Welcome
Guest User
 

    การบริหาร ความชั่วร้ายที่จำเป็น?

    หน่วยงานทุก หน่วยงานมีหัวหน้าหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารหน่วยงานนั้นๆ ถ้าองค์กรมีขนาดใหญ่ จำนวนและโครงสร้างผู้บริหารก็มักจะมีขนาดและความซับซ้อนที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เป็นสัตว์สังคม เราอาจจะพบจ่าฝูงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีการนำฝูงในการเดินทางหรือหา อาหร ในขณะที่แมลงที่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมหาศาลเช่น มด ปลวก หรือผึ้งนั้น จะมีโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างออกไป สิ่งที่เราเรียกว่าราชินีของแมลงนั้น ไม่ได้เป็นตัวที่ออกคำสั่งให้แมลงตัวอื่นๆทำงานแต่อย่างใด ราชินีทำหน้าที่ออกไข่เป็นหลัก ส่วนแมลงตัวอื่นก็แบ่งหน้าที่ไปเป็นทหารหรือแมลงงานต่อไป แมลงสังคมเหล่านี้ได้วิวัฒนาการมาถึงระดับปัจจุบันมาหลายล้านปีแล้ว ก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเสียอีก ดังนั้น เราอาจถือได้ว่ารูปแบบนี้มีความเหมาะสมต่อการอยู่รอดมากที่สุดแบบหนึ่งตาม ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วิน (survival of the fittest)

    ถ้า เจาะลึกลงไปในการทำงานของมดแล้ว เราจะพบว่ามดทุกตัวรู้หน้าที่ของตนโดยไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้ามาสั่ง งาน การทำงานของมดแต่ละตัวสามารถประสานเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผ่าน การสื่อสารโดยสารเคมีง่ายๆไม่กี่ชนิด มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าด้วยกฎเพียงไม่กี่ข้อในการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างปัจเจกในกลุ่ม ก็สามารถสร้างระบบที่มีความซับซ้อนขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น Conway’s game of life ที่สร้างรูปแบบที่ซับซ้อนแบบต่างๆด้วยกฎง่ายๆเพียง 4 ข้อ หรือการทำงานกันอย่างพร้อมเพรียงกันของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระพริบไฟของหิ่งห้อย การร้องเพลงของจิ้งหรีด หรือการปรบมืออย่างพร้อมเพรียงกันระหว่างการชมดนตรีของคนเราเอง ความพร้อมเพรียงดังกล่าวเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้างเพียงไม่กี่ คน ด้วยกฎง่ายๆไม่กี่ข้อ ก็สามารถสร้างสรรค์การทำงานที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ขึ้นได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีผู้นำในการสั่งการ

    ในเดือนสิงหาคมปี1945 เครื่องบินB29ของอเมริกาสองลำบินไปทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม เครื่องบินลำที่ไปปฏิบัติภารกิจที่Hiroshimaนี้ต่อมาถูกตั้งชื่อว่า necessary evil หรือ ความชั่วร้ายที่จำเป็น ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าระเบิดปรมาณูสองลูกที่ทิ้งลงไปนั้นเป็นสิ่งเลวร้าย ที่สุดสิ่งหนึ่งที่มนุษยชาติได้สร้างขึ้น แต่ปัจจุบันก็ยังมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ ระเบิดนั้นในการยุติสงคราม หรือว่าความชั่วร้ายนี้จำเป็นจริงหรือไม่

    องค์กร ที่จะอยู่รอดได้นั้น จะต้องมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพขององค์กรนี้มักนิยามในรูปของผลผลิตต่อหนึ่งหน่วยวัตถุดิบ(หนึ่ง หน่วยแรงงาน) ในกรณีเช่นนี้ ผู้บริหารย่อมถือได้ว่าเป็นตัวลดประสิทธิภาพขององค์กร เนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่อยู่ในส่วนของการผลิตโดยตรง (non-productive member) อีกทั้งยังมีรายได้เฉลี่ยที่สูงกว่าพนักงานอื่นๆ ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีกด้วย การที่ผู้บริหารออกกฎระเบียบหรือใช้เครื่องมือต่างๆไม่ว่าจะเป็นการประเมิน การประกันคุณภาพ ฯลฯ นอกจากจะเป็นการทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการรู้สึกว่าถูกจำกัดเสรีภาพ(หรือ ถูกปกครอง)แล้ว การใช้เวลาในการหาข้อมูลและจัดทำเอกสารเหล่านี้ก็ทำให้เวลาในการผลิตลดลง ดังนั้น ผู้บริหารและเครื่องมือการบริหารจึงเป็นเหมือนเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งสอง ลำ คือเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น

    ปัญหา ก็คือว่าองค์กรสามารถทำงานได้โดยไม่มีผู้บริหารหรือไม่ แมลงสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีผู้บริหาร ในส่วนของมนุษย์เราเองนั้นก็มีผลงานวิจัยมากมายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงความ เชื่อในผู้นำที่เก่งกาจหรือ super intelligence (เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย) แล้วหวนกลับมาค้นคว้าถึงความสามารถของฝูงชนซึ่งเป็นคนธรรมดา หรือที่เรียกกันว่า collective intelligence หรือ wisdom of the crowd เช่นความสามารถในการหาคำของ Google® หรือระบบการแนะนำหนังสือให้แก่ลูกค้าของ Amazon® ที่อาศัยข้อมูลเบื้องต้นของลูกค้าแต่ละคนแล้วนำมาประมวลผลด้วยอัลกอริธึมที่ มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นบุคคลแห่งปีของนิตยสารTimeในปี2006 คือ “You” ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกๆคนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบinternet ที่ชาญฉลาดขึ้นมา (รวมทั้ง Wikipedia, YouTube, MySpace ฯลฯ) หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฝูงชนที่รวมตัวกันมีความสามารถมากกว่า อัจฉริยะใดๆ แนวคิดนี้ ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะภาษิตจีนโบราณได้กล่าวไว้ว่า ”ช่างทำหนังที่ต่ำต้อยสามคนรวมกัน ก็เทียบเท่ากับขงเบ้งคนหนึ่งได้” พลังทางความคิดของทุกคนในองค์กรรวมกัน ย่อมจะมีความสามารถสูงกว่าของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง เนื่องจากมีการปฏิสัมพันธ์กันทางความคิดระหว่างกันเกิดขึ้น

    จาก เหตุผลดังกล่าว สิ่งที่จำเป็นในการลด(เลิก)ผู้บริหารลงคือการที่ทุกคนในองค์กรมีจิตสำนึกใน หน้าที่ของตน มีความเข้าใจในบทบาทของตน และมีความมุ่งมั่นและรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ข้อมูลเหล่านี้น่าจะบรรจุอยู่ในDNAของ แมลง แม้ว่าเราคงไม่สามารถทำการปรับแต่งพันธุกรรมของเราได้ และเรามีความเป็นปัจเจกชนสูงกว่าแมลง(และ/หรือมีความเห็นแก่ตัวมากกว่าด้วย) แต่มนุษย์เราก็เคยมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงที่สุดมาครั้งหนึ่งคือมนุษย์เงิน เดือนในบริษัทญี่ปุ่น เมื่อ2-3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา ในช่วงนั้น พนักงานจะทุ่มเทให้กับงานของบริษัทอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน บริษัทก็จะดูแลพนักงานและครอบครัวอย่างเต็มที่เช่นกัน ทุกคนในบริษัทจะถือว่าบริษัทเป็นเสมือนครอบครัว แต่ในกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ระบบนี้ให้กำเนิดคำญี่ปุ่นที่กลาย เป็นสากลอีกคำหนึ่ง นอกเหนือจาก tsunami คือคำว่า karoshi หรือการตายจากการทำงานหนักเกินไป ลบล้างคำพูดที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ใน ขณะเดียวกัน คงไม่สามารถปฏิเสธการก้าวกระโดดของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่แลกมาด้วย การเสียสละและชีวิตของพนักงานให้กับบริษัทเหล่านี้ได้

    สิ่ง เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้มาระหว่างขั้นตอนการวิวัฒนาการของการอยู่ร่วม กัน ในปัจจุบันเป็นที่นิยมเรียกกันว่าวัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมเป็นความเชื่อที่ฝังอยู่ลึกภายในของบุคคล คนที่ทำงานตามความเชื่อของตนนั้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก การทำงานจะต้องเป็น”การระเบิดจากภายใน”ดังที่ในหลวงได้ทรงกล่าวไว้ ใน องค์กรที่พนักงานทุกคนมีวัฒนธรรมที่ดีนั้น ผู้บริหารจะกลายเป็นส่วนเกิน เพราะจะไม่เหลืออะไรให้บริหารจัดการอีกต่อไป ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้บริหารจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตนเองมาทำหน้าที่ใหม่ในรูปของ inspirer หรือ facilitator ที่มาช่วยสร้างกระแสวัฒนธรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นภายในองค์กร และคอยปรับแต่งทิศทางขององค์กรให้ไปในทางที่เหมาะสม

    ระเบิด ปรมาณูลูกที่สองนั้นคือเครื่องมือในการบริหารอันมีเกลื่อนกลาดในปัจจุบัน มนุษย์เราได้มีการสร้างเครื่องมือต่างๆเพื่อช่วยในการบริหารมาตั้งแต่โบราณ กาล แต่ดูเหมือนว่าจำนวนเครื่องมือบริหารเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมา และมีทีท่าว่าจะยังคงเพิ่มต่อไปเรื่อยๆในอนาคต เครื่อง มือหลายชนิดที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นเพียงเครื่องมือเก่าที่เปลี่ยนชื่อใหม่ บรรจุหีบห่อใหม่ หรือจัดสำรับใหม่ การนำเครื่องมือหลายชนิดเข้ามาใช้ในการบริหารองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการประเมิน การประกันคุณภาพ ฯลฯ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับก็ตาม ได้เพิ่มปริมาณงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตอย่างมากมาย อีกทั้งต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการเตรียมข้อมูล เอกสารต่างๆในปริมาณที่มากมายในการตอบสนองเครื่องมือเหล่านี้ อีกไม่นาน เราอาจจะต้องสร้างชุดเครื่องมือขึ้นใหม่เพื่อบริหารจัดการเครื่องมือการ บริหารก็เป็นได้

    เช่น เดียวกันกับผู้บริหาร เครื่องมือเหล่านี้ มิได้ไร้ประโยชน์ทั้งหมด แต่ข้อสำคัญคือทุกคนที่ใช้(และถูกใช้)เครื่องมือเหล่านั้นได้เข้าใจหลักการ หรือวัตถุประสงค์เบื้องลึกของเครื่องมือเหล่านั้นเพียงใด เนื่องจากในหลายกรณี เรามักจะเน้นวิธีการใช้เครื่องมือและการกรอกข้อมูลมากจนเกินไป การลงรายละเอียดมากจนเกินไป จะทำให้ภาพรวมเบลอไป และสร้างความผิดพลาดใหม่ก็คือ การหลงประเด็นโดยเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านั้นคือเป้าหมายและลืมเลือนเป้า หมายที่แท้จริงไป หรืออาจเรียกว่าถูกเครื่องมือใช้แทนที่จะใช้เครื่องมือก็ได้ ใน ที่ประชุมต่างๆวงการศึกษาได้มีการแสดงความเป็นห่วงกันมากเรื่องที่เด็กไทย ท่องจำโดยไม่เข้าใจ การสอนของไทยที่มุ่งเน้นให้นักเรียนท่องจำคำตอบ โดยขาดการสร้างความเข้าใจในกระบวนการหาคำตอบ ทั้งโรงเรียนและนักเรียนภาคภูมิใจกับคะแนนสอบวัดผลต่างๆ ทั้งนักเรียนและครูผู้สอนคิดว่าการได้คะแนนดีนั้นถือได้ว่าได้บรรลุวัตถุ ประสงค์แล้ว แต่แท้ที่จริงแล้วการสอบเป็นเพียงเครื่องมือในการวัดผลมิใช่เป้าหมายของการ เรียนรู้ ใน การบริหารการศึกษาหลายแห่งก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่นการประกันคุณภาพของสถานการศึกษา ผลการประเมินคุณภาพหรือใบประกาศนียบัตรนั้นเป็นเพียงตัวเลขหรือข้อมูลที่ ผ่านการประเมินจากหน่วยงานรับรองคุณภาพ ณ เวลาที่ประเมิน แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกว่าสถานการศึกษานั้นมีคุณภาพ สิ่ง ที่สำคัญกว่าใบประกาศก็คือกระบวนการและการมีส่วนร่วมของทุกคนในการประกัน คุณภาพต่างหาก ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของสถานการศึกษานั้นๆ

    ถ้า การบริหารเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นแล้ว หน้าที่ของผู้บริหารย่อมเป็นการหาวิธีในการกำจัดตนเองให้หมดไป เช่นเดียวกับเครื่องมือการบริหารย่อมมีหน้าที่ในการลด/เลิกการใช้เครื่องมือ บริหาร ทั้งสองเรื่องนี้อาจจะเป็นparadox ในตนเอง แต่พระพุทธเจ้าท่านได้ให้คำสอนในการแก้ไขปัญหานี้ไว้แล้วคือการไม่ยึดติด ผู้บริหารไม่ควรจะยึดติดกับเครื่องมือที่ใช้และต้องไม่ยึดติดกับตำแหน่ง บริหาร หน่วยงานหรือองค์กรจะต้องเป็นตัวตั้งเสมอในการทำงาน อีกประการหนึ่งคือต้องมีการจัดการความรู้และสร้างเครือข่ายของบุคคลากรใน องค์กรเพื่อให้องค์ความรู้ขององค์กรแทรกซึมไปทั่วและคงอยู่ในเครือข่าย สร้างเสริมให้เกิดcollective intelligenceขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้บริหารต้องสร้างองค์กรให้ฉลาด เข้มแข็ง จนสามารถทำงานได้โดยไร้ผู้บริหาร

    ในนิยายจีนของโก้วเล้ง มือกระบี่แบ่งออกเป็นหลายจำพวก ได้แก่ “คนกับกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว” “คนคือคน กระบี่คือกระบี่ คนบังคับกระบี่” และ “ไร้คน ไร้กระบี่ กระบี่อยู่ในใจ” คำถามคือผู้บริหารควรเป็นจำพวกใด

    หมายเหตุ บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัย รุ่นที่ 20

    ขอบคุณอ.วิวัฒน์ที่นำเสนอแนวความคิดดีๆ เกี่ยวกับการบริหารครับ
    ได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ การตายจากการทำงานหนัก (karoushi-過労死) และการถูกเครื่องมือใช้แทนที่จะใช้เครื่องมือ

    ผมชอบแนวคิดเกี่ยวกับปัญญาสะสม (collective intelligence หรือมีบางคนเรียกว่า ปัญญาร่วม หรือ ปัญญารวมหมู่) ครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนสามารถนำความรู้ความสามารถมาแบ่งปันกันได้

    วันนี้ ผมไปฟังอ.วรภัทร์บรรยายเรื่อง KM มา ซึ่งได้นำเสนอเรื่องของ collective leadership (ขอแปลอย่างคร่าวๆ ว่า ภาวะผู้นำร่วม ก็แล้วกันครับ) และยกตัวอย่างถึงผู้นำอย่างเหมา เจ๋อตง (毛泽东) ผู้บริหารควรให้โอกาสทุกคนได้บริหารจัดการ แล้วจะเกิดภาวะที่ทุกคนสามารถดำเนินการต่างๆ ได้เอง โดยเฉพาะเรื่องการของการออกไปสำรวจตรวจตราดูตามสภาพเป็นจริงและเรียนรู้จากบุคคลอื่น โดยไม่ตัดสินและประเมินคุณค่า อันจะช่วยให้เห็นว่า บุคลากรในองค์กรมีความสามารถในการทำงานได้เอง และผู้บริหารมีความจำเป็นในเชิงบวก แทนที่ความชั่วร้ายครับ

    Suthee LI 3472 days ago

    น่าสนใจและน่าติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ อาจารย์เขียนอีกนะคะ

    TOM Chantana 3472 days ago

    เห็นด้วยค่ะที่ผู้บริหารต้องปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็น inspirerและFacilitatorเพราะงานส่วนมากสำเร็จได้เพราะความร่วมมือร่วมใจกัน

    nongnuj.pat 3470 days ago