Welcome
Guest User
 
     
    Search Group

    คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ's Group

    Blog
    การลดความเสี่ยงข้อมูลสูญหายด้วย RAID

    เพราะการทำงานด้านการผลิตสื่อวิดีทัศน์ และงานออกแบบกราฟิค ทำให้ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีพลังในการประมวลผลสูง รวมถึงเทคนิคหลายๆ อย่างที่จะเข้ามามีส่วนช่วยให้การดึงข้อมูลนำมาประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว  ส่งไปจัดเก็บได้อย่างรวดเร็ว มีระบบในการสำรองกันสูญหาย  พี่ๆ น้องๆ ทีม support เขาจึงแนะนำสิ่งที่เรียกว่า "RAID" ให้ผมได้ใช้  ซึ่งมันก็มีหลายรูปแบบ  ไอ้ผมก็กลัวจะจำไม่ได้ว่าแต่ละแบบมันดีอย่างไร  เลยจดๆ เอาไว้ในกระดาษ  กลัวมันจะหายไปกับเศษกระดาษ เลยขอเอามาบันทึกไว้ในระบบ KM นี้เลยละกัน

    สรุปเข้าใจง่ายๆ การทำ RAID อ่านว่า "เหรด" มาจากคำว่า Redundant Array of Inexpensive Disk ก็คือ การนำเอาฮาร์ดดิสก์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเสมือนเป็นตัวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดความเสี่ยงโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลในกรณีที่เกิดความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ ซึ่งการทำ RAID นั้นก็มีหลายรูปแบบ มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

    RAID 0  คือการใช้ฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อแล้วทำให้เหมือนเป็นตัวเดียวกัน มีข้อดีคือเขียน-อ่านได้รวดเร็วขึ้นตามจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่ต่อเข้าไป เพราะมันจะแบ่งข้อมูลเป็นชุดๆ แล้วเอาไปเก็บตามฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวพร้อมๆ กัน  แต่ข้อเสียคือจะไม่มีการสำรองข้อมูลให้ จึงเสี่ยงข้อมูลสูญหาย ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเดี้ยง

    RAID 1 หรืออีกชื่อที่จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ Disk Mirroring ก็ตรงตัวเลยครับ ก็คือใช้ฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวเก็บข้อมูลไว้ 2 ชุดในเวลาเดียวกัน ให้นึกถึงเวลาที่เราส่องกระจกน่ะครับ  จะเหมือนมีเราอีกคนอยู่ในกระจก วิธีการของ RAID รูปแบบนี้ก็ทำเหมือนกัน คือเวลาเราบันทึกข้อมูลปั๊บ ระบบก็จะทำสำเนาไว้ให้ด้วยนั่นเอง ซึ่งทำให้จุดเด่นของ RAID 1 ก็คือความปลอดภัยของข้อมูล ไม่เน้นเรื่องประสิทธิภาพและความเร็วเหมือนอย่าง RAID 0 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลของ RAID 1 จะแย่นะครับ ก็ยังคงบันทึกข้อมูลได้รวดเร็วอยู่ แต่อาจไม่เท่าในแบบแรกเท่านั้นเอง 


    RAID 3 อันนี้จะเริ่มยากต่อการเข้าใจและครับ มีเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น คือมีการใช้ฮาร์ดดิสก์ในจำนวนหลายตัวมากขึ้น เช่น ใช้ 3 ตัวขึ้นไป ที่นิยมก็ 4 ตัว แบ่งข้อมูลเป็นส่วนๆ เขียนลงไปในฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว และเว้นไว้ 1 ตัว ที่ใช้ทำสิ่งที่เรียกว่า Parity คอยเช็กว่าข้อมูลที่แบ่งไปนั้นเขียนไว้ตรงไหน เขาบอกว่าข้อดีก็คือจะมีความสามารถในการอ่านและเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว  แต่จะเหมาะสำหรับใช้ในงานที่มีการส่งข้อมูลจำนวนมากๆ เพราะถ้านำ RAID 3 ไปใช้ในงานที่มีการส่งผ่านข้อมูลในจำนวนที่น้อยๆ ซึ่ง RAID 3 ต้องกระจายข้อมูลไปทั่วทั้ง harddisk จะทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า คอขวด ขึ้นกับ harddisk ที่เก็บ parity เพราะไม่ว่าข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขนาดไหน RAID 3 ต้องเสียเวลาไปสร้างส่วน parity ทั้งสิ้น ยิ่งข้อมูลมีขนาดเล็กๆ แต่ parity ต้องสร้างขึ้นตลอด ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บเสร็จก่อนการสร้าง parity ทั้งระบบต้องมารอให้สร้าง parity เสร็จก่อน จึงจะทำงานต่อไปได้นั่นเอง และเราจะต้องเสียพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ส่วนหนึ่งสำหรับทำ Parity ด้วย

     

    RAID 5 เป็นอีกรูปแบบที่นิยมใช้กัน ใช้จำนวนฮาร์ดดิสก์เหมือนๆ กับรูปแบบ RAID3 มีการจำ Parity เหมือนกัน แต่จะแก้ปัญหาคอขวดแล้ว โดยการกระจาย parity ไปเก็บในฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว โดยปะปนไปกับข้อมูลปกติ ซึ่งตรงนี้เองที่จะช่วยลดปัญหาคอขวด ที่เป็นปัญหาที่สำคัญใน RAID 3 แถมยังมีเทคโนโลยี Hot Swap คือเราสามารถทำการเปลี่ยน harddisk ในกรณีที่เกิดปัญหาได้ในขณะที่ระบบยังทำงานอยู่ เหมาะสำหรับงาน Server ต่างๆ ที่ต้องทำงานต่อเนื่องอีกด้วย

    การทำ RAID ยังมีอีกหลายรูปแบบ ซึ่งผมก็ไม่พูดถึงแล้วกันนะครับ เพราะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งมาก และไม่ค่อยได้ใช้ด้วย  แต่ถ้าใครสนใจเพิ่มเติมก็มีแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยให้เข้าใจเรื่อง RAID มากขึ้น เพราะมีรูปภาพประกอบด้วย  ลองคลิกเข้าไปดูกันได้ที่  http://www.overclockzone.com/spin9/raid/  

     

    Group Function