แต่ถ้ากินข้าวกับเพื่อนฝูง ไม่เคยเห็นเปิดอ่านเลย ไม่เคยเห็นปาร์ตี้นัดกินข้าวแล้วต่างคนต่างนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ไม่คุยกันแบบ phubbing หากจินตนาการไปถึงเห็นคนไทยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่เป็นสังคมก้มหน้าที่ก้มอ่านหนังสือทุกที่ทุกเวลาก็ดีน่ะสิ !

     

      

    image

     

     

    ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ควรใช้ประโยชน์จาก smart phone ให้เต็มที่ ตอบสนองความต้องการทุกอย่างของผู้ใช้ ทั้งแบบเป็นทางการและเพื่อประโยชน์ความเพลิดเพลินส่วนบุคคล ของเขาทำมาไว้ให้ใช้ ก็ต้องใช้ แต่ต้องใช้แบบทางสายกลาง มีจริยธรรมในการใช้ มีสติในการใช้ และรู้จักกาละเทศะที่จะใช้

     

    ขอขอบคุณทุกรูปภาพที่ดาวน์โหลดมาจากทุกเว็บ ทำให้ blog ดูน่าสนใจน่าอ่านมากยื่งขึ้น

     

     

    (วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2556)