Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 50 อายุปูนนี้ เพิ่งเคยไป! (ตอนที่ 2) ไม่มีรูปภาพ

    ุมสบายๆ ลำดับที่ 50 อายุปูนนี้ เพิ่งเคยไป! (ตอนที่ 2)

     

     

    ต่อจากตอนที่แล้ว มีสถานที่ที่อายุปูนนี้แล้วเพิ่งไปครั้งแรก อีกหลายแห่งใน 2 จังหวัดที่อยากเล่าให้ฟัง

     

     

    "จังหวัดสุราษฎร์ธานี" เป็นจังหวัดที่ผู้เขียนเคยไปมาแล้ว ทั้งนมัสการพระธาตุไชยา กับสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งละ 2 ครั้ง แวะสหกรณ์ (co-op) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพื่อแวะกินข้าวอีก 2-3 ครั้ง แต่ที่นี่ยิ่งไปยิ่งรู้สึกคนน้อย เหงาๆ ไงไม่รู้ และลืมไม่ได้ ไปซื้อไข่เค็มไชยา

     


    แต่ที่ไม่เคยไปของจังหวัดนี้และได้ยินได้รู้จักมาแต่เด็กคือ "เกาะสมุย" ที่หนังสือบอกว่าเป็นเกาะที่มีต้นมะพร้าวมากที่สุด

     

       

    การไปเกาะสมุยใช้เวลามากเหลือเกิน (ถ้ามีตังค์ ขอแนะนำให้เดินทางด้วยเครื่องบิน) เพราะหลังจากไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ต้องนั่งรถไปท่าเรือ แล้วลงเรือ เมื่อถึงเกาะ ก็ยังต้องนั่งรถต่อไปที่พัก รวมแล้วเกือบครึ่งวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย!

     

     

    เครื่องบินที่บินลงเกาะสมุยมีสายการบินเดียว คือ บางกอกแอร์เวย์ แต่เต็มเร็วมาก แอร์เอเชียและนกแอร์แม้จะไม่มีบริการเครื่องบินบนเกาะสมุย แต่ได้มีบริการเรือและรถบัสรับ-ส่งระหว่างสนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเกาะสมุยด้วย สะดวกดีเหมือนกัน ถือว่าราคาไม่แพง

     

     

    ขาไปและขากลับ ได้ข้ามเรือที่ท่าเรือ 2 ท่าต่างกัน เลยทำให้รู้ว่าท่าเรือซีทรานส์เฟอร์รี่ใหญ่กว่าท่าเรือราชา ที่บอกว่าเสียเวลาในการเดินทางแล้ว ยังต้องมาเสียเวลาในการต่อคิวเพื่อนำรถลงเรือด้วย ตัวผู้เขียนได้ขึ้นเรือรอบบ่ายสอง แต่รถตู้ที่เช่าไว้ต้องรอเรือไปอีกรอบตอนบ่ายสาม เพราะพื้นที่จอดรถบนเรือเฟอรรี่มีจำกัด ถ้าเต็มพื้นที่แล้ว ต้องรอลำต่อไปแทน

     

     

    เวลาจากฝั่งที่ข้ามไปเกาะสมุยก็ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่ด้วยเหตุที่เพิ่งไปครั้งแรก เลยทำให้ไม่เบื่อ แม้จะเห็นแต่ทะเลสีเขียวอมฟ้ารอบๆ ตัว ก็ยังตื่นตาตื่นใจ แดดร้อนก็จริง แต่ลมทะเลที่พัดผ่านก็เย็นสบายดีเหมือนกัน

     

     

    เรือเฟอร์รี่ชั้นล่างสุดเป็นที่จอดรถ คนก็ขึ้นบันไดมานั่งที่ชั้น 2 ของเรือ มีที่นั่งไม่มากนัก แบ่งเป็นห้องแอร์ และห้องพัดลม มีร้านค้าขายขนมจุกจิก และห้องน้ำ และบนดาดฟ้าเรือ ไม่มีหลังคา แดดร้อนดี แต่ลมแรง ถ่ายรูปสวย คนไม่เยอะ!

     

     

    ระหว่างรอรถตู้มาถึงเกาะสมุยอีกเที่ยว ผู้เขียนและคณะก็นั่งกินไอติมรอ เดินเที่ยวตลาดใกล้ๆ ท่าเรือ ได้แวะไหว้ศาลเจ้าไหหลำ มีองค์กวนอูหน้าแดงองค์โตอยู่หน้าศาลเจ้า

     

     

    เมื่อรถตู้มาถึง เราก็ให้ขับเที่ยวรอบเกาะ ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ครบรอบแล้ว ถนนหลักบนเกาะมีเส้นเดียว แต่ก็มีตรอกซอกซอยเหมือนกัน วิวข้างถนนหลายจุดยังเป็นสวนมะพร้าวจริงๆ ท้องฟ้าและสีน้ำทะลเขียวสวยดี

     

     

    ที่พักอยู่ที่ลิปะน้อย ใกล้ท่าเรือ แต่ก็แปลกใจที่ไม่เห็นเรือเฟอรรี่ ไม่โดนรบกวนจากเรือใหญ่ ไม่พลุกพล่าน กลับเงียบสงบ เป็นชายหาดส่วนตัว ได้ลงน้ำทะเลในตอนเช้าด้วย โดยที่มีเรื่องไม่น่าเชื่ออีกเรื่องคือ ตอนเช้าวันนั้นอากาศเย็น ไม่คิดว่าภาคใต้ก็เย็นกับเขาเป็นด้วย น้ำทะลก็เย็น กว่าจะตัดสินใจลงแช่น้ำทะเล (ไม่ได้เล่นน้ำ แค่นั่งแช่น้ำ) ก็ใช้เวลาสักพัก พอได้ลงไปก็สดชื่น ก่อนขึ้นห้องอาบน้ำแล้วลงมากินอาหารเช้า ท่ามกลางวิวสวยงาม

     

    แต่สารภาพว่าไม่ได้ประทับใจกับเกาะสมุยมากนัก ค่าครองชีพแพง มีนักท่องเที่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ และเวลาที่เสียไปกับการเดินทาง ทำให้ไม่มีเวลาเที่ยวบนเกาะมากนัก และไม่ได้กินอาหารทะเลกันเลย

     

    ก็พยายามทำเวลา แวะหาดละไม ลงถ่ายรูปกับลาน "หินตาและหินยาย" ที่จอดรถทุกที่เก็บตังค์หมด เป็นธุรกิจไปหมด ได้ไปไหว้พระที่ "วัดพระใหญ่" และ "เจดีย์แหลมสอ"

     

    ส่วนน้ำตกมี 2-3 แห่ง ไปไม่ถึงสักแห่ง บางแห่งทางเดินลาดชัน ไม่กล้าเดิน บางแห่งไกลมาก ไม่มีเวลาเดิน และบางแห่งไปไม่ถึงเพราะหลงทาง ป้ายบอกทางไม่ละเอียดเลย ขนาดเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยว และขนาดมีถนนหลักเพียงเส้นเดียวนะเนี่ย!

     

     

     

    จังหวัดสุดท้ายที่ได้ไปครั้งนี้ ไปมาหลายหนมากคือ "จังหวัดนครราชสีมา" หรือ โคราช เป็นเพราะได้เคยเดินลอด "ประตูชุมพล" และสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือเปล่านะ!!!

     

     

    สถานที่ที่ตั้งใจไปคือ "วัดศาลาลอย"  อยู่บนถนนมิตรภาพ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ย่าโมเท่าไร เป็นวัดที่มีพระอุโบสถแบบไทยประยุกต์ที่โดดเด่น ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนาจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ในปี 2516

     

     

    พระอุโบสถสร้างแบบศิลปไทยประยุกต์ เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง  ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืน (ต้องหารูปดูเองแล้วล่ะว่าสวยงามแค่ไหน ดูจากเว็บก็ได้ ถ้าผู้เขียนรู้วิธีทำ blog โดยเนื้อหาไม่หายเมื่อไร จะนำรูปที่ถ่ายไว้มาเพิ่มให้ได้เบิ่งเด้อ...)

     

     

    อีกที่ที่เคยไปเที่ยวมาหลายครั้ง แต่ไปทุกครั้งก็แตกต่างทุกครั้งไป เพราะมีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ จากแรงศรัทธาของชาวพุทธ คือ "วิหารหลวงพ่อโต" ครั้งแรกที่จำได้ คือ ขับรถผ่านและเห็นองค์หลวงพ่อโตสีดำ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมา มีพระอุโบสถสร้างครอบ และองค์หลวงพ่อโตองค์เดิมนั้นเป็นสีทองอร่าม สวยงาม

     

     

    มาครั้งนี้ พระอุโบสถหลังนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่ความสวยงามเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น บรรยากาศล้อมรอบวัดอันกว้างขวางนั้นร่มรื่น มีอาคารสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีกหลายหลัง โรงครัวใหญ่โต ห้องน้ำสะอาด ครั้งนี้ได้เห็น "คุณสรพงษ์ ชาตรี" ดารารุ่นเดอะ ผู้เริ่มก่อสร้างวิหารแห่งนี้ตัวเป็นๆ ด้วย

     

     

    "ฟาร์มโชคชัย" ก็ผ่านทุกครั้งที่ไปอีสาน แต่ไม่เคยแวะ ครั้งนี้ ตั้งใจแวะพักค้างคืนเลย นอนเต๊นท์ขนาด 2 ที่นอน ภายในมีโต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 2 ตัว มีที่แขวนเสื้อผ้า ซึ่งไม่รู้สึกเล็กหรืออึดอัด แอร์ตัวเล็กเย็นฉ่ำ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไมมีกาน้ำร้อน แต่มีถังน้ำแข็งให้

     

    ห้องน้ำห้องส้วมหลายห้องอยู่ข้างนอก แบ่งเป็นโซนชาย-หญิง แต่ละห้องออกแบบให้ได้เห็นธรรมชาติสุดๆ เพราะตอนนั่งทำธุระหรืออาบน้ำ ก็จะหันออกไปเห็นธรรมชาติเบื้องหน้าสวยงาม แรกๆ ก็ตกใจในความโล่งและความเป็นธรรมชาติเช่นนั้น หลังๆ ติดใจชอบใจไปซะแล้ว

     

     

    เที่ยวแบบนี้ ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุกับเด็กเล็กเท่าไร และไม่เหมาะกับการเที่ยวหน้าฝนด้วย แม้ทุกเต๊นท์จะมีไฟฉายและร่มยาวให้ 2 ชุด แต่การเข้าห้องน้ำกลางคืนของผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กคงลำบากเล็กน้อย เพราะต้องออกจากเต๊นท์เดินไปห้องน้ำข้างนอก ยิ่งฝนตกคงลำบากขึ้นอีก เดินตากฝน ย่ำหญ้าแฉะ ... 

     

     

    มีกิจกรรมตลอดครึ่งบ่าย โดยนั่งรถพ่วงแทร็กเตอร์ไปรอบๆ ฟาร์ม มีไกด์นำชม ดูประวัติของฟาร์ม สาธิตการรีดนมวัว การแสดงของคาวบอย แนะนำสถานที่รอบฟาร์ม รวมถึงการทำไอศกรีม Umm Milk สามารถเลือกรสที่ชอบ ทำโต๊ะละ 5 คน ซึ่งจะต้องไป 10 คนขึ้นไปถึงจะจัดกิจกรรมนี้ได้ ทำเสร็จวันรุ่งขึ้นเอากลับ้บ้านได้เลยคนละ 4 ถ้วย แถมไอติมของจริงให้ 1 ถ้วยไว้เปรียบเทียบรสชาติกัน! ใส่ในกล่องโฟมอัดน้ำแข็งแห้งอย่างดี ขนาดวันนั้นถึงบ้านตอนเย็นแล้ว ก็ยังไม่ละลาย

     

     

    อาหารมี 3 มื้อ มื้อแรก คือมื้อเที่ยงของวันแรก เป็นอาหารไทย น้ำกระเจี๊ยบ เพียบเลย อิ่มแปร้ ก่อนเริ่มไปร่วมกิจกรรมข้างต้น

     

    มื้อสอง เป็นมื้อเย็น เป็นสเต๊ค ชิ้นเล็กๆ เติมได้ไม่อั้น มีทั้งไก่ ปลา หมู เนื้อวัว และเนื้อแกะ ย่าง well done ไปนิด รู้สึกแข็ง แถมมีข้าวผัด ยำวุ้นเส้น แก้เลี่ยน พร้อมน้ำอัญชัญ แต่มื้อเย็น กินได้ไม่มาก

     

    ตอนเช้า ไกด์พาเดินออกกำลังกายปีนขึ้น "เขาน้อย" ข้างบนเก็บอัฐิของบรรพบุรุษของเจ้าของฟาร์ม ลงจากเขา ล้างมือทานอาหารเช้าแบบปิกนิก แจกให้คนละ1 ตะกร้า ข้างในบุผ้าลายสก๊อตสีแดงน่ารักเชียว ของในตะกร้า ประกอบด้วยแซนด์วิช 4 ชิ้นแพ็คบนจานซิลด้วยพลาสติกสะอาดอย่างดี น้ำส้ม ชามเปล่าไปตักขาวต้มปลา ถ้วยเติมชากาแฟ และขาดไม่ได้ นมสด อิ่มอร่อยไปบความแปลกใหม่ อากาศยามเช้าที่สดชื่นมาก เรากิ นั่งกินท่ามกลางฟาร์มโล่งๆ บนโต๊ะที่อยู่ใต้เต๊นท์สีขาว โมแรงติก เอ้ย...โรแมนติกสุดๆ 

     

     

    เช้าวันนั้น ไม่มีกิจกรรมอะไร พักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนเช็คเอาท์ตอน 10 โมง

     

    อย่างไรก็ตาม ราคาต่อหัวในการมานอนพักผ่อนท่องเที่ยวแบบนี้ค่อนข้างแพง หากเป็นการมาเป็นครอบครัว ค่าใช้จ่ายสูง คงไม่ไหวเหมือนกัน

     

     

    อีกที่ๆ เพิ่งเคยไป คือ Palio เป็นที่ที่คนสร้างขึ้นเลียนแบบเมืองในประเทศอิตาลี ตึกสีสรรสดใส กว้างขวางดี เก๋ดี และได้ทำใจไว้แล้วว่าคงไม่ได้ซื้อของ ได้แต่ไปถ่ายรูป เดินได้ครึ่งชั่วโมงก็หมด

     

     

    ก็ประทับใจมาก ได้ชาร์จตัวเองเต็มอิ่ม แต่อายุปูนนี้ การไปเที่ยวก็ใช้พลังเยอะ ได้เป็นการพักผ่อนใจ ไม่ได้พักร่างกาย ตลอด 2 เดือนที่เดินทาง ไม่ไหวเอง ป่วยไปเลย! (ถ้าเป็นเมื่อก่อน สมัยวัยรุ่น สบายอยู่แล้ว แต่ด้วยสังขารที่เปลี่ยนไป พักผ่อนไม่พอ ก็เลยแฮงค์...)

     

     

    อย่าว่าแต่จังหวัดเหล่านี้เลย ผู้เขียนเป็นคนกรุงเทพฯ เองก็ยังรู้จักกรุงเทพฯ ไม่ทั่ว วัดวาอารามและสถานที่ถนนหนทางต่างๆ ในกรุงเทพฯ ฝ่งธนบุรี และเขตปริมณฑล ยังไม่เคยไป ไม่เคยแวะอีกตั้งหลายแห่ง ขนาด "สวนสยาม" ทะเลกรุงเทพฯ ที่หลานของผู้เขียนเคยไปตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่ผู้เขียนก็ยังไม่รู้จักและไม่เคยไปเลย อิอิ...

     

     

    ทุกทริปที่เล่าใน Blog มุมสบายๆ ลำดับที่ 49 และ 50 นั้นตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจไปหมด ดีใจที่ได้ไปสัมผัส ได้ไปพบเห็น ถึงป่วยก็ยังไม่เข็ด จะไปอีกๆ เพราะโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก มีอะไรที่น่าสนใจให้ศึกษาเรียนรู้อีกมากมาย

     

     

    (13 เมษายน 2557)