Welcome
Guest User
 

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 52 เที่ยวแบบวงกลมที่เมือง Hakone

    มุมสบายๆ ลำดับที่ 52  เที่ยวแบบวงกลมที่เมือง Hakone

     

     

    ต่อจากเรื่องอาหารญี่ปุ่นตอนที่แล้วเมื่อไปฝึกอบรมเรื่องการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ที่กรุงโตเกียว ประเทศญีปุ่น ซึ่งโปรแกรมแน่นมาก มีเวลาเที่ยวแค่ตอนเย็นของทุกวัน และมีเสาร์อาทิตย์เป็นสุดสัปดาห์เดียวที่ว่าง เลยหาโอกาสออกเที่ยวตาล้อดๆ

     

     

    วันเสาร์พาเพื่อนคนไทยเที่ยวในกรุงโตเกียวกว่าจะกลับก็ดึกดื่น วันรุ่งขึ้นก็ขอออกนอกเมืองไปgmujp;ที่ Hakone โดยได้ศึกษาหาข้อมูลไว้ล่ววงหน้าแล้วก่อนที่จะไปญี่ปุ่น ก็ต้องขอขอบคุณ blog 9jk'q และเว็บพันธ์ทิพย์ที่ให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน ก็มี 2-3 เมืองที่หาข้อมูลไว้ พอดีช่วงที่ไปเป็นกลางปีเป็นช่วงที่ภูเขาไฟฟูจิเปิดให้คนปีนเขาได้ และเมือง Hakone ก็อยู่ใกล้มองเห็นได้ ไม่มีเวลาปีนก็ขอมองเห็นก็ยังดี (เคยเห็นไกลๆ ตอนนั่งรถไฟที่มาเที่ยวและอบรมคราวก่อนโน้น)

     

     

    วันอาทิตย์เช้าตรูออกจากหอพักนั่งรถไฟใต้ดินไปสถานีรถไฟชินจูกุ ซื้อตั๋ว Hakone One Day Trip ค่าตั๋วเกือบ 6 พันเยน ต้องเก็บตั๋วไว้ให้ดีเพราะใช้ตลอดทาง ตอนซื้อตั๋วก็ได้โบรชัวร์แผนที่เมืองและการเดินทางมาพร้อม แล้วรีบไปซื้อขนมปังที่ร้านซุ้มในสถานีเป็นอาหารเช้่า ถึงชานชาลาตอน 8 โมงรถไฟก็ออกพอดี  ถ้าไปไม่ทันขบวนนี้กว่าจะมีอีกรอบก็ 10 โมงเช้า ไม่อยากรอเสียเวลา

     


    การท่องเที่ยวเมืองนี้ออกแบบมาได้ดีมากเลย เป็นการเที่ยวแบบวงกลมรอบเมือง และเปลี่ยนยานพาหนะหลายแบบมาก จากรถไฟเร็ว รถไฟท้องถิ่น รถราง รถกระเช้า เรือใหญ่ และรถเมล์ จึงทำให้การเดินทางน่าตื่นเต้น สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ และไม่หลง เพราะบอกชัดเจนในโบรชัวร์และข้อมูลที่หาไป

     

    นั่งรถไฟเร็วมาจอดที่สถานีหนึ่ง เจ้าหน้าที่บนรถไฟรู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวเพราะถือโบรชัวร์ในมือ บอกว่าลงรถไฟไปเปลี่ยนรถไฟท้องถิ่น

     

     

    ส่วนใหญ่คนที่อยู่บนรถก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองนี้กันทั้งหมด ก็มาขึ้นรถไฟท้องถิ่น คนเต็มโบกี้ นักท่องเที่ยวมีทั้งหนุ่มสาว มาเที่ยวแบบครอบครัวก็มี และผู้สูงอายุก็มี เกือบทั้งหมดเป็นชาวญี่ปุ่นเอง บนรถไฟได้เห็นป้ายประชาสัมพันธ์ด้านบนตรงราววางของในรถไฟ บอกไว้ว่าเมือง Hakone เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เห็นด้วยเลย เพราะมีภูมิทัศน์คล้ายคลึงกันมาก
    มีทั้งภูเขาสูงและทะเลสาบ ดอกไม้สวยงาม

     



    รถไฟท้องถิ่นขบวนนี้มีไม่กี่โบกี้ วิ่งช้าๆ เพราะวิ่งขึ้นเขา ค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ ทำให้ได้ดูวิวข้างทางสวยงามมากๆ และคงเป็นความตั้งใจที่วิ่งขึ้นเขาไปถึงจุดชมวิวแล้วจอดนิ่งแต่ไม่เปิดประตูให้ลง ให้ผู้โดยสารได้มองวิวเต็มๆ ตา เห็นภูเขา ต้นไม้เขียว วิวด้านล่างด้านบน นักท่องเที่ยวร้องอื้ออึงในความสวยงาม ถ่ายรูปกันไม่หยุด หยุดนานสัก 2-3 นาที แล้วรถไฟก็ค่อยๆ วิ่งลงเขามาเรื่อยๆ ข้างทางมีดอกไฮเดรนเยียัทั้งสีขาวและสีฟ้าอมม่วงออกดอกดกให้เห็นตลอดทาง

     

     

    ถึงสถานีสุดท้าย เดินออกจากสถานีตามกันไป เพราะคนไปเที่ยวเมืองเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงที่เที่ยว ต้องเปลี่ยนไปนั่งรถราง ค่อยๆ วิ่งปีนขึ้นเขาอีกเช่นกัน นักท่องเที่ยวจะขึ้นและลงสถานีไหนก็ได้ เพราะแต่ละสถานีก็มีที่เที่ยว มีทั้งทีเที่ยวแบบธรรมชาติและมีลานศิลปะกลางแจ้ง แต่ข้อมูลที่ได้มาแนะนำให้ขึ้นไปจนสุดก่อนแล้วค่อยล่องเที่ยว ก็เลยขึ้นไปถึงสถานีสุดท้าย

     


    ลงจากรถรางแล้ว เข้าตัวสถานีไปปั๊มประทับตรายางที่เป็นสัญลักษณ์ประจำแต่ละสถานีเพื่อให้รู้ว่ามาถึงสถานีนั้นแล้วนะ ผู้เขียนปั๊มไม่ครบทุกสถานี แต่ถ้าเห็นตรายางที่ไหนก็ต้องปั๊มลงบนโบรชัวร์เป็นที่ระลึกทุกครั้ง  มาถึงตรงนี้ก็ใกล้เที่ยง เลยแวะร้านอาหารกินข้าวเที่ยงก่อน ยืนหน้าเครื่องสั่งอาหารหน้าร้าน กดรูปอาหารที่อยากกิน ใส่เงินเข้าไป ได้บิลมา เข้าไปในร้าน เจ้าของร้านมาเอาบิลส่วนหนึ่งไปที่มีชื่ออาหาร แป๊บเดียวก็ได้ "ข้าวผัด" และซุบร้อนๆ กินให้อิ่มท้อง

     

     

    จากตรงนี้ มีสถานีขึ้นรถกระเช้า สามรรถขึ้นลงสถานีต่างๆ ได้หลายครั้ง กระเช้าลอยผ่านบางจุดได้ผ่านเหมืองกำมะถันด้วย ที่นี้จึงมีชื่อเสียงเรื่องไข่ดำ คือ การเอาไข่ไก่ไปต้มที่บ่อน้ำร้อนกำมะถันทำให้เปลือกไข่ดำ (แต่ไม่ได้ซื้อมากิน) 

     

     

    วันนั้น อากาศไม่ค่อยเป็นใจ ฝนตกปรอยๆ ลมแรงมาก ต้องเดินหลบเข้ากำแพง เพราะตัวแทบปลิว (คิดถึงลมแรงที่อังกฤษเลย) อากาศเย็นมากด้วย ก็นั่งกระเช้าไปสถานีอื่นๆ เดินเที่ยวเมืองที่อยู่ตรงสถานีนั้นๆ จนถึงสถานีหนึ่ง ไปขึ้นเรือลำใหญ่แบบเรือ Cruise ตกแต่งเหมือนเป็นเรือในนิทาน น่ารักเชียว ทั้งโบรชัวร์และข้อมูลที่หาไว้บอกว่าล่องเรือตรงนี้แล้วจะเห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่ฝนตก ฟ้ามัว เลยมองไม่เห็น ไม่เป็นไร แค่ล่องทะเลสาบเห็นวิวข้างทาง ก็ชอบแล้ว

     

     

    ขึ้นจากเรือแล้ว เดินเที่ยวเมืองตรงนั้นแป๊บหนึ่ง แล้วลงเรืออีกที คราวนี้เป็นอีกลำคล้ายกันแต่่คนละสี แล้วขึ้นจากเรือไปแวะเที่ยววัด เดินจากสถานีไปวัดประมาณ 500 เมตร ฝนตกก็จริง แต่วัดก็สวยงาม ตั้งอยู่บนเขา  ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดกว้างๆ  กลัวลื่น เป็นวัดเกี่ยวกับ 9 มังกร ได้เช่าสิ่งมงคล ดื่มน้ำมนต์จาก 9 มังกรเคล้าน้ำฝนที่ปะพรมลงมา จากนั้นก็แวะซื้อขนมปังร้านเก่าแก่ของเมืองนี้แต่ปรับปรุงร้านดูทันสมัย จะซื้อเก็บไว้กินเป็นข้าวเย็น 

     

     

    ขากลับ เลือกไม่กลับรถไฟท้องถิ่นที่ย้อนเส้นทางเดิม แต่ขอขึ้นรถเมล์ไปที่สถานีรถไฟแทน มาถึงตรงนี้ จึงเป็นการการเดินทางที่ครบแบบวนเป็นวงกลมด้วยยานพาหนะที่ไม่ซ้ำด้วย สนุกมาก

     

    คนขึ้นรถเมล์เล็กเยอะเต็มรถ ผู้เขียนเขยิบไปยืนใกล้คนขับ ทำให้เห็นวิวผ่านกระจกหน้ารถที่สวยงามมาก  ถนนเป็นทางบนเขาที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด แต่คนขับที่แต่งกายสุภาพก็ขับรถได้ดีปลอดภัย ตลอดทางที่คดเคี้ยวสวยงามนั้น ทำให้ผู้เขียนคิดถึงถนนที่ไปแม่ฮ่องสอนมากๆ เลย แต่ถนนของที่นี่ดีกว่า ก็ยืนถ่ายรูปวิวผ่านกระจกหน้ารถไว้ได้เยอะเลย

     

     

    ไปถึงสถานีรถไฟสักพัก ได้เวลาขึ้นรถไฟพอดีๆ จังหวะเรื่องเวลาลงตัวไปหมด ไม่ต้องรอกันนาน พอได้ขึ้นรถไฟแล้วก็นั่งหลับสับปะหงกยาวเลย เพราะเดินเยอะ เพลียฝน ตื่นเช้านอนดึกทุกวัน วิวข้างทางไม่ดูแล้ว เพราะได้ถ่ายรูปไว้เมื่อตอนเช้าแล้ว

     

     

    พอถึงชินจูกุ ก็เริ่มมีแรง เดินเล่นต่อจนดึกดื่นอีกเช่นเดิม  แล้วค่อยกลับหอพักกินขนมปังเป็นข้าวเย็น แล้วอาบน้ำนอนเอาแรง ประกอบกับวันนี้ได้เติมพลังจากธรรมชาติมามากแล้ว  วันรุ่งขึ้นก็มีแรงอบรมกันต่อไป

     



    (1 พฤศจิกายน 2557)

     

     

     

     

    imageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimageimage