Welcome
Guest User
 

    7 sins of forced education / บาปเจ็ดประการของการศึกษาภาคบังคับ

    วันนี้ เข้าเว็บไซต์ Psychology Today เพื่ออ่านบทความที่ชอบอ่าน และไปพบบทความนี้เข้าโดยบังเอิญ จึงนำมาเสนอแนะให้ทุกคนได้อ่านกันครับ (โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมอ่านเพื่อจะรับไปคิดหาทางออกที่ดีมากกว่า) ที่มา: http://www.psychologytoday.com/blog/freedom-learn/200909/seven-sins-our-system-forced-education 7 sins of forced education / บาปเจ็ดประการของการศึกษาภาคบังคับ ผู้เขียน Peter Gray เป็นอาจารย์สอนวิชาจิตวิทยาที่ Boston College กล่าวว่า โรงเรียนคือคุก (School is prison) สำหรับผมแล้ว คำนี้ค่อนข้างแรงไปสักหน่อย แต่คำว่า "คุก" นี้ ใช้ในความหมายเปรียบเปรยว่า สถานที่ซึ่งเราต้องทำตามกฎหรือทำสิ่งที่ไม่อยากจะทำ และผู้เขียนก็ได้กล่าวถึงเหตุผล 7 อย่างที่เขามองว่า โรงเรียนหรือการศึกษาภาคบังคับเป็นสิ่งที่ไม่ดี ประการแรก เป็นการปฏิเสธเสรีภาพโดยเอาอายุมาเป็นเกณฑ์ (Denial of liberty on the basis of age) ประการที่ 2 ทำให้เกิดความอับอายและความภาคภูมิใจเกินเหตุ (Fostering of shame, on the one hand, and hubris, on the other) สำหรับเด็กที่เรียนไม่เก่ง ก็จะเกิดความอาย ส่วนคนที่เรียนเก่ง ก็อาจจะเกิดความภูมิใจเกินไป ทั้งนี้เพราะมีเรื่องของการประเมินทดสอบและวัดเกรดกัน กลายเป็นการจัดอันดับ ประการที่ 3 ไม่ช่วยให้เกิดความร่วมมือกันเลย (Interference with the development of cooperation and nurturance) เพราะผู้เขียนมองว่าการเรียนเป็นการแข่งขันมากกว่าจะร่วมมือกัน ประการที่ 4 ไม่ช่วยให้เกิดความรับผิดชอบตนเอง (Interference with the development of personal responsibility and self-direction) นักเรียนอาจจะคิดว่า ถ้าทำตามที่โรงเรียนบอก เช่นทำการบ้าน ทำคะแนนให้ดี ก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เมื่อโตขึ้นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะโทษการศึกษาก็ได้ ประการที่ 5 มองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องที่น่ากลัว น่าเกลียดและน่าเบื่อ (Linking of learning with fear, loathing, and drudgery) ใครที่เรียนเข้าใจช้ากว่า ก็เกิดความกังวลในการสอบ และบางคนก็มองว่าการบ้านเป็นงานที่ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงจะออกไปเล่นได้ ประการที่ 6 เป็นการขัดขวางความคิดเชิงวิพากษ์ (Inhibition of critical thinking) เพราะนักเรียนมองว่าต้องทำคะแนนให้ดีในการทดสอบเท่านั้น โดยตอบคำถามตามที่อาจารย์ชอบ ประการที่ 7 ทำให้ความหลากหลายทางทักษะ ความรู้ และวิธีการเรียนลดลง (Reduction in diversity of skills, knowledge, and ways of thinking) เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานหลักสูตรเดียวกัน ผมอ่านแล้ว ก็ตะลึงเล็กน้อย โดยส่วนตัว ประทับใจกับเหตุผลข้อที่ 5 ที่สุด เพราะเห็นด้วยกับเหตุผลที่ว่า นักเรียนบางคนอาจมองว่าการบ้านเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เพราะต้องทำให้เสร็จก่อนจึงจะไปเล่นได้ การเรียนรู้เลยเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จไปวันๆ ก่อนจะได้ไปเล่น ผมอยากให้การเรียนรู้เป็นเหมือนสิ่งปริศนาหรือทำแล้วรู้สึกสนุก ผู้คนจะได้เรียนรู้และทำงานไปพร้อมๆ กัน ผมไม่ใช้คำว่าเล่น เพราะผมคิดว่า เล่น เป็นเรื่องของความเพลิดเพลินเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนคำว่า ปริศนา เป็นเหมือนที่สิ่งสงสัยและอยากรู้ ทุกวันที่เรียนรู้จึงเหมือนเป็นวันที่เต็มไปด้วยปริศนา ชวนให้คิดให้สงสัยตลอดเวลา