Welcome
Guest User
 

    ครั้งที่ 21/2558 : "แรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จระดับโลก"'s Pages

    ครั้งที่ 21/2558 : "แรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จระดับโลก"

    บรรยายพิเศษที่ประชุม 3 ฟอรั่ม : เรื่อง "แรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จระดับโลก"

    วันที่ 11 มิถุนายน 2558 เวลา 12.00-13.00 น. ณ ห้องประชุมสนั่น สุมิตร ชั้น 9 อาคารสำนักงานอธิการบดี

    วิทยากรบรรยาย  นายชัยสิทธิ์  จุนเจือดี (น้องโอ๊ต)  ช่างภาพไทยฝีมือระดับอินเตอร์


    image


    Laughing โอ๊ต..จากเด็กหนุ่มที่เรารู้จักกันดีใน CAMERART ว่าเขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่และ ไม่เคยที่จะหยุดตามล่าหาฝันของตนเอง จากสถาปนิกหนุ่ม มารับงานอีเว้นท์ถ่ายภาพในเมืองไทย วันนี้โอ๊ตกำลังก้าวต่อไปตามความฝันที่จะเป็นช่างภาพ Wedding Photographers ที่มีชื่อติดอันดับโลก

    โอ๊ต..เมื่อจบสถาปนิกจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แต่แทบจะไม่ได้ทำงานด้านสถาปนิกเลยงานที่ทำกลับเป็นงานด้านถ่ายภาพ และด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้ โอ๊ต...จึงมุ่งที่จะสร้างฝันนั้นให้เป็นจริงด้วยการเดินทางไปศึกษาต่อด้าน การถ่ายภาพที่ประเทศอังกฤษ นี่คือประสบการณ์บ้างส่วนจาก “โอ๊ต” ที่ Camerart นำมาถ่ายทอดต่อ เพื่อเป็นแนวทางและแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ ท่านที่จะตามล่าหาฝันตนเองผมไปเรียนที่ L.C.C. (London College of Communication, University of The Arts London) จัดเป็นมหาวิทยาลัย Top 10 Photographers ของโลก สิ่งที่ผมต้องการ คือความรู้เฉพาะทางด้านการถ่ายภาพ เพราะผมไม่ได้จบสายตรงด้านการถ่ายภาพการมาเรียนครั้งนี้ทำให้ผมต้องเปลี่ยน แนวความคิดใหม่ด้านการถ่ายภาพเพราะความหมายของ Photography ที่เมืองไทย กับเมืองนอกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากที่ผมเคยมั่นใจว่า “ความสามารถในด้านการถ่ายภาพของผมว่าไม่ด้อยไปกว่าใคร” แต่เมื่ออาจารย์ขอดูงาน งานของผมมันจับฉ่ายมาก มีทุกอย่าง ไม่ว่าจะ Portrait, Fine Art, สารคดี, Still Light, Packshot ช่างภาพไทยทำได้ทุกอย่างเลย

    แต่....อาจารย์ที่นั่นกลับบอกผมว่าเขามองเห็นอะไรบางอย่างในตัวผม นั่นคืองาน “แฟชั่น” ซึ่งผมก็งงๆ แต่ก็ลองดู และเริ่มวางแผนกับตัวเองว่าปีนี้ เราจะทำอะไรบ้างอันดับแรกผมต้องสร้าง Portfolio ใหม่เพราะผมไม่เคยมีงานด้านแฟชั่น และเริ่มศึกษาด้านงานแฟชั่น งานแฟชั่นมันไม่เหมือนงานอื่นๆ เพราะงานแฟชั่นมันคือ การมิกซ์กันหลายๆ อย่าง จากนั้นก็เริ่มหาโมเดลมาถ่ายภาพจากเอเจนซี่บ้างเพื่อนบ้าง จนคิดว่าเราต้องเดินเข้าหาเอเจนซี่แล้วละ และเริ่มสมัครงาน

    แต่...สิ่งที่ผมเจอ ก็คือ คนอังกฤษยังมีเรื่องชนชั้นอยู่สูงมาก ผมกลายเป็นคนชั้นสามของสังคมเขา การที่ผมจะสมัครงานอย่างนี้คงไม่ได้งาน ผมจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการสมัครงานใหม่ เปลี่ยนจากการเดินไปหาเขา เป็นการส่งเมล์ จนวันหนึ่งก็มีโอกาสได้นางแบบมาถ่ายจากถ่ายภาพธรรมดา จนเป็นงานที่มีคอนเซ็ปต์ เวลามีไอเดียร์ก็จะถ่ายเป็น Port เก็บไว้มีเวลาว่างก็ไปมิวเซียม ไปดู Exhibitions เพื่อไปดูงานว่าเขาคิดกันอย่างไง เพราะว่าถ้าเราไม่ไปดูงานของเขา เราไม่รู้หรอกว่าคนที่นั่นเขาเสพงานกันอย่างไง “เหมือนเข้าเมืองตาหลิว..ต้องหลิวตาตาม” โชคดีที่ผมเรียนสถาปัตฯ มา ทำให้ผมมีกระบวนการทางความคิดที่เป็นตรรกะเวลาคิดงานผมคิดงานจะใช้ไอเดียร์ เหมือนการทำดีไซน์ชิ้นงาน ไม่เหมือนช่างภาพเลย ผมใช้การถ่ายภาพ เป็นการถ่ายทอดแนวความคิดวันที่ผมเรียนจบผมก็เอาผลงานไปคุยกับอาจารย์ท่าน เดิม อาจารย์ก็บอกว่าผมน่าจะเป็นช่างภาพแฟชั่นที่ดีได้ นี่คือ จุดเปลี่ยนในชีวิตผม

    แต่...ในเบื้องลึกแล้ว ผมนิยามตัวเองว่าเป็นช่างภาพเกี่ยวกับ Portrait ซึ่งกระจายออกไปในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Wedding แฟชั่นหรือ Portrait ผมต้องการให้ภาพของผมสื่อถึงความมีตัวตน จากการที่ผมไปดูนิทรรศการภาพชิ้นหนึ่ง มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง ผมพยามลดเทคนิคด้านการถ่ายภาพลง และเริ่มใหม่ว่าเราจะสื่อสารอะไรลงไปในภาพถ่ายของเรา นำเสนอให้บุคคลที่สามเข้าใจอะไรในภาพได้บ้าง แล้วคนที่มาเป็นแบบเราจะดึงจุดดีจุดด้อยของเขาออกมาอย่างไร มันไม่ใช่แค่ถ่ายภาพแล้ว มันคือการวิเคราะห์และดึงความเป็นตัวตนของแบบออกมาด้วย ก่อนถ่ายภาพผมจึงต้องมีการพูดคุยกับแบบก่อน ซึ่งมันถ่ายทอดออกมาเป็น Everyday Portrait อันเป็นโปรเจ็กต์จบเรียนของผม

    แต่...ผมยังไม่อยากกลับเมืองไทย เลยคิดว่าจะเรียนต่อ อาจารย์ท่านเดิมอีกนั่นแหละที่ผมบอกว่า คุณจะเสียเงินไปทำไมอีกหนึ่งล้านบาท เพื่อแลกกับกระดาษหนึ่งใบ ผมจึงไม่เรียนต่อ และช่วงนั้นโชคดีมากได้งานทำ หลังจากจบมาเดือนครึ่งผมมีงานทำทุกวัน แต่พอผ่านอีกพักเงินก็หมดอีกแล้ว จากเคยตั้งมั่นว่าจะไม่เป็นเด็กเสิร์ฟ วันนั้นไปทานข้าวกับเพื่อน เลยถามร้านอาหารว่ารับเด็กเสิร์ฟมั้ย เพราะมันเริ่มท้อแท้แล้ว  สมัครงานเป็นพันที่ไม่มีใครติดต่อมาเลย แต่ผมได้กำลังใจจาก แก้ว และ พี่พิรยะดา  บอกผมว่า “อย่ายอมแพ้นะ อีกนิดหนึ่ง” ผมก็ยังคงสมัครงานต่อ จนวันหนึ่งมีช่างภาพติดต่อกลับมาว่าสนใจผม เค้าคือ Julie Kim

    Julie Kim เป็นช่างภาพเวดดิ้งระดับ Top 5 ของอังกฤษ เขาดูงานของผมบอกว่างานผมโอเคนะ ตกลงจ้างผมไปแบกกระเป๋า คือ ไปเป็นผู้ช่วยช่างภาพนั่นเอง ไม่ใช้บัดดี้นะ คือ ถ้าเป็นบัดดี้ จะได้ถ่ายภาพด้วย แต่ผู้ช่วยช่างภาพคือหยิบของแบกของ งานนี้แหละผมสู้ตาย เพราะมันเป็นโอกาสได้งาน และ ผมก็ได้เป็นบัดดี้ของเขาในเวลาต่อมาสิ่งที่ผมได้จาก Julie Kim ก็คือหลังจากจบงานก็จะนัดกินข้าววิจารณ์งานที่เราถ่ายมาว่าดีไม่ดีอย่างไร และเขาก็จะสอนให้ผมรู้จักว่า เวดดิ้งที่แท้จริง คืออะไร สิ่งที่เราเข้าใจจากเมืองไทยมามันไม่ใช่เวดดิ้งที่แท้จริง เป็นการเปลี่ยนมุมมองของผมอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาชื่นชมผมมากคือ เรื่องเทคนิคที่ได้จากอาจารย์นพ คือ ถ่ายภาพแสงไม่หลุดเลย ซึ่งเขาทำไม่ได้

    Kissเป้าหมายต่อไปในอนาคตWink


    ผมอยากเป็นช่างภาพเวดดิ้งระดับโลกผมตั้งใจไว้ว่าภายในอายุไม่เกิน 30 ปี มันอาจจะเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วตลก แต่ถึงวันนั้นถ้าผมทำไม่ได้ ผมก็ไม่เสียใจ เพราะผมมีเป้าหมายที่ยาวไกล แม้จะไม่รู้ว่า จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ผมก็ออกก้าวเดินมาไกลแล้ว

    นี่คือสิ่งที่ ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี หรือน้องโอ๊ตของพวกเราเล่าให้ฟัง พร้อมกับผลงานภาพถ่ายให้พี่ๆ น้องๆ ได้ชื่นชมได้ที่
    www.oat-chaiyasith.com 

     

    image

    image

     

    รศ.ดร.วนิดา  พวกุล  ที่ปรึกษาอธิการบดี  เป็นเกียรติมอบของที่ระลึกให้กับท่านวิทยากรด้วยค่ะ

    รับชม Video การบรรยายพิเศษได้ที่  http://vod.kmutt.ac.th/wordpress/index.php/2015/06/11/495/

     

     
    Edit by naphachanok.yar at 3:01:12 PM 29/09/17